مشاركة

ปริศนาใต้เงาสาป
ปริศนาใต้เงาสาป
مؤلف: กานาฉ่าย

บทที่ 1

last update تاريخ النشر: 2025-12-11 21:48:21

ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ อากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศโอบล้อมไปทั่วห้องนอน ผ้าม่านสีทึบช่วยปิดกั้นแสงรบกวน เตียงหลังใหญ่กลางห้องดูน่านอนจนชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและจมดิ่งสู่การพักผ่อนอันยาวนาน

แต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มที่กำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลังนั้น คิ้วเข้มได้รูปเหมือนถูกเขียนด้วยหมึก ขมวดเข้าหากันจนหว่างคิ้วเป็นร่องลึก สีหน้าบ่งบอกว่าการนอนมีปัญหา นั่นเพราะในยามนี้ เขากำลังถูกดึงเข้าสู่ห่วงฝันอย่างไม่ทันตั้งตัว

ในความฝัน ชายหนุ่มพบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องว่างเปล่าขนาดใหญ่ไม่คุ้นตา เขากวาดตาไปทั่วด้วยความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ที่ไหนหรือมาได้อย่างไร

จนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในมุมมืด ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องเขม็งมาทางนี้ มันราวกับมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ความเย็นจากที่ไหนไม่รู้ค่อย ๆ ซึมลึกลงไปถึงกระดูก

เสียงกระซิบแผ่วราวสายลม ลอยมากระทบโสต คล้ายพยายามพูดบางอย่าง ทว่าประโยคนั้นพร่าเลือนเกินกว่าจะจับใจความได้

“คุณ... คุณพูดกับผมใช่ไหม? ผมฟังไม่ถนัดเลย ช่วยพูดเสียงดังอีกหน่อยสิครับ” ชายหนุ่มร้องบอก

ทว่าเสียงที่ส่งกลับมายังคงเป็นเช่นเดิม เมื่อไร้คำตอบ

“คุณ… เป็นใคร? แล้ว… ที่นี่ที่ไหน?” เขาถามอีกครั้ง

ตอนนี้ลำคอเริ่มแห้งผาก ลมหายใจขาดห้วง หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกที ความหนาวเย็นคืบคลานจากปลายนิ้วเข้าสู่กลางอก แต่เขายังคงจ้องไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ

เสียงกระซิบดังขึ้นอีกระลอก แต่ประหนึ่งถูกบดบังด้วยม่านหมอก “…@#$%@^#...เช่นกู...”

ชายหนุ่มเพ่งฟังทุกถ้อยคำ พลางรวบรวมความกล้าก้าวเข้าใกล้ทีละน้อย หวังว่าระยะที่สั้นลงจะทำให้เสียงนั้นชัดเจนขึ้น แต่ละก้าวที่ขยับ ความประหม่าก็เริ่มไหล่เข้ามา

ระยะห่างที่ลดลง ทำให้ร่างในเงามืดเริ่มเผยรูปลักษณ์ทีละน้อย จนกระทั่งภาพนั้นชัดเจน… มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต หากแต่เป็นซากศพที่เน่าเปื่อย เสียหายจนยากจะบอกว่าเคยเป็นใคร

สภาพนั้นทำให้เขาสั่นสะท้านตั้งแต่แรกเห็น ลูกนัยน์ตาที่หลุดจากเบ้าห้อยโตงเตง น้ำเหลืองและเลือดไหลย้อยเหนียวหนืดเหมือนแป้งเปียกเกาะตามใบหน้า เส้นผมกระเซอะกระเซิงจับเป็นกระจุก บางส่วนของร่างกายเผยให้เห็นกระดูกสีขาว บางส่วนมีหนอนชอนไช และฉีกขาดเหมือนถูกกัดกระชาก ชวนให้สะอิดสะเอียน

ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อร่างเน่าเปื่อยตรงหน้ากระโจนเข้าใส่ ความตกใจแล่นวาบเข้ามา เขาพยายามถอยหนี แต่ขากลับแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนแทบอาเจียนแทรกซึมเข้าทุกอณูผิว ก่อนเสียงที่แหบแห้งอัดแน่นด้วยความแค้นจะดังก้องในหัว

“กูจะทำให้มึงเจ็บปวด… เหมือนที่มึงเคยทำกับกู!!”

