LOGINในเมืองหลวงผู้คนต่างพูดว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นคนจิตใจสงบไร้ความปรารถนา สูงส่งสง่างาม ดุจแสงจันทร์กระจ่างที่มองเห็นแต่มิอาจเอื้อม มีเพียงเจียงโย่วหนิงเท่านั้นที่รู้ว่า ยามลับหลังผู้อื่นพี่ชายของนางคนนี้ก็คือดวงไฟ เพียงสัมผัสนางก็พลันลุกโชนทันที ทั้งร้อนแรงและรุนแรง ในช่วงเวลาเร้นลับเหล่านั้น เขาเคยร้องเรียกนางว่า ‘ชิงชิง’ ด้วยเสียงที่แหบแห้งนับครั้งไม่ถ้วน ดึงนางเข้าสู่หายนะครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียบง่ายไร้กิเลสอะไรกัน หลอกลวงกันทั้งเพ! ต่อมา จ้าวหยวนเช่อได้หมั้นหมายกับผู้อื่น เจียงโย่วหนิงจึงหอบสมบัติที่สะสมมาหลายปีหนีไปกลางดึก ทว่ากลับถูกเขาขวางไว้ท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปราย “เจียงโย่วหนิง เจ้าหนีไม่พ้นหรอก”
View More“จ้าวอวี้เหิง ระดูของข้ามา... ท่านทำมิได้ ทำมิได้...”ด้วยความร้อนรน เจียงโย่วหนิงนึกถึงข้ออ้างที่ตนคิดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ได้ จึงโพล่งออกไปในทันทีนางร้องไห้พลางรวบกระชับอาภรณ์ของตน และยื่นมือออกไปผลักไสเขาจ้าวหยวนเช่อมักจะคอยตามพัวพันนางอยู่เสมอยามที่นางอยู่เพียงลำพังและว่างเว้นจากสิ่งใด ก็มักจะคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เคยคิดเอาไว้ว่าหากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางควรจะปฏิเสธเขาอย่างไรดีหากระดูมา เขาคงมิอาจขืนใจนางได้อีกเพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่?ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย จ้าวหยวนเช่อคล้ายจะรับฟังคำพูดของนาง จึงหยุดการกระทำลงในทันใดเจียงโย่วหนิงได้ยินเสียงหอบหายใจของเขาอย่างชัดเจนนางตัวแข็งทื่ออยู่กับที่มิกล้าขยับเขยื้อน แม้แต่เสียงสะอื้นไห้ก็มิกล้าส่งเสียงลอดออกมาแม้แต่น้อยเขาเห็นนางเป็นสิ่งใดกันแน่?ตัวแทนของซูอวิ๋นชิงหรือ? ภรรยานอกสมรสของเขา? หรือสตรีบำเรออารมณ์กัน?ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด นางล้วนไม่ยินยอมพร้อมใจทั้งสิ้น“จริงหรือ?”จ้าวหยวนเช่อขยับเข้ามาใกล้ สองมือประคองศีรษะของนางไว้ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ใบหูของนางแผ่วเบา พลางหลุบดวงตาอันดำขลับมองลงมาน้
จ้าวหยวนเช่อรวบร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอดจากทางด้านหลังแผงอกกำยำแนบชิดกับแผ่นหลังของนาง แม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้น แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากกายเขา“ท่าน...”เจียงโย่วหนิงเพิ่งจะเอ่ยปากจ้าวหยวนเช่อก็บีบปลายคางนาง บังคับให้นางหันหน้ากลับมาเขาหลุบตาลง แล้วประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากนางจากทางด้านหลังด้วยท่วงท่าเช่นนี้ ทำให้นางมิอาจขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อยเขาทั้งคลอเคลียและดูดดึงอย่างล้ำลึกลมหายใจของนางหอบถี่ ทั่วทุกอณูรายล้อมไปด้วยกลิ่นโกฐชฎามังสีจากกายเขา ผสมผสานกับกลิ่นสุราผลไม้จาง ๆนางไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ศีรษะมึนงงและดำดิ่งลึกลงไปฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปตามไหปลาร้า ก่อนจะแหวกสาบเสื้อแล้วเลื่อนต่ำลงเสียงครางประท้วงแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากลำคอของเจียงโย่วหนิงนางคว้าข้อมือเขาไว้ ทว่ามิอาจหยุดยั้งเขาได้ทุกคราที่เขาจุมพิตนาง สองมือก็ราวกับสูญเสียการควบคุม เคลื่อนไหวไปเองโดยธรรมชาติ…นางราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น ทำได้เพียงพิงบานประตูไว้เพื่อมิให้ร่างอ่อนระทวยล้มพับลงไป“ชิงชิง มอบให้ข้าเถิด”ริมฝีปากของจ้าวหยวนเช่อแนบชิดติดใบหู น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความเว้าวอนลึกซ
