INICIAR SESIÓN'ใบเฟิร์น' เคยรับเป็นติวเตอร์ให้หนุ่มรุ่นน้องอย่างนาย 'เดย์' เพื่อให้เขาตั้งใจสอบ เธอยอมเป็น 'ของรางวัล'ให้เขา ความสัมพันธ์มันควรจบแค่ 'คืนนั้น' กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพัน ใบเฟิร์นจะทำยังไง ในเมื่อเธอมีคนรักเป็นคุณหมอหนุ่มผู้อ่อนโยนอยู่ทั้งคน - ไม่ใช่เพื่อนเล่น -ไอดอลตัวร้ายหัวใจสะดุดรัก -Secret : เล่าเรื่องลับ ฉบับรักร้อน -บังเอิญหรือจงใจ -สถานะ / เพื่อน /รัก
Ver más[ไอดอลตัวร้ายหัวใจสะดุดรัก]
‘เดี๋ยวนี้คนเราบอกรักกันง่ายจริง’
เขาไม่อยากดูถูกแฟนคลับตัวเองนักหรอก แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่าจะมีใครรักเขาที่เป็นเขาบ้างไหม รักที่เขาเป็นนายเวย์ คนธรรมดาเดินข้างถนน ไม่ใช่มิสเตอร์เวย์ไอดอลขวัญใจวัยรุ่นอย่างนี้
อนันดาดีดตัวลุกขึ้นรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องไปทันที!
เริ่มต้น >>>
ตุบ!
“นี่ยัยฟาง เอาหนังสือพวกนี้ไปคืนห้องสมุดให้ด้วยนะ”
‘ฟาง’ หรือ ‘ฟางข้าว’เงยหน้าขึ้นจากสมุดรายงานตรงหน้า เธอขยับแว่นสายตากรอบหนาสีดำขึ้นชิดใบหน้า หนังสือกองสูงเกือบหนึ่งฟุตวางตรงหน้าแต่พอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของก็เห็นหน้าของชมพูกับเพื่อนยืนหัวเราะอยู่
“ตะ...แต่...แต่เราต้องรีบเขียนสรุปกิจกรรมให้อาจารย์เย็นนี้” ฟางข้าวพูดเสียงเบา
“ก็นั่นมันเรื่องของเธอ แต่อย่าลืมที่ฉันสั่ง หรือจะให้ฉันทวงดอกเบี้ยที่น้าเธอยืมไปต่อหน้าเพื่อนๆ ล่ะ” ชมพูเชิดหน้าขึ้น เพื่อนๆ หัวเราะกันใหญ่ ฟางข้าวได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เมื่อทั้งหมดเดินจากไปแล้ว เธอถึงหายใจโล่งขึ้น
‘เกิดเป็นคนจนนี่ลำบากจัง’
ฟางข้าวได้แต่บ่นในใจก่อนมองไปที่นอกหน้าต่าง เวลานี้เพื่อนๆ ต่างทยอยกลับบ้านกันแล้วเหลือแต่ฟางที่ยังคงนั่งอยู่คนเดียวในห้องเลคเชอร์ เธอเป็นนักศึกษาที่ผลการเรียนยอดเยี่ยมมาตลอดซึ่งทำให้เธอได้ทุนเรียนฟรีแต่เธอยังติดขัดเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว หญิงสาวเก็บสมุดรายงานในถุงผ้าแล้วหอบเอาหนังสือกองโตเดินไปห้องสมุดก่อนที่จะปิดบริการ
หกปีแล้วที่พ่อกับแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ฟางข้าวต้องมาอาศัยอยู่กับน้องสาวของแม่ ก็คือ “น้าแหวนนิล” ที่อายุยี่สิบหกปี น้าแหวนนิลเองก็ทำงานเป็นลูกจ้างในร้านเสริมสวยไม่ได้มีรายได้มากนัก บางเดือนที่ชักหน้าไม่ถึงหลังก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบนั่นก็คือบ้านของชมพู ทำให้เธอมักจะถูกชมพูล้ออยู่บ่อยๆบางที่ก็ถูกใช้งานอย่างนี้เสมอ
