LOGINกู้หนิงอัน บุตรสาวตัวกลมจอมพลังของ กู้เฉิงเยี่ยนกับซูเหมยหลัน เติบโตมากับการฝึกฝนวรยุธ นางแอบตามบิดาเข้ากองทัพจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพ และต่อมาได้เลื่อนเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ราชโองการแต่งตั้งมาถึงจวน ความลับที่นางปลอมตัวเข้าไปในค่ายทหารก็ถูกท่านย่าและท่านแม่จับได้ ราชโองการแต่งตั้งเป็นเหมือนใบสั่งตาย ฐานหลอกลวงเบื้องสูง โชคดีที่ท่านย่าของนางถือจดหมายของบุตรชายนาง เข้าวังไปขออภัยโทษจากฝ่าบาท แต่เมื่อรู้ว่า นางเป็นสตรี ฝ่าบาทกลับไม่โกรธแถมยังมอบรางวัลที่แสนจะยิ่งใหญ่ให้นางอีกด้วย คือการแต่งงานกับองค์ชายที่มีรูปร่างงดงามที่สุดในวังหลวง! นิยายเรื่องนี้ไรท์เขียนต่อในภาคลูกของนิยายเรื่อง ชาตินี้ข้าขออยู่ห่างจากคนไร้ใจเช่นท่าน แต่เนื้อหาแยกกันค่ะ สามารถอ่านแยกได้เลยไม่งง
View Moreตอนที่ 1 ราชโองการ
ศาลบรรพชนตระกูลกู้ ภายในศาลบรรพชนตระกูลกู้ที่เงียบสงบมีร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางสบาย ๆ ในมือยังคงถือซาลาเปาไส้เนื้อ นางยกขึ้นกัดกินเต็มคำ เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมชัยชนะแต่กู้หนิงอันกลับมีโทษหลอกหลวงเบื้องสูง ต้องมาคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่ศาลบรรพชนของตระกูล “คุณหนู ฮูหยินมาเจ้าค่ะ” เสียงหนักแน่นขององครักษ์หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูดังขึ้น กู้หนิงอันที่กำลังเคี้ยวซาลาเปาอยู่รีบยัดแป้งซาลาเปานุ่มเข้าปากทีเดียวแล้วกลืนลงไปทันที ขณะเดียวกันนางก็รีบปรับเป็นท่าคุกเข่าดังเดิม ซูเหมยหลันในวัยสี่สิบปีในยามนี้ได้เป็นฮูหยินของจวนตระกูลกู้แล้ว นางมีบุตรสาวคนโตคือกู้หนิงอัน และ บุตรชายคนเล็กคือกู้เหยียนเฉิง เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น ฮูหยินกู้ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย บุตรสาวคนโตของนางช่างไม่รู้จักความ ไม่ยอมเรียนกุลสตรีอยู่เรือน เอาแต่อยากฝึกยุทธ์กับผู้เป็นบิดากู้เฉิงเยี่ยน ในตอนที่นางยังเด็กเพราะเป็นเด็กอ้วน นางจึงยอมตกลงเพราะนางคิดว่าลูกสาวได้ออกกำลังเสียหน่อย ร่างกายจะได้แข็งแรงและสมส่วน ผิดมหันต์ นางผิดอย่างร้ายแรง บุตรสาวผอมลงจริงแต่นางกลับชื่นชอบในการฝึกยุทธ์ อายุสิบห้าแอบตามบิดาไปสนามรบโดยเปลี่ยนชื่อใหม่สองปีต่อมามือดีนัก ไปฆ่าแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้รับแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพจากฝ่าบาท เมื่อกู้เฉิงเยี่ยนบิดานางรู้เข้าก็โกรธมาก นี่คือโทษหลอกลวงเบื้องสูงเชียว ในตอนนั้นเขาคิดว่าจะกลับมารับโทษแทนบุตรสาวแต่สงครามยืดเยื้อยาวนานนัก สามปีต่อมา กู้เฉิงเยี่ยนสู้จนตัวตายในสนามรบเพื่อปกป้องชายแดน