تسجيل الدخول“จำน้องได้มั้ยตาคิน หนูตะวันไงลูก” เพียงตะวันยกมือไหว้ และยิ้มหวานให้ชายหนุ่มในดวงใจ อย่างเอียงอาย หัวใจดวงน้อยๆ เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เมื่อชายหนุ่มส่งยิ้มมาให้
“จำได้สิครับคุณแม่” ชายหนุ่มไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าเรียวสวย ยิ่งเธอยิ้มเอียงอาย ไร้การเสแสร้ง ยิ่งเป็นภาพที่ตรึงสายตาเขาไว้ จนเขาอยากจะเข้าไปลูบไล้พวงแก้มชมพูแดงระเรื่อของหญิงสาวเหลือเกิน แต่ก็พยายามหักห้ามใจไว้ รอให้ถึงเวลาอันควร
“คินขา จะไม่แนะนำให้แอนนี่ได้รู้จัก คุณพ่อคุณแม่ และญาติพี่น้องของคุณหรือค่ะ” สาวสวยเดินเข้ามากอดแขนแกร่ง และออดอ้อนเรียกความสนใจจากชายหนุ่มที่เธอรัก เพราะเขาได้แต่ให้ความสนใจ สาวน้อยหน้าหวานตรงหน้าตลอดเวลา จนไม่สนใจคนรอบๆ ข้าง ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า
“ขอโทษทีแอนนี่ ผมดีใจที่ได้เจอญาติๆ จนลืมคุณไป” อนาคินหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้หญิงสาว อย่างรู้สึกผิด เพียงตะวันมองทั้งคู่อย่างสงสัย รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เมื่อเห็นทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม
“ตาคิน” กานต์ธิดาเสียงเขียวใส่บุตรชาย ด้วยความไม่ชอบใจ
“ครับคุณแม่ เอ่อ...แอนนี่ นี่คุณพ่อกับคุณแม่ของผม และนั่นน้าธี แม่แพท และก็ตะวันครับ” สาวสวยยกมือไหว้อย่างนอบน้อม หวังเรียกคะแนนความเอ็นดูในสายตาของบิดามารดา และญาติๆ ของชายหนุ่มที่รัก แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
“หวัดดีจ้ะหนู” ภาคีเอ่ยทักทายเพื่อนสาวของบุตรชาย ตามฉบับผู้ใหญ่ที่ใจดี ส่วนกานต์ธิดาเธอไม่พูดอะไร นอกจากรับไหว้เฉยๆ กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ คงต้องซักฟอกลูกชายตัวดีสักหน่อย เธอหันไปมองว่าที่ลูกสะใภ้คนสวย ที่กำลังมองบุตรชายเธอตาละห้อย ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
“แม่ว่าเรารีบกลับกันเถอะตาคิน แม่รู้สึกเหนื่อยๆ” อนาคินหันไปเอ่ยลาเพื่อนสาว ก่อนจะรีบเข็นรถเดินตามบิดามารดาไปที่ลานจอดรถอย่างรีบเร่ง
“แพทอย่าลืมงานฉลองเย็นนี้นะจ๊ะ” กานต์ธิดาหันไปกำชับเพื่อนรัก ก่อนขึ้นรถตามสามีไป
บรรยากาศภายในรถดูอึมครึมจนน่าอึดอัด อนาคินหันไปสะกิดแขน และกระซิบกระซาบบิดาเบาๆ ท่านเพียงแต่ส่ายหน้าให้เท่านั้น ทำให้เขาได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ หลังจากนั้นก็นั่งเงียบไปตลอดทางจนถึงบ้านอัครภาค ทันทีที่อนาคินก้าวเท้าลงจากรถ ชายหนุ่มมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ ด้วยความคิดถึง ภาคีเดินเข้าตบบ่าบุตรชาย ให้เดินตามเข้าไปในบ้าน
“ตาคินอย่าพึ่งขึ้นห้อง แม่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ” กานต์ธิดาเดินนำบุตรชายเข้าไปนั่งที่ห้องรับแขก
“แต่ว่า...ตาคินพึ่งกลับมาเหนื่อยๆ นะธิดา ให้ลูกไปพักผ่อนก่อนดีกว่ามั้ย”
