เข้าสู่ระบบความรักไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะ... แต่ในเมื่อเธอดื้อรั้นเกินกว่าจะควบคุม 'มาตรการขั้นเด็ดขาด' จึงถูกนำมาใช้ เพื่อกักขังผู้หญิงที่เขาแอบรักให้อยู่ในโอวาท ‘มนัส’ จัดการลากสาวสวยขี้เมาออกจากฟลอร์เต้นรำอย่างไร้ความปราณี เขาไม่สนสายตาหลายสิบคู่ที่มองมาอย่างสอดรู้สอดเห็น ในสมองคิดเพียงแค่จะจัดการกับคนเมาไร้สติคนนี้ยังไงดี หากปล่อยให้หล่อนกลับบ้านสภาพนี้ มีหวังพ่อของเธอได้อาละวาด และ ‘เฮริค’ เพื่อนรักของเขาคงไม่พ้นโดนตำหนิไปด้วย แต่ดูเหมือนคนในอ้อมแขนจะไม่ให้ความร่วมมือ คมเล็บสีสดกรีดลึกสลักลงบนแขนแกร่งจนชายหนุ่มต้องสะบัดออกด้วยความเจ็บแปลบ ร่างบางเสียหลักจวนเจียนจะล้ม แต่ด้วยความไว มนัสรีบคว้าร่างเธอเข้ามากอดแนบอกอีกครั้ง หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ “ฤทธิ์เยอะนักนะ... อยากให้เนื้อผมขาด หรืออยากให้ก้นตัวเองพังกันแน่ ยายเบื๊อก!”
ดูเพิ่มเติมบนถนนสายหลักเมืองหลวงของประเทศไทย ร่างสมส่วนเกินมาตรฐานชายไทย ในชุดสูทราคาแพงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด กับการจราจรบนถนนสายหลัก
เฮริค มิลลส์ตัล วัย 32 ปี นักธุรกิจหนุ่มเลือดร้อน หรือในวงการเดียวกันตั้งฉายาไว้ว่า ‘เสือร้ายนัยน์ตาสีฟ้า’ กำลังเร่งรีบเดินทางเคลียร์ปัญหาธุรกิจที่เขามีหุ้นส่วนดูแลอยู่
“เมลสัน หากนายขืนช้าไปกว่านี้ ฉันจะให้นายออกไปวิ่งแข่งกับรถเลยนะ” ความไม่ได้ดั่งใจ เฮริคจึงพาลเอากับคนสนิท
อีกฝ่ายส่งยิ้มเจื่อนๆ ผ่านกระจกหลัง “จะให้ผมทำไงล่ะครับก็รถมันติด ” คนตัวโตแต่ใจเย็นเอ่ยบอกเสียงราบเรียบ
“เออน่า ทนรับไปหน่อยสิ แล้วคำว่าครับเลิกพูดได้มั้ย อยู่กันสองคน จะครับทำไม”
เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าธารกำนันคนอื่นๆ เฮริคต้องการให้เพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดอย่างเมลสัน ปฏิบัติตัวให้เป็นปรกติ นาย/ฉัน เท่านั้น
แม้มีบ้างบางครั้ง เพื่อนสนิทคนอื่นๆถามถึงความเป็นมา ระหว่างที่คบหาเพื่อนคนละระดับ เขาเลือกให้คำตอบไปว่า
‘เพื่อนจริง คือเรากำหนดไม่ได้ ว่าเขาจะมีฐานะและภูมิหลังยังไง ฉันรู้แค่ว่า ตอนนี้ เขาซื่อสัตย์และพร้อมสู้อุปสรรคไปกับฉันตลอดไปก็พอ’
“ติดได้ติดดี...” น้ำเสียงเขายังคงหงุดหงิด พร้อมมือจัดการลดกระจกด้วยความอึดอัด
“เรื่องปรกตินี่ครับ ไม่ชินอีกหรือ?”