“อ้าวหนูฟางยังไม่กลับเหรอจ๊ะ”
“เอ่อ...เอาหนังสือมาคืนค่ะ” ฟางข้าวตอบพร้อมรอยยิ้ม
เอื้อมดาว อาจารย์บรรณารักษ์ มองฟางแก้วอย่างเอ็นดูไม่ใช่เพราะคะแนนสอบสูงสุดเท่านั้น แต่เพราะนิสัยเรียบร้อยน่ารักกว่าเด็กวัยเดียวกัน
“เอ๊ะ! หนังสือพวกนี้ฟางไม่ได้ยืมไปไม่ใช่เหรอ”
“เพื่อนฝากคืนค่ะคือฟางต้องมาห้องสมุดอยู่แล้วค่ะ”
เอื้อมดาวรู้ว่าฟางข้าวไม่ได้พูดความจริง เธอโดนเพื่อนแกล้งให้ทำงานหนักกว่าคนอื่นเสมอ
“แล้วนี่คิดเรื่องเรียนต่อหรือยัง หรืออยากทำงานที่ไหน”
“ก็ดูๆ อยู่ค่ะ”
“นักเรียนอัจฉริยะอย่างฟางก็มีแต่คนอยากให้ไปเรียนต่อทั้งนั้นนี่”
“แต่...มีแต่ทุนเล่าเรียนแต่ค่าใช้จ่ายก็ต้องออกเองอยู่ดี ฟางอยากหางานพิเศษทำค่ะ”
“เอาเป็นว่าค่อยๆ คิดดีกว่านะ” เอื้อมดาวเอื้อมให้กำลังใจ
“ขอบคุณค่ะ”
“เย็นแล้วนี่เรากลับบ้านพร้อมกันดีกว่านะ แป๊ปนะ หยิบกระเป๋าก่อน”
“ค่ะ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอื้อมดาวกลับบ้านพร้อมฟางข้าว เด็กสาวมักจะช่วยงานในห้องสมุดเสมอ เธอก็จะตอบแทนด้วยการเลี้ยงข้าวมื้อเย็นก่อนที่จะขับรถพาไปส่ง
“เพลงฮิตติดชาร์จประจำสัปดาห์นี้ได้แก่เพลงแอบรักของมิสเตอร์เวย์ เกาะอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่นมาถึงแปดสัปดาห์อย่างที่ไม่มีศิลปินหน้าใหม่คนไหนทำได้ เรามาฟังเพลงนี้กันตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ ดีกว่าค่ะ”
เอื้อมดาวเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงดีเจสาวในวิทยุออนไลน์ที่เปิดไว้ ขณะนี้ไม่มีวัยรุ่นคนไหนไม่รู้จัก มิสเตอร์เวย์ ที่โด่งดังมาจากการเป็นนายแบบเมื่อปีที่แล้ว ด้วยความสูงถึง190ซม.ทั้งที่อายุเพียง20ปี ใบหน้าคมเข้มที่ไม่ค่อยยิ้มนั้นเป็นเอกลักษณ์ของ มิสเตอร์เวย์ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า มิสเตอร์เวย์คนนี้ชื่อจริงตามบัตรประชาชนว่า อนันดา บัลลังก์ทอง นั้นซิ! ใครจะรู้ว่าเด็กผู้ชายขี้อายที่เคยยืนหลบหลังเธอทุกครั้งที่ถูกถ่ายรูปตอนนั้นจะกลายมาเป็นไอดอลขวัญใจสาวๆ ขนาดนี้
“ฟางเคยฟังเพลงของมิสเตอร์เวย์มั๊ยจ๊ะ”
“มิสเตอร์เวย์?” ฟางทำหน้าครุ่นคิดพลางขยับแว่นให้ชิดใบหน้า เธอมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นภาพโฆษณาน้ำหอมผู้ชายยี่ห้อหนึ่งที่ติดอยู่บนรถประจำทาง ชายหนุ่มมาดเข้มมีสาวๆ ร้องกรี๊ดๆ ในโปสเตอร์
“คนนั้นใช่มั๊ยคะ” ฟางข้าวใช้นิ้วชี้ไปที่โปสเตอร์ข้างรถเมล์สายนั้น
“ตายจริง!ฟางก็รู้จักมิสเตอร์เวย์ด้วยเหรอ ผิดคาดเลยนะเนี่ย” เอื้อมดาวยิ้มออกมา นี่ถ้า ‘หลานชายวายร้าย’ รู้ว่าขนาดเด็กเรียนอย่างฟางข้าวยังรู้จักเขาเนี่ย คงปลื้มนะ!