“ธิดาจะคุยกับตาคิน พี่คีย์ห้ามยุ่ง” เมื่อถูกภรรยาสุดที่รักตวาดให้ ภาคีทำหน้าจ๋อยถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“คุณแม่มีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ร่างสูงทรุดตัวนั่งลงข้างๆ มารดา รอรับฟังอย่างตั้งใจ
“แม่จะให้เราหมั้น”
“คุณแม่/ธิดา” สองหนุ่มต่างวัยถึงกับเบิกตากว้าง ด้วยความตกใจในคำพูดของกานต์ธิดา
“ไม่! ผมไม่ยอม ผมจะไม่หมั้นกับใครทั้งนั้น” อนาคินลุกยืนปฏิเสธเสียงแข็ง หัวเด็ดตีนขาดอย่างไงเขาจะไม่หมั้นเด็ดขาด เรื่องนี้ก็ไม่มีใครมาสามารถบังคับเขาได้ และมารดาเขาช่างชอบสรรหา พาสาวๆ หลายคนมาแนะนำให้เขารู้จัก ล้วนมีคุณสมบัติเพียบพร้อมไปทุกอย่าง แต่เขาก็ปฏิเสธทุกครั้ง เพราะเขาได้มอบใจให้น้องน้อยเพียงตะวันแต่เพียงผู้เดียวและตลอดไป
“แล้วคินจะไม่ถามแม่สักหน่อยเหรอ ว่าแม่จะให้หมั้นหมายกับใคร” กานต์ธิดาพยายามพูดกับบุตรชายอย่างใจเย็นที่สุด
“ไม่ครับคุณแม่ ผมไม่อยากรับรู้หรือว่ายุ่งเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้น แต่ก็คงไม่พ้นพวกผู้หญิงไร้ยางอาย ถึงได้กล้าเสนอตัวให้ผู้ชาย ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า หรือว่ารู้จักนิสัยใจคอกันมาก่อน” อนาคินรู้สึกเกลียดชังผู้หญิงที่มารดาต้องการให้หมั้นหมาย ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แม้แต่ชื่อเขายังไม่อยากจะได้ยิน ให้อารมณ์ขุ่นมัวไปมากกว่านี้
“ตาคิน! ทำไมถึงปากคอเราะร้ายแบบนี้ นิสัยเหมือนพ่อเราไม่มีผิด ปากร้าย ชอบทำร้ายจิตใจผู้หญิงเป็นที่หนึ่ง” กานต์ธิดาหันไปพูดกระทบสามีที่นั่งรับฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม
“โธ่! ธิดาจ๋า ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพี่ตรงไหนเลยนะ”
“เกี่ยวสิ ก็พ่อลูกกัน ถอดนิสัยกันมาไม่มีผิดเพี้ยน” ทำให้ภาคีถึงกับอึกอักเถียงไม่ออก เป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
“พอเถอะครับคุณพ่อคุณแม่ อย่าทะเลาะกันเพราะผมเลยครับ” อนาคินรีบร้องห้าม ก่อนจะมีเรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ ทำให้เขารู้สึกผิด ที่ทำให้บิดามารดาทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง เป็นเพราะผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นคนเดียว ชายหนุ่มมิวายกล่าวโทษตัวต้นเหตุของเรื่อง
“เอาล่ะ แม่อยากรู้ว่าลูกมีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการหมั้นหมายครั้งนี้ ไม่แน่นะ ถ้าลูกรู้ว่าเธอเป็นใคร ลูกอาจจะรีบให้แม่ไปสู่ขอ พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”
“เอ่อ...ผมมีคนรักแล้วครับ” ทันทีที่อนาคินพูดจบ เสียงของตกดังขึ้นที่หน้าห้องรับแขก ทำให้ทุกคนถึงกับหยุดชะงัก
