LOGINยามเสิ่นซื่อพูดคุยบนเตียงนอนมักแฝงความอ่อนโยนบ้างก็จริง แต่เวลาที่อยู่ข้างนอก เขาก็มักมีสีหน้าเคร่งขรึมและเย็นชาเสมอ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาล้วนเจือด้วยความดุดันและแข็งกร้าวอย่างผู้ที่กุมอำนาจชี้ขาดจี้หานอีทอดสายตามองเงาทะมึนซึ่งทาบทับลงมาเบื้องหน้า ขณะสูดดมกลิ่นไม้จันทน์หอมจากกายของเสิ่นซื่อ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาสีหน้าของเสิ่นซื่อไม่ได้แปรเปลี่ยน ทุกสิ่งยังคงเป็นเช่นเดิม จี้หานอีจึงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอแผ่วเบาเสิ่นซื่อปรายตามองจี้หานอีเพิ่มอีกหลายปราด พลางครุ่นคิดว่าหรือจะเป็นเพราะเมื่อคืนเขาไม่ยอมฟังคำร้องขอที่นางบอกว่าไม่ยินยอม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของนางจริง ๆ ตอนนี้นางถึงได้กำลังแง่งอนเขาอยู่ใช่หรือไม่เขาคลี่ยิ้มบาง ก่อนหันกลับไปปรายตามองชุยจิ่นจวิน แล้วก้าวเดินนำหน้าไปก่อนชุยจิ่นจวินมองเสิ่นซื่อที่เดินไปเบื้องหน้า แล้วหันกลับไปมองทางชุยจาวอวิ๋นปราดหนึ่ง จากนั้นถึงค่อยก้าวเดินตามไปบรรดาสตรีผู้ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นภาพที่เมื่อครู่ท่านโหวเสิ่นถึงขั้นเป็นฝ่ายเดินเข้าไปสนทนากับจี้หานอีด้วยตนเอง แม้ท่าทางจะยังคงดูเย็นชา ทว่าการท
เมื่อเห็นว่าสายตาของเสิ่นซื่อแฝงไว้ด้วยแรงกดดัน ทั้งยังคล้ายไม่สบอารมณ์เล็กน้อย รวมถึงนัยน์ตาคู่นั้นก็ดูลึกล้ำราวกำลังมีมวลอารมณ์บางอย่างก่อตัวขึ้นมา จี้หานอีเกรงว่าจะต้องประสานเข้ากับสายตาเช่นนี้ของเสิ่นซื่อ จึงหันหน้าหนีไปอีกทางทว่าในจังหวะที่สายตาเหลือบไปเห็นชายเสื้อสีขาวสะอาดตา นางกลับหันไปมองทางชุยจาวอวิ๋นโดยไม่รู้ตัวตัวนางก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วตนเองปรารถนาจะเห็นสิ่งใด ในใจไม่ได้มีความรู้สึกริษยาหรืออารมณ์อึดอัดอันใดที่ยากเอื้อนเอ่ยนางเพียงอยากเห็นว่าคนสองคนที่ในอดีตเกือบจะได้หมั้นหมายกัน ยามที่ต้องมาพบหน้ากันอีกครั้ง พวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไรเสิ่นซื่อถึงขั้นเคยรับปากว่าจะตบแต่งชุยจาวอวิ๋น ทั้งที่เสิ่นซื่อเองก็เป็นคนที่มีความคิดอ่านเด็ดขาดในทุกเรื่อง แล้วเหตุใดสุดท้ายงานหมั้นหมายถึงได้ล่มลงเล่าหรือจะเป็นเพราะชุยจาวอวิ๋นต้องไว้ทุกข์ ส่วนเสิ่นซื่อก็กำลังรีบแต่งงานเพื่อหลีกเลี่ยงราชโองการพระราชทานงานสมรสจริง ๆแม้จี้หานอีจะคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่าตนไม่ได้มีความคาดหวังใด ๆ ตั้งแต่แรก และควรปล่อยวางในทุกสิ่งทุกอย่างไปนานแล้ว ทว่านางก็รู้ดีว่าภายในใจของตนกลับยังคงไม่
