LOGINครั้งแรกที่รับงานแบบทรีซัมก็ทำให้ ‘แพรวา’ สาวไซด์ไลน์สิบแปดมงกุฎ ต้องเสียสาวให้กับลูกค้านักศึกษาแพทย์หนุ่มหล่อทั้งสองคนอย่างจำยอม ด้วยรสสวาทที่ถึงใจของ ‘อเล็กซ์’ และ ‘คิม’ ทำให้เธอตอบตกลงเป็นเมียลับ ๆ เป็นที่ระบายความใคร่อย่างเต็มใจ เพื่อแลกกับเงินเดือน
View Moreแสงจันทร์สีเงินนวลทาบทอไปทั่วผืนฟ้าเหนือวังเฉินหยวน หิมะแรกแห่งปีร่วงหล่นลงมาดังปุยนุ่นจากสวรรค์ แผ่คลุมยอดหลังคาพระตำหนักให้กลายเป็นม่านขาวสงัดราวอยู่ในแดนเซียน
สายลมยามราตรีเย็นเยียบ แม้จะอยู่ในเดือนที่สองแห่งเหมันต์ แต่ไอเยือกกลับแรงราวคมมีดแทงผ่านผ้าคลุมเนื้อหนา
ท่ามกลางความเงียบงันแห่งค่ำคืนหนึ่ง เซิ่งอี้เหวิน องครักษ์ในชุดคลุมสีดำประจำราชองค์รักษ์ยืนเงียบอยู่บนยอดหลังคาเรือนฝ่ายใน นัยน์ตาคมของเขามองทอดไปยังทิศเหนือ สู่เขตตำหนักที่แม้จะอยู่ภายในวัง แต่กลับถูกทิ้งร้างไร้ผู้คนมายาวนาน
ตำหนักเหมันต์
“ลมคืนนี้พัดแรงนัก”
เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ทว่าดวงตากลับยังจ้องไปยังดงไม้สีขาวพราวหิมะเบื้องหน้า เมื่อครู่ ขณะลาดตระเวนบนกำแพงวัง อี้เหวินได้ยินบางสิ่ง
เสียงพิณ...
เสียงเพลงลึกล้ำคล้ายมนตรา ขับขานมาเบา ๆ ดั่งสายลมพัดผ่านขุนเขา แม้เบาแต่ทว่าลึกสะท้านไปถึงทรวงอก ราวกับเคยได้ยินมาก่อน แต่เขาแน่ใจ เพลงนี้ไม่เคยมีในวัง ไม่มีในบันทึกของดนตรีหลวง และไม่มีในงานพิธีใด
เขาตัดสินใจกระโจนลงจากหลังคา แฝงกายในเงาไม้ หยุดยืนอยู่เบื้องนอกแนวรั้วไม้เก่าคร่ำของสวนเหมยอวิ๋น
เสียงพิณขับขานอยู่ใต้ต้นเหมยดอกแดงซึ่งผลิบานเพียงต้นเดียวกลางความขาวโพลน
ใต้ต้นนั้น มีร่างหนึ่งในชุดคลุมขาวบาง นั่งเหยียดเรียวมือบรรเลงพิณโบราณ ดวงหน้าเรียบสงบ แววตาหลับพริ้มราวกำลังฝันอยู่ในห้วงอดีต
เซิ่งอี้เหวินหลุบตาลงช้า ๆ เสียงเพลงยังไม่จบ แต่ใจเขากลับเต้นแรงประหนึ่งได้พบภาพในฝันของตนที่หายไปนานแรมปี
สตรีผู้นั้น...นางคือผู้ใด?