“ก็แค่งดกิจกรรม จนกว่าเจ้าตัวเล็ก ของเราจะเกิด ไม่ดีกว่าเหรอคะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าหวืดทันที“ไม่! ห้ามแม้แต่จะคิดนะตะวัน แบบนี้พี่ได้ขาดใจตายแน่ๆ ที่ไม่ได้รักตะวัน หรือว่าตะวันไม่สงสารพี่” ชายหนุ่มเอื้อมมือหญิงสาวขึ้นมาจุมพิตเบาๆ“พี่คินก็แบบนี้ตลอดเลย ตะวันไม่คุยด้วยแล้ว เอ่อ...พี่คินขา พาตะวันไปหาคุณปู่คุณย่าที่บ้านสวนหน่อยสิคะ” หญิงสาวยื่นหน้าไปจุมพิตที่แก้มสากๆ อย่างเอาใจ“หึ! ทีแบบนี้มาอ้อนพี่นะเรา แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” คนเจ้าเล่ห์หาข้อต่อรองมาแลกเปลี่ยนทันที เพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์“อะไรคือข้อแลกเปลี่ยนคะ” หญิงสาวเอียงหน้า มองสามีอย่างไม่ค่อยไว้ใจ“คืนนี้ตะวันต้องยอมให้พี่รักตะวันนะ พี่อยากจะเข้าไปทักทายเจ้าตัวเล็กใจจะขาด” เพียงตะวันถึงกับ เข้าไปหยิกเข้าให้ที่สีข้างของเขาอย่างแรง ด้วยความหมั่นไส้ หื่นได้ตลอดเวลา เมื่อมีโอกาส“โอ้ย! พี่เจ็บนะครับ ไม่รู้จะเขียวหรือเปล่า” หญิงสาวทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ จนเขามันเขี้ยว แต่ทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเขากำลังขับรถอยู
“งั้นตามสัญญา ห้ามเบี้ยว โอเคมีอะไรก็ถามมาได้เลยครับ พี่ยินดีตอบทุกคำถาม” อนาคินมองหน้าภรรยาตาไม่กะพริบ พร้อมกับขยับร่างลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง และรั้งร่างบางเข้ามาโอบกอดไว้แนบกาย“มีอะไรข้องใจครับตะวัน” แขนเรียวสวยโอบกอดร่างหนาไว้ แล้วซบใบหน้าลงบนอกแกร่งอย่างสุขใจ เผลอลูบไล้แผ่นอกแกร่งอย่างเพลิดเพลิน จนทำให้เขาครางเสียงต่ำออกมา“ทำไมเจนสุดาเขาถึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทล่ะคะ ก็ตะวันเห็นเขา…” เพียงตะวันหยุดพูดขึ้นมาดื้อๆ จนชายหนุ่มต้องเชยปลายคางมนขึ้นมาสบตา“เห็นเขาทำไมหรือครับตะวัน บอกพี่สิครับ” ดวงตากลมใสหมองเศร้าจนเห็นได้ชัด“ตะวันเห็นเขาส่งสายตาหวานเยิ้ม ให้พี่คินบ่อยๆ แล้วพี่คินก็ยิ้มตอบเขาอีกด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เง้างอน“เอ่อ...พี่แค่ลองใจ ทำประชดตะวันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มเลือกคำตอบ ที่ทำให้ภรรยาสาวสบายใจมากที่สุด“แต่นั่นทำให้ตะวันคิดมาก ยิ่งพี่คินออกไปพบลูกค้ากับเขาสองคน รู้มั้ยว่าตะวันไม่ไว้ใจเขา ตะวันกลัวพี่คินจะไปหลงรักผู้หญิง
“ทนหน่อยนะที่รัก เดี๋ยวก็หาย เชื่อโจนะ” ชายหนุ่มก้มกระซิบปลุกปลอบร่างเล็ก ด้วยความสงสาร บดขยี้เรียวปากที่บวมเจ่อ อย่างเร่าร้อน เพื่อให้เธอคลายความเจ็บปวดลงบ้าง เพียงไม่นานก็ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มตาม ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ส่วนมือหนาเลื่อนไปบีบนวดเฟ้นทรวงอกอิ่มอย่างเมามัน จนหญิงสาวต้องแอ่นกายขึ้นรับสัมผัสเขาอย่างเต็มใจ พร้อมกับครางเสียงกระเส่าออกมาด้วยความเสียวซ่าน สองกายยังแช่ไว้ที่เดิม จนชายหนุ่มแทบทนไม่ไหว ถึงกับครางซี้ดออกมา ด้วยความเสียวซ่านกว่าทุกครั้ง“ขยับสิที่รัก” สองมือหนายกสะโพกสวยขึ้นลง เพื่อสร้างความคุ้นเคย จนหญิงสาวเริ่มขยับตาม พร้อมกับทรวงอกสวย ที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะ ช่างเป็นภาพที่น่ามองที่สุดในสายตาของชายหนุ่ม จนทำให้เขาอดใจไม่ไหว ต้องก้มลงดูดเลียอย่างดูดดื่มและหนักหน่วง“โจ...