น้ำเสียงติดขำ ของบอดี้การ์ดที่เคยมีใบหน้าเหี้ยมเป็นนิจเอ่ยเย้า ทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าฝ่ายนั้นตั้งใจกวนเขา
“คนร้อนใจ” เขาว่าให้ พร้อมทิ้งสายตาไปยังคนขับอย่างเสียไม่ได้
แม้ไม่ใช่ลูกครึ่งไทยอังกฤษอย่างคนเป็นนาย แต่เมลสัน แมคคอน วัย 32 ปี สมุนมือขวามาเฟียหนุ่มพูดคุยสำเนียงไทยชัดเจน เพราะใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยมานาน
แผ่นหลังกว้างเอนพิงเบาะหลัง สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล สิ่งที่สะกิดใจดึงดูดให้ฝ่ามือหนาขยับล้วงหยิบจับบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพง
กล่องกำมะหยี่สีแดงสด หากเป็นสิ่งที่เขาต้องการได้ จากใจจริงคงไม่เป็นปัญหา...
มือเรียวที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก กดลงบนกล่องกำมะหยี่บรรจงเปิดออกช้าๆ ความหนักใจตีแผ่บนใบหน้าหล่อเหลาดังเทพบุตรตามมา
แสงส่องสะท้อนวาววับของประกายเพชรวูบวาบจับตายามกระทบแสง ทำให้เมลสันอดใจไม่ไหว มองผ่านกระจกด้านหลัง ด้วยความชื่นชมไปด้วยอีกคน
“สงสัย มาดามต้องการได้ลูกสะใภ้เต็มแก่” เขาแกล้งเย้า เท่าที่รู้มา ว่ามาดามหรือแม่ของเจ้านายได้ส่งแหวนพร้อมกับคำสั่ง... หาเจ้าสาวไว้รอท่าน
“ใครบอก!” เสียงทุ้มเอ่ยขัดทันควัน ทำเอาคนที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ขมวดคิ้วหนาเป็นปม
“ไม่เห็นจะยาก” เมลสันบอกสั้นๆ เรียกสายตาคมเข้มที่กำลังเหม่อมองสองข้างทาง ให้หันเข้ามามองด้านในทันที
“อะไร ของนายเมลสัน อะไรยากอะไรง่าย?” เฮริคถามเพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่อยู่ประจำกับตัวเองมาหลายปีอย่างไม่เข้าใจ
สีหน้าเรียบแฝงไปด้วยความจริงจังเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่เกี่ยวกับธุรกิจ เรียกรอยยิ้มจากเพื่อนสนิทอย่างเมลสันได้เป็นอย่างดี
“เมียไง นายมีผู้หญิงในสต็อกตั้งมากมาย เลือกเอาสักคนสิ คนปัจจุบันที่นายกำลังไปเจอไง ยอมสละเวลาไปหาทั้งที่มีเรื่องอื่นต้องเคลียร์รออยู่อีกเยอะ มันต้องมีดีอยู่บ้างสิน่า” เพื่อนกึ่งบอดี้การ์ดเอ่ยแนะอย่างรู้ดี เพราะคู่ขาที่เจ้านายหรือเพื่อนรักของตน เคยควงบ่อยๆ มีทั้งนางแบบ ลูกสาวนักการเมือง และไฮโซโนเนมทั้งหลายแหล่รอคิวให้เรียกใช้ 24 ชั่วโมง
“เฮ้ย!! จะบ้าหรือไง”
แม้ประโยคที่เมลสันได้แนะนำออกมา จะทำให้เฮริคตกใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกรอยยิ้มและนัยน์ตากรุ้มกริ่มของเขาไปได้ชั่วครู่ เพราะสาวสวยที่เขาเลือกควง เป็นสิ่งเรียกความกระชุ่มกระชวยยิ่งกว่าบรั่นดีที่หมักไว้แรมปีเสียอีก
แต่ผู้หญิงคนปัจจุบันที่เพื่อนเอ่ยถึง เขาไม่คิดจะยกตำแหน่งนี้ให้หล่อนเลย แม้แต่ความต้องการทางร่างกายอย่างชายหญิงเขาก็ไม่มีให้เธอ...
เมลสันห่อปาก เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “... อย่างนั้นก็หาผู้หญิงที่มีคุณสมบัติพอจะเป็นแม่ศรีเรือนให้ ชั่วคราวสิ”
คำแนะนำที่ได้ยินทำเอาเฮริคหนุ่มไฟแรงหยุดชะงัก ละสายตาจากของในมือ มองสบตาคนแนะนำอย่างต้องการความกระจ่างอีกนิด
“ชั่วคราว...” เฮริคเอ่ยเบาๆ พลางคิดตาม แล้วตาลุกโพลงขึ้นอย่างเห็นด้วย “ความคิดเข้าท่า แต่จะหาแบบนั้นได้ที่ไหน”
“เอ่อ... อันนี้... ก็ไม่รู้” นาทีนี้คนเสนอแนะทำหน้าเหลอหลา เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะหาผู้หญิงแบบนั้นได้ที่ไหน
หากแต่ความคิดของเฮริคเป็นอันต้องสะดุดลง เมื่อรถที่นั่งเหวี่ยงเหมือนหักหลบอะไรบางอย่างด้านหน้ากะทันหัน จนผิดจังหวะ
“อะไร?...”