เขาย่างเท้าช้า ๆ ก้าวเข้าไปยังสวนเหมย มือแตะด้ามกระบี่แนบกายตามสัญชาตญาณ ทว่าในใจก็ไร้ซึ่งแรงต้าน เสียงเพลงนั่นช่างว่างเปล่า เย็นชาและเศร้าโศกนัก
ทันทีที่เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนผืนหิมะ เสียงพิณก็หยุดลงหญิงสาวเงยหน้าขึ้น ชำเลืองมองเขาเล็กน้อย หากดวงตากลับแฝงความสงบนิ่ง มิได้ตื่นตกใจหรือมีวี่แววตระหนกใด ๆ
“เจ้าคือ...?” อี้เหวินถามออกไปด้วยเสียงขรึม
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจละอองหิมะที่เพิ่งตกต้องยอดดอกเหมย
“ข้าคือ...เงาที่มิอาจหวนคืน”
คำตอบนั้นช่างประหลาด และยากจะเข้าใจ ทว่ากลับสะกิดบางสิ่งในใจของเขาให้สั่นไหว
“ตำหนักนี้ถูกปิดตายมาเกือบสามทศวรรษ ไม่มีใครอาศัยอยู่ เจ้าเป็นใครกันแน่?”
เสียงของเขายังคงเยือกเย็น แต่น้ำเสียงแผ่วลงกว่าคราแรกหญิงสาวไม่ตอบในทันที หากแต่วางมือบนสายพิณเบา ๆ เสียงสายพิณสั่นสะเทือนวาบหนึ่ง แล้วก็เงียบหาย
“เจ้าได้ยินเสียงเพลงของข้าหรือ?”
นางถามขึ้นแทนคำตอบ ดวงตาเศร้าสร้อยของนางจับจ้องเขาอย่างพินิจ
อี้เหวินพยักหน้า “ข้าได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทุกท่วงทำนอง...”
หญิงสาวยิ้มบาง และกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าอาจเป็นผู้แรกในสามสิบปี ที่สามารถมองเห็นข้าได้”
หัวใจของอี้เหวินพลันไหววูบ เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหิมะ ทบทวนคำพูดแสนประหลาดของนาง
มองเห็น?
หญิงสาวผู้นั้นมิใช่คนธรรมดาหรอกหรือ?
อี้เหวินยืนแน่นิ่ง มือที่แตะกระบี่เลื่อนหลุดออกช้า ๆ สายตาจ้องมองหญิงสาวในชุดขาวตรงหน้า นางนั่งอย่างสงบนิ่งใต้ต้นเหมยที่มีเพียงกลีบหล่นโรย แต่ไร้ดอกใหม่แม้แต่หนึ่งหน่อ
“ข้าถามอีกครั้ง เจ้าเป็นใครกันแน่?”
น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมขึ้น ดวงตาเยือกเย็นราวกระจกน้ำแข็ง แต่ในความเย็นชานั้นกลับสั่นคลอนเล็กน้อย
หญิงสาวยังคงมองเขา ริมฝีปากเคลื่อนช้าเอ่ยถ้อยคำที่ราวกับเป็นบทกวีของฤดูเหมันต์
“หากเจ้าเรียกข้าว่าเงา ข้าก็จะเป็นเงา หากเจ้ามองข้าเป็นลม ข้าก็พร้อมหายไปในพริบตา หากเจ้าถามหานาม ข้ามีนามว่า ‘เซี่ยอวี่’ เซี่ยอวี่ที่เป็นหิมะ ที่มิอาจเกาะอยู่บนฝ่ามือผู้ใดได้นาน”
อี้เหวินได้ฟังเช่นนั้น แววตาทอแสงลังเลขึ้นชั่วครู่ เขาก้าวเข้าใกล้ตำแหน่งที่นางนั่งอยู่ใต้ต้นเหมย ดวงจันทร์เบื้องบนทอดเงายาวของต้นไม้และเงาของเขาบนพื้นหิมะขาว
หากแต่ใต้ร่างของนางนั้นไร้ซึ่งเงาใด มือของเขาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาเบิกโพลง ชะเง้อมองซ้ำอีกครั้ง นางนั่งอยู่ตรงนั้นจริง แสงจันทร์ส่องผ่านหมู่เมฆอย่างเต็มดวง แต่ใต้เรือนร่างนางกลับไม่มีเงาทอดผ่านบนหิมะเลยแม้แต่น้อย อี้เหวินถอยหลังหนึ่งก้าว
“เจ้าเป็นมนุษย์หรือวิญญาณ?”