“เฮือก!! แฮก ๆ” กันต์ธีร์ หิรัญณรากุล สะดุ้งตื่นสุดแรง ร่างกายสะท้านพร้อมลมหายใจหอบถี่ เหงื่อกาฬผุดพรายตามกรอบหน้าคม ดวงตาสีเข้มที่ปกติเปี่ยมไปด้วยประกายความซุกซน บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนก ริมฝีปากได้รูปสั่นระริก เสื้อด้านหลังเปียกชุ่มจนแนบติดกับผิว

เขายกมือปาดเหงื่อที่ไหลลงมาตามสันจมูก พยายามรวบรวมสติ แม้เป็นเพียงความฝัน แต่ความสมจริงของมันยังเกาะกุมหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

‘ฝันบ้าอะไรวะ หลอนฉิบ!’

ไม่นานเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกจากคนด้านนอก ก็ดึงสติของเขากลับมา

~ ก๊อก ก๊อก ก๊อก!~

“ตากันต์ ตื่นรึยังลูก? วันนี้รายงานตัววันแรกนะ” เสียงนั้นมาจาก กรรณิกา มารดาของเขา

“ผมตื่นแล้วครับ” วันนี้เขาต้องไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ในหน่วยพิสูจน์หลักฐาน

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปอาบน้ำ เสร็จแล้วลงมากินข้าวก่อนออกไปทำงานนะลูก” เสียงจากหลังประตูดังขึ้นอีกครั้ง

“ครับ…คุณนาย” เขาตอบยิ้มๆ

กันต์ธีร์เคยเป็นแพทย์นิติเวชในทีมออบส์ ทีมหัวกะทิของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขอลาไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะหลายปีในการทำงานภาคสนามทำให้เขาได้เห็นอาชญากรรมหลายรูปแบบ และยิ่งมองลึกก็ยิ่งอยากเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงกลายเป็นอาชญากร

กระทั่งปลายปีที่แล้ว ขณะรอดำเนินการเรื่องจบการศึกษา กันต์ธีร์ก็ได้รับโทรศัพท์จาก จินดา หัวหน้าทีมพร้อมข่าวใหญ่

“ไอ้กันต์ ฉันมีข่าวมาบอก”

“ข่าวอะไรครับ พี่จะแต่งงาน?”

“ไอ้นี่เปิดปากมาก็กวนบาทาเลยนะ” เธอบ่นแล้วเล่าต่อ “ฉันจะบอกว่าฉันได้เลื่อนเป็นผอ. แล้วนะยะ” จินดาพูดเหมือนเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศไม่ใช่ข่าวใหญ่โตอะไร

ผิดกับคนที่ได้รู้ข่าว “เฮ้ย!! ดีใจด้วยนะครับหัวหน้า… เอ้ะ ไม่สิ ต้องบอกว่าดีใจด้วยครับ ผอ. ที่ได้เลื่อนขั้น!”

กันต์ธีร์รู้สึกยินดีไม่น้อย ที่หัวหน้าได้เลื่อนตำแหน่งสำเร็จ หลังจากทั้งทีมร่วมกันฝ่าฟันคดีหนักและปัญหานานับไม่ถ้วนมาด้วยกัน ความพยายามและความทุ่มเทของจินดาก็ได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร

“แกไม่ต้องตื่นเต้นไป ฉันยังไม่ตื่นเต้นอะไรเล๊ย—แต่ก็ขอบใจนะ ”

กันต์ธีร์ยิ้มขำ ฟังดูก็รู้ว่าเธอแอบดีใจ “เหรอครับ ผมจะเชื่อให้ก็ได้ ถ้าพี่คิดว่ามันเนียนน่ะนะ”

“รู้ดี— เพราะมีแกเป็นตัวอย่างแบบนี้ไง ไอ้สี่สลึงถึงไม่ค่อยเคารพฉัน”