เซี่ยจิ่นยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้น ทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหลังอันแสนคุ้นเคยในอดีตคนที่มักเก็บตัวเงียบในสายตาของนาง อยู่ดี ๆ ก็มาปรากฏตัวด้วยท่าทีมีสง่าราศี เสื้อผ้าและเครื่องประดับบนกาย ท่ามกลางความมั่งคั่งตระการตาทั้งมวลในงานนี้ กลับไม่ได้ดูด้อยไปกว่าผู้ใดแม้แต่น้อยเรื่องนี้ยังพอทำให้เซี่ยจิ่นเข้าใจได้ แต่สิ่งที่ทำให้นางคิดไม่ตกก็คือ เหตุใดคนเหล่านั้นถึงต้องไปรุมล้อมอยู่รอบกายจี้หานอีด้วยนางคิดอย่างไรก็หาคำตอบไม่ได้ จี้หานอีมีสิทธิ์อะไรกัน? หรือเป็นเพราะตอนนี้นางได้เข้าไปอยู่ในจวนสกุลเสิ่นแล้ว คนเหล่านั้นถึงได้จงใจเข้าไปตีสนิท?แต่ถึงจะเข้าไปอยู่ในจวนสกุลเสิ่น ก็เป็นได้แค่อนุภรรยาคนหนึ่งเท่านั้น บรรดาลูกหลานชนชั้นสูงที่เกิดในตระกูลใหญ่โตเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไรมาล้วนดูแคลนคนที่เป็นอนุภรรยากันทั้งสิ้น ยิ่งไม่มีทางลดตัวลงมาคบค้าสมาคมกับอนุภรรยาผู้หนึ่งเด็ดขาดครั้นเห็นคุณหนูรองสกุลชุยเดินเข้าไปพูดคุยกับจี้หานอีอีก เซี่ยจิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นนางที่ตาฝาดไปเองแน่ ๆเวลานี้นางอยากพุ่งเข้าไปดึงตัวจี้หานอีมาเค้นถามให้รู้เรื่องนัก อยากถามเหลือเกินว่า
เซี่ยจิ่นมีสีหน้าตื่นตระหนกระคนสงสัย ยิ่งมองแผ่นหลังนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเดิมทีนางคิดลุกขึ้นไปดูให้รู้แน่ แต่ยามนี้บรรดาสตรีฝั่งเรือนหลังต่างก็พากันนั่งประจำที่กันหมดแล้ว นางจึงไม่สะดวกที่จะเดินเข้าไป รวมถึงผู้คนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็ล้วนเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่มีฐานะเหนือกว่านางทั้งสิ้น หากเดินดุ่ม ๆ เข้าไปแล้วเกิดทักผิดคนขึ้นมา มิกลายเป็นการเสียมารยาทหรอกหรือเซี่ยจิ่นฝืนข่มกลั้นความสงสัย ทว่าก็หมดอารมณ์จะสนทนากับผู้ใดต่อ พร้อมกันนั้นก็อดนึกถึงคำพูดที่มารดาเคยกล่าวกับนางก่อนหน้านี้ไม่ได้ ที่บอกว่ายามนี้จี้หานอีได้ไปเกาะเกี่ยวต้นไม้ใหญ่อย่างท่านโหวเสิ่น อาศัยรูปโฉมงดงามจนได้รับความโปรดปรานจากเขาแล้วแต่นางก็ทราบดีว่าท่านโหวเสิ่นเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ไปเมื่อเดือนก่อน งานมงคลสมรสนั้นจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภรรยาเอกผู้นั้นออกเรือนมาจากจวนองค์หญิงใหญ่ ว่ากันว่าเป็นบุตรบุญธรรมที่องค์หญิงใหญ่เพิ่งรับเข้าตระกูล เดิมทีนางเองก็คิดอยากจะไปร่วมงานเลี้ยงมงคลนั้นเช่นกัน ติดอยู่ตรงที่ว่าตนเองไม่ได้รับเทียบเชิญทว่าสหายที่คบหากันอยู่รอบกาย รวมถึงผู้ที่สามีดำรงตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยกว่า