ปริมไม่ไหว อา ช่วยด้วย” หญิงสาวกรีดเสียงร้อง วอนขอให้ชายหนุ่มช่วยปลดปล่อย พ้นจากความทรมาน สองมือใหญ่ ยกเอวบางขึ้นลงรับจังหวะ พร้อมกับสวนสะโพกแกร่ง ขึ้นรับจังหวะกับหญิงสาว ทั้งหนักหน่วงและรุนแรง จนทะยานไปถึงปลายทางแห่งความสุข พร้อมกับเสียงกรีดร
“อืม...เสียว โจเร็วสิ ช้าจัง” หญิงสาวทนไม่ไหว หยัดสะโพกสวยขึ้นสวนกับเขาอย่างเร่าร้อน ทำให้ชายหนุ่มแทบทนไม่ไหว มือหนาทั้งสองข้างทั้งบีบ ทั้งขยำทรวงอกอิ่มอย่างเร่าร้อน พร้อมกับยกสะโพกแกร่ง โหมกระหน่ำเข้าไปในกายสาว อย่างหนักหน่วงตลอดเวลา“โอว์...สุดยอดสุดที่รักของโจ” ชายหนุ่มครางงม ด้วยความเสียวซ่านสุดฤทธิ์ ขยับให้หญิงสาวนอนตะแคง ยกขาเรียวขึ้นสูง เพื่อเขาจะได้สอดกายแกร่งเข้าไปในกายสาวถนัดยิ่งขึ้น ร่างเล็กถึงกับสั่นเทิ้มไปด้วยเปลวเพลิงพิศวาส ที่ชายคนรักปรนเปรอให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือหนายังคงบีบคลึงทรวงอกอิ่มอย่างเมามัน ตามอารมณ์รักที่ร้อนแรงเป็นที่สุด จนศีรษะเล็กเริ่มสั่นคลอนตามแรงกระแทก“อา...โจช่วยปริมด้วย ปริมไม่ไหวแล้ว...ที่รัก” หญิงสาวเอี้ยวหน้าขึ้นมารับจูบอันเร่าร้อนของชายหนุ่ม พร้อมกับเสียงครวญคราง ที่หายไปในลำคอของชายหนุ่ม สองกายต่างช่วยประสานกันอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง“โอว์ ปริมจ๋า เสียวเหลือเกิน...อืม ทำไมแน่นดีเหลือเกินยอดรัก” ธนพลครางเสียงกระเส่าที่ข้างใบหูเล็ก ก่อนจะใช้ปลายลิ้นโลมเลีย อย่างเร่าร้อน ควา
เมื่อพิธีช่วงเช้าเสร็จสิ้น คู่บ่าวสาวเตรียมตัวฉลองมงคลสมรสในช่วงค่ำที่คฤหาสน์วิศวะโยธิกานนท์ เวลาสิบเก้านาฬิกาแขกเริ่มทยอยเข้ามาในงาน แล้วร่วมถ่ายรูปคู่บ่าวสาวที่หน้างาน ต่างเอ่ยปากชม ว่าทั้งสองเหมาะสมกัน ราวกับกิ่งทองใบหยก ฝ่ายเจ้าบ่าวก็คอยดูแลเทกแคร์เจ้าสาวคนสวยไม่เคยห่างกาย โชว์ความหวานให้แขกในงาน ต่างพากันอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวๆการปรากฏตัวของเควิน สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าบ่าวอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเจ้าสาวคนสวยสงสัย ในท่าทีที่เปลี่ยนไป จึงรีบหันไปดู พร้อมกับยิ้มละไมให้ชายหนุ่มทันที“สวัสดีค่ะพี่เคน” คนขี้หวงรีบโอบเอวเจ้าสาวคนสวยไว้ จนผู้มาใหม่ถึงกับหน้าเจื่อนๆ มองหญิงสาวตาละห้อย ทั้งที่เขาทำใจอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจเข้ามาในงาน เพื่อแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว“พี่ยินดีด้วยนะครับปริม” เควินยื่นของขวัญให้เจ้าสาวของงาน แต่เจ้าบ่าวกลับชิงกระชากรับแทน“ผมกับปริมขอบคุณ คุณเควินมากที่มาร่วมงาน เชิญข้างในงานดีกว่าครับ คุณคินกับตะวันนั่งอยู่ข้างในงานแล้ว” ธนพลแอบไล่แขกทางอ้อม จนเจ้าสาวเอื้อมมือมาหยิกที่เอวหนาด้วยความหมั่นไส้