สี่สลึงที่จินดาบอก หมายถึงลูกน้องอีกสี่คนในทีมออบส์นั่นแหละ— ขาด ๆ เกิน ๆ กันคนละนิด แต่พอรวมกันแล้วก็เต็มบาทพอดี

“ฮา ฮา ฮา ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย”

“จะว่าไปผมไม่ได้แกล้งพี่มาหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะ”

“ไม่โทรหาฉันเองช่วยไม่ได้”

“ผมเรียนหนักนี่ครับ” กันต์ธีร์ยืดคำท้าย จงใจใส่แววอ้อนในน้ำเสียง

“หึ ข้ออ้างละสิไม่ว่า” จินดาหัวเราะแผ่ว ๆ ในลำคอ ก่อนเว้นจังหวะเพื่อเปลี่ยนโหมดเป็นจริงจัง

“เออนี่...เหลือกี่เดือนถึงจะเรียนจบล่ะ”

“เรียนจบแล้วครับ แต่กว่าจะทำเรื่องเรียบร้อย คงอีกสองเดือน ทำไมพี่จะมาหาผมเหรอ ตั้งตารอเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง

“เฮอะ! แกฝันเหรอ ฝันไปหรือเปล่าว่าฉันจะไปหา” เธอเหน็บ รอจนเสียงหัวเราะของกันต์ธีร์เริ่มซาลง ก่อนเสริม “ที่จริงวันนี้นอกจากจะโทรมาบอกเรื่องของฉันแล้ว ยังมีของแกด้วยนะ”

“เรื่องผม? เรื่องอะไรครับ? อย่าบอกนะว่าผมได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแทนพี่” กันต์ธีร์แซว

“ก็ใช่น่ะสิ นายได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมออบส์แล้ว”

“แหม…นี่ถ้าไม่รู้จักกันผมจะคิดว่าพี่พูดจริงนะเนี่ย...” กันต์ธีร์หัวเราะในลำคอ ยังคงไม่เชื่อ

“เรื่องแบบนี้มันล้อเล่นได้เหรอ มันใช่เวลา?”

น้ำหนักคำตอกย้ำให้ชายหนุ่มรู้ตัวแล้วว่าปลายสายพูดจริง และนั่นทำเอาเขาเงียบกริบ

“....”

“นี่ได้ยินมั้ย ไอ้กันต์?”

“...”

“เฮ้ย! ช็อกไปแล้วหรือไง ฉันถามว่าได้ยินมั้ย” เธอตะโกนผ่านหูโทรศัพท์

เสียงเสียดหูทำให้เขาตั้งสติได้ในที่สุด—ย้อนถามอีกครั้ง

“โอ๊ยยย! หูจะแตก ได้ยินแล้ว แต่ว่าพี่ไม่ได้อำจริงดิ?”

“วะ! ไอ้นี่ ใครจะเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นกัน” เสียงปลายสายเริ่มหงุดหงิด

“พี่ไง” ชายหนุ่มยังไม่วายแหย่รังแตน รอยยิ้มผุดขึ้นขณะรอฟังปฏิกิริยาจากปลายสาย

“ไอ้เด็กนี่! ฉันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วนะ อะไรควรไม่ควร ฉันรู้ดียะ!”

คาดไม่ผิดจริง ๆ

“ใจเย็นสิจินดา เดี๋ยวหัวใจเต้นแรงแล้ววูบไปจะทำไง ลูกกับสามีก็ไม่มี” กันต์ธีร์ยังคงกวนประสานต่อ

“โอ๊ย!! คุยกับมึงทีไรกูลมตีขึ้นมาทุกทีให้ตายสิ ยาดม! ยาดมฉันอยู่ไหน” จินดาหลุดแทน “มึงกู” ใส่อีกฝ่ายอย่างลืมตัว

กันต์ธีร์ได้ยินเสียงกุก ๆ กัก ๆ จากปลายสาย เหมือนเจ้าตัวกำลังรื้อหายาดมจริง ๆ ถึงกลับหัวเราะสุดเสียง