ทางเดินหินเขียวเต็มไปด้วยกลีบดอกหลีฮวาที่ร่วงหล่นพร้อมกลิ่นหอมลอยฟุ้ง แล้วเสียงกระซิบของนางซูก็ตอบกลับมาด้วยความแจ่มใส "นิสัยของเจ้ากับนางมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนทีเดียว"จี้หานอีลองย้อนนึกดู วันนี้นางได้พบกับชุยจาวอวิ๋น ความรู้สึกที่ได้รับคือชุยจาวอวิ๋นมีความสงบนิ่งจืดจางราวกับผู้ที่ปลงตกและเข้าใจในทุกสรรพสิ่งของชีวิต คล้ายกับคนไร้ซึ่งกิเลสและความปรารถนาใด จึงทำให้ผู้คนรู้สึกอยากสนิทสนมด้วยอย่างง่ายดาย ไม่เหมือนกับสตรีสูงศักดิ์นางอื่น ที่การเข้ามาตีสนิทมักแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่างเสมอ ซึ่งความสนิทสนมที่แฝงเจตนาเหล่านั้น ความจริงแล้วก็ยังพอจะสังเกตเห็นได้จากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ดีเสียงของนางซูดังขึ้นอีกครั้ง "บนตัวเจ้ามีความสงบนิ่งเรียบง่ายเช่นเดียวกับนาง""ไม่แก่งแย่งแข่งขัน ไม่ชิงดีชิงเด่น แม้ว่าจะได้คู่ครองประเสริฐถึงเพียงนี้ ซ้ำท่านโหวเสิ่นก็ยังคอยดูแลเอาใจใส่เจ้าเป็นอย่างดี แต่ข้ากลับไม่นึกอิจฉาเจ้าสักนิด นั่นก็เพราะเจ้าจริงใจต่อข้า ข้าเองก็มองออกว่าเจ้ามีจิตใจบริสุทธิ์ จึงตระหนักดีว่าการได้คบหาเป็นสหายกับเจ้า ย่อมเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนไปชั่วชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกั
จี้หานอีมองดูชุยจาวอวิ๋น เมื่อเห็นอีกฝ่ายกล่าวด้วยความจริงใจ ทั้งยังมีใบหน้างดงามดุจหยกขาว จี้หานอีจึงปฏิเสธไม่ลง สุดท้ายก็ตกปากรับคำไปทันทีเห็นได้ชัดว่าชุยจาวอวิ๋นดีใจยิ่ง นางย่อกายคารวะจี้หานอีแบบว่านฝูหนึ่งครั้งก่อนจะผละจากไปท่วงท่าอันสง่างาม เปี่ยมด้วยมารยาทและความสุขุมนั้น ทำเอาจี้หานอีรู้สึกว่าชุยจาวอวิ๋นควรมีอายุมากกว่าตนเองสักหลายปีด้วยซ้ำระหว่างทางจี้หานอีเดินคล้องแขนนางซู ก่อนถามว่า “สตรีตระกูลใหญ่ทั่วไปไว้ทุกข์เพียงหนึ่งปีเท่านั้น แล้วเหตุใดคุณหนูรองชุยจึงต้องไว้ทุกข์นานถึงสามปีล่ะเจ้าคะ?”เมื่อนางซูเห็นจี้หานอีถามถึงเรื่องนี้ก็แย้มยิ้ม ก่อนขยับเข้าไปใกล้ใบหูของจี้หานอีแล้วกระซิบ “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความลับเรื่องหนึ่งน่ะ”“ผู้ที่รู้เรื่องนี้มีไม่มาก แต่ยามนี้พวกเราเป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว ทั้งข้าก็รู้ดีว่าเจ้าไม่ใช่คนพูดจาส่งเดช บอกเจ้าไปคงไม่เป็นไร”จี้หานอีได้ยินนางซูกล่าวเช่นนั้น ก็อดเอียงศีรษะเข้าไปใกล้เพื่อรอรับฟังไม่ได้เรือนหลังของจวนผิงหนานโหวช่างเงียบสงบ เวลานี้ฉินฝูอวี้ก็ออกไปเดินเล่นกับบรรดาคุณหนูที่สนิทสนมกันแล้ว จี้หานอีจึงเดินตามหลังมาอย่างเชื่องช