เซี่ยอวี่ยังคงยิ้ม ดวงหน้าสงบไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“หากข้าคือวิญญาณ เจ้าจะยังคุยกับข้าหรือไม่?”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แต่เจือรอยเจ็บลึกในใจ
“ข้ามิใช่ผู้ตัดสินความเป็นหรือไม่เป็น ข้าเพียงสงสัยว่าผู้ใดลอบเข้าวังใน และยังกล้าร้องเพลงยามราตรีอย่างไม่พรั่นพรึงราชบัญญัติ”
อี้เหวินฝืนความสั่นในใจกลับมาเป็นองครักษ์อีกครั้ง สายตานิ่งเฉียบ มือกลับไปแตะกระบี่ที่ข้างเอวอีกครา เซี่ยอวี่เหลือบตามองสายกระบี่นั้น ยิ้มแผ่ว
“กระบี่นั้นไม่อาจฟาดข้าได้หรอก แม้เจ้าจะเป็นราชองค์รักษ์ประจำพระองค์โดยตรงก็ตาม”
อี้เหวินตะลึง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หญิงสาวลุกขึ้นช้า ๆ ยืนท่ามกลางหิมะที่ยังคงโรยตัวราวเกล็ดแก้วจากฟากฟ้า ชุดคลุมขาวของนางปลิวเบา ไม่มีรอยเท้าทิ้งไว้บนหิมะแม้ครึ่งรอย นางชี้นิ้วเรียวไปทางทิศเหนือของสวนเหมย
“ตำหนักที่เจ้ามิกล้าเข้าใกล้ ตำหนักที่ผู้คนลืมเลือน ข้าเคยอยู่ที่นั่น...”
“ตำหนักเหมันต์...?” อี้เหวินขานเสียงแผ่ว
หญิงสาวพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่อ้อยอิ่งปานจะขับขานบทเพลงอีกครั้ง
“ที่แห่งนั้น เคยมีบทเพลง เคยมีแสงจันทร์ และเคยมีรักต้องห้าม”
ในวินาทีนั้นเอง กลีบเหมยโรยลงอีกรอบ ลมพัดแผ่วหนึ่งสาย ดวงจันทร์ถูกเมฆหนาบังในพริบตา เมื่อแสงกลับมาอีกครา นางก็หายไป ทิ้งไว้เพียงกลีบดอกไม้บนพิณที่ยังอุ่น และแผ่นหิมะที่ไม่มีรอยเท้าใดแม้แต่รอยเดียว
เซิ่งอี้เหวินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าต้นเหมยนั้นอยู่นาน มิได้เอ่ยวาจาใดสักคำ เสียงลมหิมะพัดคล้ายจะสอดแทรกกระซิบคำถามมาในอก
“สตรีนางนั้น เป็นสิ่งใดกันแน่”
ในหัวใจเขา ความกลัวมิอาจครอบงำได้ดั่งชาวสามัญ ทั้งที่นางไร้เงา หายวับไปกับลม แต่กลับมิใช่สิ่งที่เรียกว่า ‘ภูตผี’ ตามที่เคยร่ำลือกันในหมู่ขันทีนางใน ขาก้าวออกจากสวนเหมย เขาไม่ย้อนกลับทางเดิม หากมุ่งตรงไปยัง “ตำหนักเหมันต์” ที่หญิงผู้นั้นชี้บอกไว้ แม้จะรู้ดีว่าตำหนักนั้น ถูกลงกลอนด้วยตราของพระราชโองการตั้งแต่สมัยฮ่องเต้พระองค์ก่อน ผู้ใดล่วงล้ำล้วนถือว่าหมิ่นเบื้องสูง
หากแต่เสียงเพลงนั่น เสียงที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทจนถึงยามนี้ มันดึงเขาไป