วันสำคัญของชีวิตคู่งานแต่งผ่านไปด้วยความเรียบร้อย บ่าวสาวถูกส่งตัวขึ้นห้อง ซึ่งห้องนอนปนัดดาถูกจัดแต่งเป็นห้องหอ โดยมีเสี่ยเกรียงที่หันไปเข้าวัดเข้าวา จนกลายเป็นที่ไว้วางใจของปนัดดา ทำตัวเป็นพ่องาน ซึ่งช่วยให้แม่ของเธอหายเหนื่อยไปได้เยอะเมื่อทุกคนเข้ามาอยู่กันในห้องบ่าวสาวพร้อมหน้า ปริ่มกล่าวคำอวยพรโดยเสี่ยเกรียงได้รับเกียรติให้เป็นผู้ใหญ่ อวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยเช่นกัน ก่อนจะพากันออกจากห้องไป เพื่อให้บ่าวสาวได้พักผ่อนเมื่อไม่มีคนนอก บรรยากาศในห้อง ก็เต็มไปด้วยเสียงเต้นของหัวใจ ความรู้สึกแปลกใหม่ในวันสำคัญของชีวิตคู่ อย่างแท้จริง... แม้จะอยู่ด้วยกันเกือบทุกวัน แต่เมื่อถึงวันสำคัญ เมื่อถึงวันนี้ ทั้งคู่ก็ยังเกิดความเกร็ง“ลุกขึ้นเถอะ” มนัสบอก พร้อมประคองเจ้าสาวลุกขึ้นจากที่นั่งอยู่ แล้วพากันนั่งลงบนขอบเตียง “เราจะไปเที่ยวฮันนีมูนที่ไหนดี” มนัสเอ่ยขึ้นหลังจากที่เริ่มปรับความรู้สึกตื่นเต้นลง ใบหน้างามหันมามอง“แล้วแต่พี่ หากปลีกตัวออกจากงานได้” เธอรู้ว่างานรัดตัวเขามากแค่ไหน เรื่องฮันนีมูนจึงไม่จำเป็นสำหรับเธอนัก “พี่ต้องจัดการได้อยู่แล้ว ดาเถอะเตรียมตัวให้ ‘ว่าง’ ไว
ขวัญเอ๊ยขวัญมาเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน สภาพของหญิงสาวผมทอง... คลุ้มคลั่ง เพราะหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลาย หล่อนก็ฟื้นขึ้นมา พร้อมกับอาละวาดดึงทึ้งผมของตัวเอง พูดจาวกวน ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกขยายกว้าง ไล่ตีทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เธอก็ถูกผลักกระเด็นเมื่อพยายามเข้าไปปลอบขวัญ หล่อนไม่รู้จักใคร! จนต้องช่วยกันจับแล้วมัดมือมัดเท้าส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน และผลตรวจข้างต้น หล่อนไม่ได้ถูกข่มขืนแต่อย่างใด นั่นทำให้เสี่ยเกรียงและเธอเบาใจลง ส่วนอาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นต้องดูอาการไปอีกสักระยะ“ขวัญเอ๊ยขวัญมา” เขาเรียกขวัญ อย่างกับเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ“พี่อย่าไปมีผู้หญิงที่ไหนอีกนะ ดากลัว”“ไม่มีครับ จะมีแค่ดาคนเดียว คนที่ผมรักหมดใจ และจะจูงมือเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” เธอรู้สึกปลื้มในอก เอนตัวก้มลงซบไหล่หนา“ดาคงทนไม่ได้ หากวันนี้ไม่ได้นั่งอยู่ในอ้อมกอดพี่”“เหมือนกัน” เขาตอบด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากคนบนตัก ก่อนจะประคองดวงหน้าแล้วประกบจูบเรียกขวัญซึ่งกันและกันอย่างดูดดื่ม...ปนัชดากลับมาทำงานอีกครั้ง ด้วยความใจอ่อนของมนัส แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว มนัสยื่นคำขาดขอให้เธออยู่บ้าน เพื่อเป็นแม่บ้านอย่างเต็ม