“คิน นายพาน้องตะวันขึ้นไปพักผ่อนเถอะ ที่เหลือฉันจัดการเอง” อนาคินประคองภรรยาสาวขึ้นไปที่ห้องนอน“ครับ พี่ไม่ได้นัดเขามานะครับตะวัน” ชายหนุ่มรีบแก้ตัว กลัวหญิงสาวจะเข้าใจผิด โกรธเขายิ่งกว่าเดิม“ตะวันรู้ค่ะ”“ตะวันรู้” อนาคินทรุดตัวนั่งลงข้างๆ หญิงสาว และมองเธอด้วยความแปลกใจ ในท่าทีที่อ่อนลงของเธอ“นี่แสดงว่า ตะวันยอมให้อภัยพี่แล้วใช่มั้ยครับ” ใบหน้าเรียวสวยพยักหน้าเบาๆ สร้างความดีใจ ให้แก่ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ที่ได้ของล้ำค่าที่สุดในชีวิตคืนมา“โอ้! พระเจ้า ในที่สุดลูกก็มีวันนี้ ขอบคุณสวรรค์” ชายหนุ่มดึงหญิงสาวอันเป็นที่รักมาโอบกอดไว้แน่น และพรมจูบไปใบทั่วหน้าอย่างรักใคร่“พอแล้วค่ะพี่คิน ตะวันหายใจไม่ออก” ชายหนุ่มค่อยๆ คลายเธอออกจากอ้อมกอด มองหน้าหญิงสาวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข“ขอบคุณครับตะวัน ที่ยอมยกโทษให้ผู้ชายหน้าโง่อย่างพี่”“พี่คินต้องไปขอบคุณพี่วัฒน์ ถึงจะถูกค่ะ” คิ้วเข้มขมวดเป็นปม ด้วยความสงสัย&l
หลังจากกลับจากทะเลเพียงสองอาทิตย์ อนาคินกับเพียงตะวันก็เริ่มไม่ค่อยมีเวลาให้แก่กัน เช่นวันก่อน เพราะต้องมีหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ เวลาหยุดก็ไม่เคยตรงกันเลยสักครั้ง มีความคิดถึงและข้อความซึ้งๆ ที่มีให้กันเท่านั้น ทำให้แอนนิต้าเริ่มเข้ามาแทรกกลางในชีวิตของทั้งสอง พยายามสร้างข่าวเป็นมือที่สาม ให้ทั
“สงสัยจะไม่สบายจริงๆ ดูสิหน้าแดงมากเลยปริม เดี๋ยวฉันกับพี่คินจะพาไปหาหมอนะ” เพียงตะวันจูงมือเพื่อนรัก ให้เดินตามไปที่รถ ที่เธอจอดไว้ที่หน้าบ้าน แต่ปริมพิตาขืนตัวไว้“เอ่อ...ฉันไปหาหมอมาแล้วจ้ะตะวัน”“เหรอ งั้นเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวฉันพาไปนะ” เพียงตะวันเข้าไปประคองเพื่อนรักที่ย
“แค่นี้ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือไงธนพล ไปสิ!กลับไปซะ และไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก” ปริมพิตาเบือนหน้าหนี ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“ไม่ ฉันไม่กลับ” ชายหนุ่มกระชากหญิงสาวกอดไว้แน่น จนเธอแทบกระดุกกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่ร้องอู้อี้ที่ซอกคอแกร่ง“ปริม เราพูดกันเข้าใจแล้
“นายกลับไปเถอะ และไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก” หญิงสาวชี้ปลายนิ้วไปที่ประตูห้องนอน เชิดหน้า ไม่ยอมมองชายหนุ่ม“เธอไล่ฉันอีกแล้วนะปริม คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง นี่เหรอสิ่งที่เธอตอบแทนความหวังดีของฉันห่ะ ปริม”“ถ้าเป็นนายเควินนั่น เธอคงไม่ไล่เหมือนหมู เหมือนหมาแบ