ตำหนักเหมันต์ตั้งอยู่เบื้องหลังสวนหยกกลาง เขตที่ในอดีตเคยสง่างามบานสะพรั่งด้วยดอกเหมยสีแดงเลือดนก หากบัดนี้กลับกลายเป็นผืนหิมะเงียบงัน
ซากประตูไม้สูงใหญ่ถูกตรึงด้วยผ้าดำจาง ๆ และผนึกตราราชโองการด้วยครั่งเก่าแตกร้าว เสาหินสลักมังกรสองตัวที่หน้าประตูมีรอยชำรุดจากกาลเวลา
เขายืนตรงหน้าประตูกั้นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ย่ำหิมะมาจากด้านหลัง
“อี้เหวิน”
เสียงหนึ่งเอ่ยเรียก เขาหันขวับ
ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์ขุนนางกรมพิธีการยืนอยู่ เบื้องหลังเขาคือ หลินเซียน ขุนนางหนุ่มคู่สนทนาเก่าแก่ของเขา ผู้ขึ้นชื่อว่าเก็บข่าวลับในวังได้เฉียบกว่าใคร
“เจ้ามาทำอันใดที่นี่?” อี้เหวินถามทันที
หลินเซียนมองไปยังประตูตำหนักเหมันต์ ดวงตาใต้แว่นหยกหรี่ลงอย่างแฝงความระวัง
“ข้าได้ยินข่าวว่า เจ้าเห็นเงาใต้แสงจันทร์ เงาที่ไร้เงา”
อี้เหวินขมวดคิ้ว “ข่าวเช่นนี้ แพร่ไปไกลเพียงใด?”
“มากพอจะทำให้ฝ่ายราชเลขาคิดว่าท่านมีสิ่งผิดปกติ พรุ่งนี้อาจมีราชโองการสั่งสอบสวน” หลินเซียนเอ่ยราบเรียบ แต่ในน้ำเสียงแฝงเร่งเร้า
“เจ้าควรรีบลืมเรื่องนี้...”
“แต่ข้าเห็นจริงนี่” อี้เหวินกล่าวหนักแน่น ดวงตาคมเข้มทอประกายแน่วแน่
“นางบอกว่าชื่อเซี่ยอวี่ อยู่ในตำหนักนี้ และเจ้าก็รู้นี่ ว่าใครเคยอยู่ที่นี่ก่อนจะถูกปิดตาย”
หลินเซียนเม้มปากแน่น นิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดเสียงเบา
“ชายารัชทายาท...นางผู้ถูกตราว่าเป็นกบฏเมื่อสามสิบปีก่อน”
อี้เหวินพยักหน้า “ข้าเคยอ่านบันทึกหลวง บอกว่าเมื่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังมีชีวิต รัชทายาทได้ลอบคบรักกับหญิงผู้หนึ่งซึ่งเป็นบุตรีขุนนางพรรคใต้ และนางได้เข้าวังมาโดยไร้การแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ข้าสงสัยว่านั่นคือ ‘เซี่ยอวี่’”
หลินเซียนถอนหายใจยาว “แม้เป็นเช่นนั้น เจ้าก็มิอาจเปลี่ยนความจริงของอดีตได้ เงาที่ท่านเห็นอาจเป็นเพียงภาพหลอนของผู้ที่ยังติดในความฝัน”
อี้เหวินหันกลับมามองประตูตำหนักอีกครั้ง หิมะโปรยลงบนไหล่เขา เบื้องหน้าเป็นความว่างเปล่า หากในหัวใจกลับแน่นล้นด้วยคำถาม
“นางคือเงานั้น หรือนางคืออดีต?”