หกเดือนต่อมาหนิงอันใช้ชื่อกู้ฟานเหยียนสยบศัตรูที่ชายแดนจนชายแดนกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ชัยชนะดังกึกก้องไปทั่วและทำให้นางถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ในต้าหลี่ ราชโองการส่งมายังจวนตระกูลกู้ ในวันนั้นเองที่ซูเหมยหลันและฮูหยินผู้เฒ่ากู้ได้รู้ความจริงว่า หลานชายกู้ฟานเหยียนก็คือบุตรสาวคนโตกู้หนิงอัน ราชโองการแต่งตั้งตำแหน่งนี้กลายเป็นหลักฐานโทษหลอกลวงเบื้องสูงที่ส่งมาเยือนถึงที่ ฮูหยินกู้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากู้หนิงอัน ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม นางมองตรงมายังบุตรสาวที่ยังมีเศษแป้งซาลาเปาติดอยู่บนปาก ในใจพลันเดือดพล่าน ดวงตาขุ่นเคืองตัวเองที่ปล่อยตามใจลูกจนก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้ แม่สามีต้องเข้าวังเพื่อขออภัยโทษให้ลูกสาวตัวดี แต่นางกลับไม่สำนึก “ไปเอาไม้เรียวมา!” น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง มู่อันชะงักนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองดูสีหน้าที่เคร่งขรึมของฮูหยินกู้แล้วไม่กล้าเอ่ยทัดทานได้แต่หมุนกายก้าวไปหยิบมา กู้หนิงอันเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยดวงตากลมใสเต็มไปด้วยการอ้อนวอน “อาเหนียง ท่านตีข้าไม่ได้นะท่านย่าบอกแล้วว่าจะไปขอความเมตตากับฝ่าบาท รอท่านย่ามาก่อนดีหรือไม่” น้ำเสียงกู้หนิงอันอ่อนลง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความออดอ้อน ดูแล้วน่าสงสารยิ่งนัก ฮูหยินกู้ยื่นมือไปรับไม้มา มือนางสั่นเล็กน้อย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งสงสารลูก ทั้งโกรธลูก ทั้งโมโหตัวเอง “หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงสั่นเล็กน้อยของฮูหยินผู้เฒ่ากู้ดังขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบโดยมีแม่บ้านเจียงคอยช่วยประคองอย่างระมัดระวัง ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ในยามนี้ร่างกายชราแล้วผมของนางก็กลายเป็นสีขาวแล้วแต่ท่าทางยังสง่างามดังเดิม ฮูหยินกู้ชะงักมือทันที แล้วหันไปตามเสียง เห็นแม่สามีกำลังก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางก็พอจะเดาออกว่าฝ่าบาททรงไม่ถือสาเอาความแล้ว “ท่านย่า” เสียงของกู้หนิงอันหวานออดอ้อนยิ่งนัก ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มดีใจ เมื่อเห็นที่พึ่งของนางก้าวเข้ามา ท่านย่ารักนางมากที่สุดไม่ว่านางทำผิดอะไรก็ไม่เคยลงโทษนาง และยังช่วยนางอีกด้วย ครานี้ก็เช่นกัน นางรักและเคารพท่านย่าที่สุด ท่านย่าบอกว่านิสัยของนางช่างเหมือนท่านปู่ยิ่งนัก กล้าหาญ เที่ยงธรรม และซื่อตรง ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เดินมาหยุดหน้ากู้หนิงอันแล้วช่วยพยุงหลานสาวให้ลุกขึ้นยืน “ท่านย่า ข้าผิดไปแล้ว” น้ำเสียงของกู้หนิงอันยังเต็มไปด้วยความสำนึกผิด แววตานางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ช่างดูน่าสงสารยิ่งนัก “เด็กดี เรื่องมันผ่านไปแล้ว ฝ่าบาททรงไปถือโทษโกรธเจ้าแล้วล่ะ” “จริงหรือเจ้าคะ” กู้หนิงอันเอ่ยขึ้นถามอย่างดีใจ ฮูหยินผู้เฒ่ากู้พยักหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มือเหยี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะของหลานสาวอย่างเอ็นดู “กลับมาเหนื่อย ๆ ไปพักเถิด” กู้หนิงอันยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ ท่านย่า” กล่าวจบกู้หนิงอันก็ก้าวออกจากห้องไป ฮูหยินกู้มองดูบุตรสาวอย่างเหนื่อยใจ แล้วหันมาหาแม่สามีที่ยืนอยู่ไม่ไกล นางเดินเข้าไปช่วยพยุงร่างของแม่สามีแทนแม่บ้านเจียงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ท่านแม่ ลำบากท่านแล้ว เด็กคนนี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากู้หันมามองหน้าลูกสะใภ้ของตน ในยามนี้นางดูอ่อนแรงลงมากไม่เหมือนแต่ก่อน สามีของนางจากไปกระทันหันจึงทำให้นางเสียใจจนรูปร่างผอมบาง การมีสามีที่ต้องออกรบเป็นเรื่องที่ต้องพบคืออาจเป็นหม้ายในวัยสาวหรือกลางคนเช่นนี้ นางเองก็ประสบมาแล้วเช่นเดียวกัน โชคดีที่กู้เหยียนเฉิงนั้นไม่ชอบการต่อสู้ เขาชอบท่องตำราไม่นานก็ได้สอบขุนนาง แต่คนที่ชอบการต่อสู้กลับเป็นหนิงอันหลานสาวของนางเสียนี่ หากพูดถึงความชอบนี้นั้นหนิงอันมีแววตั้งแต่เด็กหากเป็นชายตอนนี้คงได้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ตบมือของลูกสะใภ้เบา ๆ ถอนหายใจแผ่วแล้วเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนโยน “นางยังเด็กไม่รู้ความ อย่าถือสานางนักเลย” ฮูหยินกู้ได้แต่พยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ ดึกแล้วเดี๋ยวข้าเดินไปส่งท่านที่เรือนนะเจ้าคะ” “อืม” ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เอ่ยตอบ แล้วหมุนกายก้าวออกจากห้องไปโดยมีลูกสะใภ้ช่วยประคองอย่างระมัดระวัง …. ยามเช้าตรู่ในจวนตระกูลกู้เสียงฝีเท้าของขันทีดังขึ้นกึกก้อง พร้อมราชโองการใหม่ที่ฮ่องเต้ทรงประทานมาให้กู้หนิงอันใหม่ ทุกคนในจวนออกมาคุกเข่ารับราชโองการ ขันทีเรียกชื่อกู้หนิงอันดังก้องแล้วอ่านตามแผ่นราชโองการสีทองว่าฮ่องเต้ทรงมอบสมรสประราชทานให้นางกับองค์ชายสิบสามเซียวเจิ้งยวน แม้นางจะไม่เคยเห็นเขาแต่เมื่อเป็นบุรุษที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ เขาก็รับด้วยความเต็มใจ สิ่งใดที่ได้รับพระราชทานนั้นก็ถือว่าเป็นของล้ำค่าที่สุด กู้หนิงอันยิ้มแย้มรับราชโองการด้วยท่าทางสง่างาม ด้วยความที่ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก รูปร่างนางจึงสูงโปร่งมั่นคง ไม่ได้บอบบางราวสวยน้อย ใบหน้าสวยคม จมูกโด่ง ดวงตากลมโต ริมฝีปากบาง ถือได้ว่าเป็นหญิงงามที่หาที่เปรียบได้ยาก ขันทียื่นราชโองการสีทองให้ด้วยท่าทีนอบน้อม คอยกวาดดูนางอย่างละเอียด เขายิ้มพอใจกับรูปร่างและใบหน้านี้ ก่อนออกมาฮ่องเต้ได้บอกกับหลินกุ้ยเฟยถึงเรื่องนี้แล้วแต่ด้วยข่าวลือหนาหนูว่า คุณหนูตระกูลกู้นั้นรูปร่างอ้วนท้วมสูงใหญ่ ใบหน้าอัปลักษณ์ยิ่งนักอีกทั้งยังโหดเหี้ยมป่าเถื่อน นางเกรงว่าบุตรชายของนางจะฝันร้ายจนตายหรือไม่ก็สติฟั่นเฟือน หลินกุ้ยเฟยร้องให้อ้อนวอนตลอดทั้งคืน แต่ไม่อาจเปลี่ยนใจฮ่องเต้ได้ตอนที่ 28มียาพิษเสิ่นเทียนกู้วิ่งเข้ามาในห้องของกู้หนิงอันอย่างร้อนรน เบื้องหน้ากู้หนิงอันนั่งอยู่บนเตียง ส่วนเซียวเจิ้งยวนนั่งอยู่เคียงข้างนาง เขาป้อนยาสมุนไพรที่หลินเยว่ถิงเพิ่งยื่นให้ ให้กู้หนิงอันด้วยรอยยิ้ม “หยุดนะ ยานั่นมีพิษ!!”เสิ่นเทียนกู้ไม่พูดเปล่าเขาหยิบก้อนหินโยนออกไปโดนถ้วยยานั้นตกกระแทกพื้น ยาน้ำกระจายสาดออกมาเต็มพื้นแต่ในถ้วยก็ยังคงมีเศษอยู่นิดหน่อยทุกคนหันมามองเสิ่นเทียนกูด้วยความตกใจ!เสิ่นเทียนกู้วิ่งเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าทั้งสามคน แล้วหันไปมองหลินเยว่ถิงด้วยสายตาดุดันพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“ในยาสมุนไพรของเจ้ามีพิษ”หลินเยว่ถิงหัวเราะเยาะเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างสิ้นหวัง“ท่านหาว่าข้าเป็นคนวางยาพิษพระชายาหรือ”“หรือไม่ใช่ล่ะ!”น้ำเสียงเสิ่นเทียนกู้แข็งกร้าวจนหลินเยว่ถิงสะดุ้งด้วยความตกใจ น้ำตานางเอ่อคลอ รีบยกถ้วยยาที่แตกออกนั้นขึ้นมาดื่มพิสูจน์ให้พวกเขาดูนางที่จริงแล้วไม่ได้วางยา เพราะนางเองก็ไม่กล้าทำ กู้หนิงอันเป็นคนดี นางไม่อยากทำร้ายคนดี ๆ แบบนี้ นางเพียงอยากให้เซียวเจิ้งยวนรักนางจากใจจริงเซียวเจิ้งยวนรีบลุกขึ้นมาห้ามนางและประคองตัวนางขึ้นอย่าง
ตอนที่27วางยาพิษยามเช้าแสงแดดสาดส่องเข้ามาหลินเยว่ถิงที่กำลังนอนอยู่กับพื้นห้องที่เย็นยะเยือก ความเย็นแพร่กระจายไปทั่วร่างจนนางหนาวสั่นสะท้าน มือที่สั่นเทาได้แต่ยื่นไปหยิบยาขับความเย็นมากินเพื่อบรรเทาอาการเมื่ออาการของนางดีขึ้นจึงได้เปลี่ยนอาภรณ์แล้วก้าวตรงไปยังห้องปรุงยาเช่นในทุก ๆ วันนางจะปรุงยาให้เหล่าชาวบ้านรวมถึงยาของกู้หนิงอันด้วย ไม่นานนักยาของกู้หนิงอันก็ถูกปรุงเสร็จหลินเยว่ถิงประคองถาดไม้ที่มีถ้วยยาอุ่นเดินตรงไปยังห้องพักของกู้หนิงอันภายในห้องพักของเรือนรับรองที่เงียบสงบ แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามากระทบสองร่างที่นั่งเคียงกันอยู่บนเตียงนอนเซียวเจิ้งยวนนั่งพิงหัวเตียงในอ้อมกอดเขามีกู้หนิงอันที่กำลังเอนกายซบอย่างแนบชิด มือเรียวยาวของเซียวเจิ้งยวนโอบกระซับร่างของกู้หนิงอันผู้เป็นชายาอย่างทะนุถนอมเสียงพูดคุยหยอกล้อกันแผ่วเบาผสมผสานกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของทั้งสองหลินเยว่ถิงที่ยืนมองผ่านบานประตูที่เปิดอยู่ นางกำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว เพียงไม่นานร่างบอบบางก็ก้าวเข้าไปด้านในด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วย่อคำนับอย่างนอบน้อม“ท่านอ๋อง พระชายา ยาเพคะ”กู้หนิงอันหันมาพยักหน้ารับแล้วรับถ้ว