รวบรัดไปไว้ในอ้อมกอดแรงดึง ทำให้ปนัดดาหันมามอง “อึ๋ย ปล่อยดิ มาจับไว้ทำไม” เธอร้องถามพร้อมทำหน้าบูดเบี้ยว แต่คนโดนถามกลับไหวไหล่ พร้อมกันนั้น ก็ดึงร่างบางให้นั่งลงบนตักอุ่นของเขาหน้าตาเฉย!ปนัดดาหน้าชา เมื่ออีกคนเล่นบทหวามแต่เช้า “บ้า ทำแบบนี้ เดี๋ยวใครก็มาเห็นหรอก”“เอ้า ผัวเมียจะหวานกัน ลองใครมายุ่งสิ จะจูบโชว์ให้ดู”คนพูดพร้อมทำหน้าทะเล้นก้มมาหา ปนัดดาย่นคอหนี ค้อนให้ จะงอนต่อก็ทำไม่ลง“คิดถึงคุณจัง” เขาบอกพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เหมือนต้องการย้ำให้รู้ว่านี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วปนัดดาน้ำตารื้นคั่งหน่วยตา เธอไม่ได้กอดตอบ เพราะเขารวบไปไว้ในอ้อมกอดหมดแล้วตั้งแต่แรก เธอจึงเอียงหน้าซบลงบนศีรษะทุยหอมกรุ่นแทน“เรามาคืนดีกันนะ”“ทำไมต้องคืนดีกันล่ะ ไม่ได้โกรธกันสักหน่อย” เธอว่า อีกฝ่ายดันร่างบางบนตักออกห่างเพียงนิด เพื่อสบตาคนพูด“แน่ใจ?” น้ำเสียงจริงจัง หากแต่ใบหน้าที่เคยมีแววกังวลอยู่เต็มเปี่ยม บัดนี้ฉายชัดถึงความสุขในแววตาอย่างเปี่ยมล้นปนัดดาหน้าเจื่อน รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ...นี่เธอ ทำลายความรู้สึกเขามากมาย ถึงเพียงนี้เลยหรอ“พี่มนัส...” คนสำนึกผิดเอ่ยเรีย
การคิดเองเออเองใบหน้าคมเข้มแฝงไปด้วยความน้อยใจ ก้มหน้ามองพื้น รู้สึกความร้อนแล่นไปจุกอยู่ที่หน่วยตา ก่อนจะรีบขยับเปลือกตาเพื่อผ่อนคลายจุดนั้น“ฉันเชื่อว่าลูกสาวฉันมองคนไม่ผิด...แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” นางถามไปเรื่องอื่นเฉย มนัสจึงปรับเปลี่ยนอารมณ์ตามเกือบไม่ทัน“ยังครับ”“อย่าบอกนะว่าเครียดลงกระเพราะ” คนสูงวัยร้องถามพร้อมกับยิ้มกริ่ม มนัสยิ้มอายๆ แต่ไม่ตอบ นางจึงสรุปว่าที่นางเดาเป็นเรื่องจริง“จะเป็นเจ้าบ่าวอยู่ไม่กี่วันข้างหน้า ต้องดูแลตัวเองบ้าง ใครไม่รักตัวก็ช่าง ขอให้เรา รักตัวเราเองก็พอ” นางให้ข้อคิด“ผมรับฟัง แต่ให้ทำ คงทำไม่ได้... เพราะผมรักปนัดดา เกินกว่าจะปล่อยให้เธอเจ็บปวด ด้วยการคิดเองเออเองอยู่เพียงลำพัง”คำพูดนั้น เขาไม่รู้หรอกว่ามีใครบางคน ซึ่งนอนจมน้ำตา อยู่เพียงลำพังบนเตียงนอน ยิ้มกว้าง ชื่นชมชายหนุ่มอยู่ในใจ...“ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ประเดี๋ยวเรื่องดีๆก็ผ่านเข้ามา” นางเอ่ยเป็นนัย วกกลับมาเรื่องอาหารการกินอีกครั้ง ครั้งนี้นางหว่านล้อม จนว่าที่ลูกเขยเดินตามหลังเข้าห้องครัวไปจนได้“จะนอนที่นี่ หรือจะกลับไปทำงานต่อล่ะ” เมื่อเห็นว่ามนัสรวบช้อนและดื่มน