คำถามนั้นทิ้งตัวลงในใจเขา ราวเกล็ดหิมะตกลงสู่หุบเหวลึกไม่มีเสียงตอบกลับ
คืนนั้น แม้หิมะจะโปรยเบา แต่หัวใจของเซิ่งอี้เหวินกลับหนักแน่นปานจะฝังตนลงในแผ่นดิน เขาไม่ได้กลับเรือนพัก แต่กลับไปยังหอคัมภีร์ลับของวังใน
ณ ที่นั้น มีเพียงเหล่าขุนนางตำแหน่งสูงสุดที่ได้รับพระราชานุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าสืบค้นบันทึกเก่าได้
ในฐานะองครักษ์ประจำองค์รัชทายาท และสืบเชื้อสายจากจวนแม่ทัพฝ่ายเหนือ เขามีสิทธิ์เช่นนั้น
หอคัมภีร์ลับปิดสนิทด้วยประตูไม้หอมสลักลายดอกเหมยซ้อน ชั้นในมีตู้ไม้โบราณเรียงรายสูงตระหง่าน แสงไฟตะเกียงส่องสะท้อนหมึกแห้งบนม้วนผ้าไหมเก่า
อี้เหวินคุกเข่าลงตรงเบื้องหน้าตู้หมายเลข 7 ตู้ที่เก็บ “บันทึกฝ่ายในแห่งรัชศกหรงซวี่” ซึ่งเป็นรัชศกก่อนปัจจุบันสามทศวรรษ มือเรียวแกร่งค่อย ๆ เปิดกล่องไม้หอมใบหนึ่ง ม้วนผ้าไหมเก่าซึ่งซีดสีเพราะกาลเวลาเผยออก เผยให้เห็นลายอักษรเขียนด้วยหมึกจาง
“...ว่ากันว่า รัชทายาทหลงจื้อ พระโอรสแห่งฮ่องเต้เซียวหลง ผู้ทรงเกรียงไกร มีหญิงในใจหาใช่ธิดาขุนนางฝ่ายกลางไม่ แต่กลับเป็นธิดาผู้ถูกประณามว่ามีเชื้อสายสำนักกบฏจากดินแดนใต้ ชื่อของนางคือ เซี่ยอวี่...”
อี้เหวินขมวดคิ้ว นามเดียวกันกับสตรีที่เขาเพิ่งพบเมื่อคืน
“...ขณะรัชทายาทกำลังจะได้รับราชบัลลังก์ ได้เกิดกบฏแฝงจากภายใน เสียงลือบอกว่า ผู้วางกลคือสตรีในตำหนักเหมันต์ ที่หวังให้รัชทายาทละจากบัลลังก์เพื่อรักต้องห้าม...”
มุมปากของอี้เหวินกระตุก เขาอ่านถัดไปอีกบรรทัด
“...รัชทายาทหลงจื้อได้สละสิทธิ์ในบัลลังก์ และถูกส่งออกนอกเมืองหลวง ขณะที่หญิงนามเซี่ยอวี่ถูกตราเป็นกบฏและหายสาบสูญ บางบันทึกกล่าวว่านางสิ้นแล้ว แต่บางเล่มกลับเว้นบรรทัดท้ายของชื่อนางไว้ว่างเปล่า...”
มือของเขาชะงักอยู่ตรงถ้อยคำนั้น
ว่างเปล่า?