“ไม่แกล้งแล้ว ๆ—แต่จะดีเหรอพี่ ผมมาจากหน่วยงานอื่นนะ มาที่นี่ด้วยตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ผมกลัวคนอื่นจะไม่เห็นด้วย”

เขารู้ตัวว่าฝีมือไม่เป็นรองใคร แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับ โดยเฉพาะพวกอาวุโสที่เสียตำแหน่งไป ถ้าพวกนั้นคิดจะปัดแข้งปัดขาเมื่อไหร่ งานก็อาจมีปัญหาจนบานปลายได้ง่าย ๆ ซึ่งเขาไม่อยากให้เกิด

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง มีการเรียกประชุมเพื่อลงความเห็น และทุกคนเห็นด้วยว่าแกเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด” ปลายสายตอบอย่างมั่นใจ

“ถ้าทุกคนเห็นด้วยผมก็ยินดีรับครับ”

“หึ! แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ฉันเล่นงานแกแน่” จินดาขู่

กันต์ธีร์ขำหึในลำคอ ก่อนตอบกลับ “ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ทำให้ชื่อเสีย… เฮ้ย! ชื่อเสียงของพี่เสื่อมเสียแน่นอน”

“ไอ้...เด็ก...เวร...ตะไล” จินดาด่าเน้นทีละคำ “กลับเมื่อไรให้มารายงานตัวเลยนะแค่นี้ล่ะ ฉันจะไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้รัศมีความเป็นผอ. ของฉันจะลดลง บาย!”

ถึงเหตุการณ์นี้จะผ่านมาเป็นเดือน แต่เวลานึกถึงกันต์ธีร์ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเตียงสักพักก่อนจะลุกไปทำภารกิจยามเช้า และลงไปทานอาหารที่มารดาเตรียมไว้ให้เติ่มพลัง จากนั้นจึงออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นการทำงานกับตำแหน่งใหม่ในทีมเดิมอีกครั้ง

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 11

    จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 10

    กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 9

    โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 8

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 7

    หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 6

    เช้านี้กันต์ธีร์ไม่ได้เร่งรีบเข้าที่ทำงานมากนัก เนื่องจากเมื่อวานได้แจกจ่ายงานให้กับลูกทีมหมดแล้ว จึงนั่งกินข้าวต้มกุ้งที่มารดาทำให้อย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันที่คำสุดท้ายจะเข้าปาก เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน และเมื่อชายหนุ่มรับโทรศัพท์สายนั้น ข้าวต้มคำสุดท้ายก็ต้องจบลง ปลายสายแจ้งว่าพบศพหญิงสาวในอาคารร้างชานเมือง — รูปแบบการก่อเหตุชี้ชัดว่าฆาตกรต่อเนื่องได้ลงมืออีกครั้ง กันต์ธีร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบรับ “ครับ ส่งโลเคชันมาได้เลย ผมกำลังออกไป” เมื่อสายตัด เขารีบแจ้งข่าวลงในกลุ่มทีมออบส์ทันที ทั้งพิกัดและข้อมูลสำคัญถูกส่งไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงลุกขึ้น ล่ำลามารดาสั้น ๆ ก่อนมุ่งหน้าออกจากบ้านตรงไปยังที่เกิดเหตุ อาคารเก่าชานเมืองเงียบสงัด รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชและกองขยะที่ถูกแอบนำมาทิ้งไว้ ประตูเหล็กผุเปิดแง้ม คราบสนิมและร่องรอยการกัดกร่อนบนบานพับบอกชัดถึงสภาพที่ถูกทิ้งร้างมานาน กันต์ธีร์ก้าวเข้ามาภายในตึก ชั้นแรกเต็มไปด้วยเศษไม้เศษปูน และกระจกที่แตกกระจัดกระจาย ฝุ่นหนาทึบปกคลุมไปทั่ว สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือบันไดที่นำขึ้นไปยังชั้นบน ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจสายตรวจรออยู่ เข

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 5

    หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 4

    ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.3

    คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.2

    จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status