กู้หนิงอันขยับกายหมายจะลุกขึ้นนั่งแต่ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนนางครางเสียงเบาแผ่ว แต่เสียงนั้นกับการขยับตัวของนางก็ปลุกให้เซียวเจิ้งยวนที่นอนหลับอยู่ตื่นขึ้นมาเมื่อเขาเห็นกู้หนิงอันชายาของตนที่กำลังพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง รอยยิ้มดีใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันทีพร้อมกับเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจ“หนิงอัน!”เซียวเจิ้งยวนขยับขึ้นไปประคองร่างบางของภรรยาอย่างทะนุถนอม เขาหยิบหมอนมารองหลังให้นางเอนกายนั่งพิงหัวเตียงทั้งสองสบตากันอย่างลึกซึ้ง คำพูดมากมายที่อยากจะเอื้อนเอ่ยก็ถูกพูดผ่านสายตาอย่างเข้าใจซึ่งกันและกันเซียวเจิ้งยวนกำมือนางแน่นพูดขึ้นถามอย่างเป็นห่วง“หิวหรือไม่”กู้หนิงอันพยักหน้ารับอย่างช้า ๆ เซียวเจิ้งยวนหันไปเอ่ยสั่งเสียงดัง“พระชายาฟื้นแล้ว ใครอยู่ด้านนอกไปเอาโจ๊กอุ่น ๆ มา!”“พ่ะย่ะค่ะ”เสียงขันทีเฝ้าประตูขานรับอยู่ด้านนอก ก่อนเสียงฝีเท้าด้านนอกจะวิ่งวุ่นกันไปมาไม่นานโจ๊กอุ่นและผลไม้สดก็ถูกนำเข้ามาวางในห้อง เซียวเจิ้งยวนหยิบถ้วยโจ๊กมาป้อนให้นางอย่างอ่อนโยน สายตาของทั้งสองมองกันอยู่ตลอดเวลาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขหลินเยว่ถิงถือถ้วยยาสมุนไพรก้าวเข้ามาด้านใน มองภาพนั้น
ตอนที่25แผนร้าย“หนิงอัน!!”ร่างของชายาเขาจมดิ่งสู่ใต้น้ำ เซียวเจิ้งยวนทำได้เพียงว่ายไปหานางอย่างสุดกำลังแต่เรี่ยวแรงของเขากลับไม่นำพา ทำได้เพียงมองดูนางจมลงไปใต้น้ำ น้ำตาเขาไหลรินออกมาผสมกับสายน้ำเย็น หัวใจเจ็บจุกจนไม่อาจทนไหว“หนิงอัน!”เซียวเจิ้งยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้าย เขาลืมตามองไปรอบ ๆ พบว่าตนเองอยู่ในเรือนรับรองของจวนเจ้าเมือง“ญาติผู้พี่ ท่านฟื้นแล้ว”น้ำเสียงของหลินเยว่ถิงดังขึ้น พร้อมกับร่างบางที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าโล่งใจ ขอบตานางแดงก่ำดูเหมือนร้องให้อย่างหนักมาเซียวเจิ้งยวนยันกายลุกขึ้นนั่งความเจ็บปวดบนขมับแล่นขึ้นมาจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมแน่น“ญาติผู้พี่ท่านยังไม่หายดี อย่าเพิ่งขยับเลยเพคะ”หลินเยว่ถิงก้าวเข้าไปหาเขาแล้วช่วยประคองเขาอย่างระมัดระวัง“หนิงอัน! หนิงอันนางอยู่ที่ใด?”เซียวเจิ้งยวนถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกหลินเยว่ถิงชะงักนิ่ง นางก้มลงไม่ได้สบตาเขาและไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาเซียวเจิ้งยวนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “นางอยู่ที่ใด?!”น้ำเสียงเขาเข้มขึ้นด้วยความร้อนใจ ดวงตาจ้องเขม็งไปยังหลินเยว่ถิง จนนางกดดันยิ่งนัก จึงได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย“พระชายาได้ร