“นางอาจยังไม่ตาย...” เขาพึมพำในลำคอ
ทันใดนั้น เสียงกระแสลมบางเบาพัดแทรกหน้าต่างไม้โบราณจนม้วนผ้าไหมสะบัดไหว แสงตะเกียงสั่นไหววูบหนึ่ง เงาของเขาทอดอยู่ยาวบนพื้น แต่กลับมีเงาอีกเงาที่มิใช่ของเขา ปรากฏขึ้นชั่วพริบตา เคียงข้างเงาของตน เขาหันวาบ แต่ไม่พบผู้ใด สิ่งเดียวที่อยู่ตรงนั้น คือกลีบเหมยเพียงหนึ่งกลีบ ที่ลอยตกลงจากเพดาน ทั้งที่ในหอคัมภีร์นี้ ไม่มีต้นไม้สักต้นเดียว อี้เหวินยืนขึ้นทันที มือกำม้วนบันทึกเก่าแน่นในอก
“ข้าจะสืบจนรู้ว่าเจ้าเป็นใคร และเหตุใดเงาของเจ้ายังคงอยู่ในวังนี้”
“อา!! แม่งโคตรเสียว ตอดอย่างนี้ไม่รักได้ไงล่ะครับ” เหมันต์เอ่ยกับเจ้าหล่อนพร้อมกับจ้องมองใบหน้าสวยอย่างหื่นกระหาย“แรงๆ ได้ไหมคะฉันไม่ไหวแล้ว”“ได้เลยครับที่รัก”เหมันต์ไม่รอช้าเริ่มเร่งจังหวะกระเด้า กระแทกดุ้นใหญ่หัวบานเข้าไปในร่องสวาทไม่ยั้ง ห่างเรื่องอย่างว่าไปนานเขาไม่นึกเลยว่าน้ำฟ้าจะมีความกล้ามากขึ้นอย่างนี้ นั่นทำให้เขายิ่งพอใจในตัวเธอมากขึ้นไปอีกปับ! ปับ! ปับ!“อ๊ะๆ ๆ ๆ”แรงกระแทกทำให้หน้าอกกลมโตกระเพื่อมไปตามจังหวะ เหมันต์จึงหยุดมันไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง บีบคลึงไปด้วยกระเด้าไปด้วยอย่างสบายอารมณ์กลีบสวาทอวบอูมทั้งสองข้างเริ่มแดงช้ำ เต็มไปด้วยน้ำหล่อลื่นอันฉ่ำแฉะเหนียวเป็นเส้น เจ้าหล่อนกระเด้งเอวรับจังหวะเด้าของเหมันต์ไปด้วยอย่างอัตโนมัติ“มะ...ไม่ไหวแล้วแม่งเอ้ย ซี๊ดดด” เหมันต์ทำหน้าเหยเกสูดปากเสียว บั้นท้ายยังคงกระเด้งเด้าไม่ยั้งจนคนที่อยู่ใต้ร่างแทบจะแหลกคาเตียง“พะ...พร้อมกันนะคะฉันก็ไม่ไหวแล้ว” น้ำฟ้าตอบรับสามีด้วยความรู้สึกไม่ต่างกันเมื่อใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้วเหมันต์ก็กอดตัวภรรยาเอาไว้แน่น พรมจูบไปตามซอกคอขาวอย่างหื่นกระหาย พร้อมทั้งเร่งจังหวะกระเด้าให้แรงและเร็วขึ้น
เมื่อเคลียร์ทุกอย่างที่กรุงเทพเสร็จแล้วทั้งสามคนก็บินกลับเชียงรายทันที ตอนนี้ทุกคนต่างก็ตั้งตารอที่จะได้เห็นหน้าแม่เลี้ยงของไร่อีกครั้ง เหมันต์รับสาวใช้คนใหม่มาแทนคำปองแล้ว เธอเป็นสาวเหนืออายุราวสี่สิบปี สามารถเข้ากับป้าบัวคลี่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ความสุขของคนในบ้านหลังนี้ได้กลับคืนมาสมบูรณ์แบบอีกครั้งแล้ว“ป้าบัวครับทำไมคุณพ่อยังไม่มาอีก” คิมหันต์เอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าเพราะนั่งรอผู้เป็นพ่อมานานหลายชั่วโมงแล้ว“อีกแปบนึงค่ะคุณหนูเดี๋ยวคุณพ่อก็มา”“คุณแม่จะกลับมาด้วยไหมครับ”“ป้ามั่นใจว่าคุณแม่ต้องกลับมาด้วยแน่นอนค่ะ”พูดยังไม่ทันขาดคำทั้งหมดก็ได้ยินเสียงรถขับเข้ามาจอดหน้าบ้าน ทุกคนจึงรีบวิ่งออกไปรอต้อนรับผู้มาใหม่ทันที“คณแม่กลับมาแล้วเย้!!!”