ท้ายที่สุดนางก็ยังคงจิกฝ่ามือตนเองเพื่อข่มกลั้นความอยากดื่มน้ำเอาไว้“โย่วหนิง เจ้าเป็นอันใดไป เหตุใดใบหน้าจึงแดงซ่านเพียงนี้?”แววตาเมตตาอารีของนางหานซุกซ่อนความจับผิดเอาไว้นังเด็กเหลือขอนี่จู่ ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมาด้วยเหตุอันใดอีก?นางสงสัยว่าเจียงโย่วหนิงยังคงไม่ตัดใจ และกำลังคิดหาวิธีเย้ายวนจ้าวหยวนเช่ออีก“ท่านแม่ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะ” เจียงโย่วหนิงบีบผ้าเช็ดหน้าซับหน้าผาก ลุกขึ้นกล่าวลา “ข้าขอตัวก่อน ขอท่านพ่อท่านแม่โปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”“ต้องตามหมอมาดูอาการหรือไม่?”เจิ้นกั๋วกงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ลูกพักผ่อนสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว”เจียงโย่วหนิงส่ายหน้า“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไปเถิด อย่าลืมลองอาภรณ์ด้วยเล่า”นางหานแทบจะอดใจรอไล่นางไปให้พ้น ๆ ไม่ไหวเจียงโย่วหนิงย่อกายคารวะพวกเขาก่อนจะหันหลังเดินออกไปเมื่อเดินพ้นโถงใหญ่ สายลมหนาวด้านนอกพัดโชยมา ความร้อนรุ่มบนใบหน้าของนางจึงค่อย ๆ จางหายไป จังหวะการเต้นของหัวใจก็เริ่มกลับมาสงบลงจ้าวหยวนเช่อคนบ้าผู้นี้!ช่างกล้าทำทุกเรื่องเสียจริงนางกระชับอาภรณ์ให้แน่นขึ้น สาวเท้าก้าวเดินท่ามกลางสายลมหนาว เด
นางตกใจยิ่งนัก ร่างกายพลันแข็งเกร็ง หัวใจเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งเป็นจ้าวหยวนเช่อ!ต่อหน้าผู้คนร่วมโต๊ะหลายคน จ้าวหยวนเช่อกลับกล้าจับมือนางไว้ใต้โต๊ะ!เขาไม่กลัวผู้ใดมาเห็นหรือไร?นางลอบออกแรงบิดข้อมือ หวังดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของเขาทว่ามือนั้นกลับยิ่งบีบแน่น ห่อหุ้มมือนางไว้อย่างมั่นคง รอยด้านบาง ๆ กลางฝ่ามือแนบชิดกับหลังมือของนางไออุ่นจากฝ่ามือเขาดุจดั่งเปลวไฟกองเล็ก ๆ ลามเลียจากข้อมือขึ้นไปจนถึงติ่งหูเล็ก ๆ ของนางจนแดงซ่าน กระทั่งพวงแก้มยังค่อย ๆ ซับสีเลือดฝาด ปลายจมูกปรากฏหยาดเหงื่อผุดพรายในครรลองสายตา ภาพของนางหานและคนอื่น ๆ เริ่มพร่ามัว เสียงถ้วยชามกระทบกันและเสียงพูดคุยของผู้คนล้วนห่างไกลออกไป สิ่งที่ชัดเจนที่สุดมีเพียงอุณหภูมิจากฝ่ามือของเขาเท่านั้นชั่วพริบตา ความหวาดกลัวอย่างใหญ่หลวงก็เข้าปกคลุมจิตใจนางหากเรื่องนี้ถูกจับได้…นางมิกล้าคิดต่อไปจ้าวหยวนเช่อมีสีหน้าเย็นชาเรียบเฉย หันไปมองเจิ้นกั๋วกง “หากเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาทมิใช่ทรงบีบให้จวนเจิ้นกั๋วกงต้องเลือกข้างหรอกหรือ?”เขาเอ่ยอย่างเนิบนาบ น้ำเสียงใสกังวานน่าฟังราวกับว่ามือที่พัวพันนางอยู่ใต้โต๊ะนั
จ้าวหยวนเช่อทำเหมือนไม่มีอะไร หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวมา จับนิ้วมือนาง แล้วค่อย ๆ เช็ดทีละนิ้วอย่างใจเย็นนิ้วมือดุจดั่งต้นหอม เรียวยาว อ่อนนุ่ม ขาวเนียนละเอียดเหมือนไร้กระดูก เหมือนหยกมันแพะชั้นดี เขาหลุบมองด้วยขนตางอนยาว อดทนเช็ดรอบแล้วรอบเล่าจนกระทั่งมือข้างนั้นถูกถูจนเริ่มแดง โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่
ความรู้สึกขมขื่นในก้นบึ้งหัวใจของนางค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมาทีละน้อย ทำให้นัยน์ตาที่แดงก่ำอยู่แล้วเปียกชุ่ม“คิดจะไปจากข้า แล้วแต่งงานกับเขางั้นหรือ?”จ้าวหยวนเช่อน้ำเสียงราบเรียบเจียงโย่วหนิงกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกจากคำพูดนั้น อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน“ท่านเป็นท่านพี่ของข้า ไม่จำเป็นต้องเที
นางเม้มริมฝีปาก เซื่องซึมไม่พูดอันใดตระกูลใหญ่เช่นจวนเจิ้นกั๋วกง เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุตรสาวในเรือนนั้นล้ำค่า จึงจะไม่แพร่งพรายชื่อของบุตรสาวออกไปโดยง่ายแต่นางไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆลึกลงไปในใจของนางรู้สึกว่าตนเองเป็นแค่สตรีธรรมดาผู้หนึ่งที่ไม่อาจธรรมดาไปได้กว่านี้อีกแล้ว ยามอยู่ข้างนอก ผู้อื่นถาม
หลังจากเจียงโย่วหนิงรับปาก ก็คิดจะลุกขึ้นแล้วขอตัวนางหานลุกขึ้นแล้วหยิบเครื่องประดับสองสามชิ้นออกมา “เจียงโย่วหนิงเป็นผู้หญิงที่คนแรกในครอบครัวพวกเราที่ไปดูตัว เลือกมาสักชิ้นไว้ใส่พรุ่งนี้เถิด”เจียงโยว่หนิงหลุบตามองปิ่นปักผมที่อยู่บนโต๊ะ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ที่เรือนของข้ามี”
reviewsMore