“น้องคิมลูกแม่”เมื่อเห็นเด็กชายที่เธอรักราวกับลูกแท้ๆ น้ำฟ้าก็รีบวิ่งเข้ามากอดทันที เจ้าหล่อนหอมแก้มนุ่มๆ ทั้งสองข้างด้วยความคิดถึง“น้องคิมคิดถึงคุณแม่ทุกวันเลยครับ”“แม่ก็คิดถึงหนูครับ ต่อไปนี้แม่จะไม่จากหนูไปไหนแล้วนะ”“เย้! น้องคิมดีใจที่สุดในโลกเลย”“อย่ามัวแต่ดีใจจนลืมไหว้เพื่อนแม่สิครับน้องคิม” เหมันต์เอ่ยกับลูกชาย“สวัสดีครับ”“สวัสดีค่
น้ำฟ้ากลับเข้ามาทำงานที่ภัตตาคารแห่งเดิม ส่วนเรื่องที่หลับที่นอนก็กลับมาพักอยู่กับมะเหมี่ยวเพื่อนรัก แต่ทว่าการกลับมาครั้งนี้ของเธอกลับลืมของสำคัญบางอย่างไว้ที่เชียงราย นั่นคือหัวใจและทำให้การใช้ชีวิตที่กรุงเทพไม่ได้มีความสุขเหมือนแต่ก่อน เธอเอาแต่นั่งเหม่อลอยคิดถึงชายหนุ่มผู้เป็นที่รักยิ่งอยู่ทุกวันเวลา จนมะเหมี่ยวเองก็สังเกตเห็นและพยายามถามไถ่ เธอจึงยอมเล่าความจริงทุกอย่างให้เพื่อนฟัง อย่างน้อยการได้ระบายให้ใครสักคนฟังมันก็รู้สึกดีขึ้นมากอยู่ไม่น้อยเมื่อลงจากรถเมล์สายประจำแล้วสองสาวก็เดินตรงไปยังที่ทำงาน ซึ่งเดินไปตามถนนเส้นนี้อีกไม่ไกลนัก“เร็วๆ แกเดี๋ยวเข้างานสายกันพอดี” มะเหมี่ยวเอ่ยกับเพื่อนรักขณะเร่งฝีเท้าเดินไปอย่างเร่งรีบ“ไม่สายหรอกน่าไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้แก” น้ำฟ้าบ่นให้เพื่อนขณะที่เจ้าหล่อนเดินเอ้อระเหอลอยชายอย่างไร้ชีวิตชีวา“ไม่รีบมีหวังนางยักษ์ขมูขีชี้หน้าด่าเราแน่” ที่พูดถึงนั่นคือหัวหน้าเชฟสาวใหญ่เจ้าระเบียบที่ใครๆ ต่างก็หวาดผวาเมื่อได้อยู่ใกล้“เออๆ รีบก็รีบวะ” น้ำฟ้าเอ่ยเสียงเอื่อยก่อนจะถูกเพื่อนดึงมือให้เดินตามไปเดินมาถึงหน้าภัตตาคารแล้วก็พบว่า มีชายหนุ่มหล่อสว
“เป็น...เพราะน้ำค้างสินะ” เหมันต์พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงได้หนีเขาไปอย่างนั้น คงเป็นเพราะเธอห่วงน้องสาว แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อตอนนี้เขามอบหัวใจให้น้ำฟ้าไปแล้ว ไม่อาจหวนกลับไปรักน้ำค้างได้อีก นั่นคือปัญหาที่เขาไม่สามารถทำตามความปรารถนาของน้ำฟ้าได้“เธอมักจะพูดเสมอว่าตัวจริงของมึงมาแล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าเพราะอะไร กูเองก็เข้าใจเธอเพราะนี่คือน้องสาวที่เธอรัก เธอคงไม่สามารถแย่งมึงไปจากคุณน้ำค้างได้หรอก”“มันก็จริงอย่างที่มึงพูด แต่สำหรับกูแล้วน้ำฟ้าคือคนที่กูอยากใช้ชีวิตด้วย เธอเข้ามาเติมเต็มทุกอย่างในชีวิตกู กูคงไม่สามารถกลับไปรักน้ำค้างได้อีกแล้วว่ะ”น้ำค้างที่ยืนแอบฟังอยู่ตรงบันไดก็น้ำตาไหลลงมาเป็นทาง เธอไม่นึกเลยว่าแค่ช่วงเวลาไม่นานที่พี่สาวเธอและเหมันต์ได้อยู่ด้วยกัน ทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันถึงเพียงนี้ แต่จะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเธอเอง ในเมื่อทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมแล้วเธอควรจะเป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง เพื่อไม่ให้พี่สาวต้องเสียใจอย่างนี้ คิดได้อย่างนั้นเจ้าหล่อนก็เดินขึ้นไปบนห้องนอน“ถ้ามึงคิดไตร่ตรองดีแล้วก็ทำตามหัวใจตัวเองสิวะ เรื่องของหัวใจมันห้ามกันได้ซะที่ไหนกันล่ะ
เมื่อน้ำค้างเห็นก็เพ่งมองด้วยความตั้งใจ ก่อนจะจำได้ว่าเป็นพี่สาวของตนเองจึงรีบวิ่งลงมาจากห้องด้วยความดีอกดีใจ ลงมาข้างล่างเห็นป้าบัวคลี่และคำปองนั่งอยู่ก็ทำตัวเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“คุณน้ำค้างจะไปไหนคะ”“ฉันจะออกไปเดินเล่นหน้าบ้าน”“แต่ตอนนี้มันอันตรายนะคะ” ป้าบัวคลี่ห้ามเอาไว้เพราะกลัวว
กลับมาถึงบ้านแล้วคำปองก็รีบเข้าไปในห้องนอน เก็บของใช้ส่วนตัวเข้ากระเป๋าเดินทางอย่างรีบร้อน พลางคิดในใจว่าตนเองทำถูกแล้วใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจทำอย่างนี้ เธอจะปล่อยให้พ่อเลี้ยงเหมันต์ตกอยู่ในอันตรายจริงๆ อย่างนั้นเหรอ คิดได้อย่างนั้นก็หยุดการกระทำดังกล่าวตั้งใจจะไปบอกให้เหมันต์ระวังตัว แต่พอนึกถึงสิ่ง
“ขอบใจว่ะมึง ถ้าอย่างนั้นกูจะจับพวกมันให้ได้คาหนังคาเขา ถ้ามึงมั่นใจว่ามันต้องมาเล่นงานน้ำค้างแน่นอน กูจะจับตาดูพวกมันไม่ให้คลาดสายตา แต่ตอนนี้กูยังไม่แน่ใจว่าใครเป็นพวกของไอ้ฉัตรชัยบ้าง”“ถ้ามีอะไรให้กูช่วยก็บอกนะเว้ย”“มึงช่วยดูแลน้ำฟ้าแทนกูด้วยละกัน จบงานนี้แล้วกูจะไปรับเธอด้วยตัวเอง”“เออกูจะแล
เมื่อขับรถเข้ามาภายในไร่ก็พบว่าทุกอย่างกำลังอยู่ในความโกลาหล มองไปทางไหนมีแต่กลุ่มควันไฟกำลังแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้ ไม่เว้นแม้กระทั่งโซนที่พักอาศัยก็ยังโดนลอบวางเพลิง คนงานต่างกำลังขนของออกจากห้องพักหนีตายกันจ้าละหวั่น นั่นทำให้พวกเขาไม่ได้มีความสนใจเรื่องอื่นๆ เลยสักนิด“แม่งเอ๊ย! มันเล่น