“ก็ได้ยินเพื่อนๆ คุยในห้องค่ะ” ฟางข้าวยิ้ม ก็ไม่ค่อยรู้จักใครเป็นพิเศษหรอก ส่วนใหญ่ก็ได้ยินจากเพื่อนในห้องพูดกันเท่านั้น
“อาจารย์ก็เป็นแฟนแพลงเหรอคะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ๊ะ” เอื้อมดาวจอดรถที่ปากซอยทางเข้าหมู่บ้านของฟางข้าว “ส่งตรงนี้นะจ๊ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
เด็กสาวผมยาวเดินผ่านโปสเตอร์โฆษณาน้ำหอมขนาดใหญ่อย่างไม่ใส่ใจเดินเข้าซอยที่ลึกประมาณ 500 เมตรเข้าบ้าน บ้านไม้เก่าๆ สองชั้นที่เธออาศัยอยู่กับน้าแหวนนิล บ้านที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น
“เอ๊ะ! วันนี้น้าแหวนนิลกลับเร็วจัง”
“พี่เชื่อใจข้าวจี่ แต่ไม่ไว้ใจคนอื่น” เขาทำเสียงขึ้นจมูก ก็ดูสิ เจ้าเด็กวันใหม่อะไรนั้น รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นแฟนของขวัญข้าว ยังพยายามจีบขวัญข้าวให้น้าตัวเองอีก ไอ้หมอนั้นก็ชอบตาวิ๊งๆ วิบวับเสียด้วยสิ จะไม่ให้เป็นกังวลได้ยังไงหญิงสาวหัวเราะคิกคักแล้วเอียงตัวซบไหล่ของคนรัก “พี่ตุลย์นี่เหมือนครีมมี่เลยนะคะ”“หะ! อะไรนะ!” ทำไมเอาเขาไม่เปรียบกับแมวอ้วนหน้าตายนั้นด้วยเล่า! “ก็ชอบทำหน้านิ่งๆ เก็บอารมณ์ไง” ขวัญข้าวหัวเราะเสียงใส “แต่ในใจนะรักมาก”“พี่นะรักมาก แต่ไอ้แมวอ้วนนั้นมันแสดงความรักยังไง สำนึกบุญคุณคนที่ช่วยมันบ้างไหม” ตุลาส่ายหน้า เขาไม่เชื่อเลยสักนิดว่าว่าไอ้แมวอ้วนตัวนั้นจะรักใครเป็น “ยังไงก็สู้เจ้าฟูฟูของพี่ไม่ได้หรอก”เขาหมายถึงแมวลายสลิดที่หิ้วคอมา ถ้าพูดกันตามจริง เขาเองก็หาข้ออ้างให้ขวัญข้าวย้ายมาอยู่กับเขา พยายามเค้นสมองคิด สารพัดเหตุผลที่หว่านล้อมให้เธอมาอยู่กับเขา จนวันหนึ่งเขาบังเอิญไปเจอแมวน้อยอยู่ในพงหญ้าข้างโรงงาน ทันทีที่สบตากับดวงตากลมใสก็คิดได้ในทันทีว่า มีแต่แมวเท่านั้นที่จะทำให้ขวัญข้าวยอมมาอยู่บ้านเดียวกันได้ ตุลาขับรถมาถึงคอนโดของเขา หรือจะพูดให้ถูกคือแม
“พี่ข้าวจี่”เด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมต้นส่งเสียงเรียกทันทีที่เห็นหญิงสาวร่างเล็กกำลังเดินเข้ามาในบ้าน แต่สายตาปะทะกับเจ้าของร่างสูงใหญ่ก็ชะงักไปทันที วันใหม่ยกมือไหว้ขวัญข้าวกับตุลาแล้วเอื้อมมือไปจูงมือหญิงสาวให้เข้าไปนั่งในบ้าน“มากรุงเทพฯกี่วันคะ วันใหม่จะจองตัวพี่ข้าวจี่ไปเที่ยว” เด็กสาวนั่งข้างขวัญข้าว ตั้งแต่ไปรับ ‘ครีมมี่’ กลับบ้าน เธอกับขวัญข้าวยังติดต่อกันอยู่ทั้งทางไลน์และเฟซบุ๊ก เมื่อไรที่ขวัญข้าวมากรุงเทพฯก็มักจะมาเยี่ยมเธอกับเจ้าแมวอ้วนเสมอ“แฟนพี่เขาเป็นคนกรุงเทพอยู่แล้ว จะอยากเที่ยวกรุงเทพทำไม” ตุลาพูดหน้านิ่งแล้วปรายตามองเจ้าแมวอ้วนที่ดูเหมือนยังคงความอ้วนเท่าเดิม เจ้าแมวสีขาว-ครีมยังคงหรี่ตามองเขาเหมือนที่เคยเป็นมาแต่เลือกเดินไปหาขวัญข้าวแล้วคลอเคลียเบาๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม“แล้วไม่ได้พาฟูฟูมาด้วยเหรอคะ” วันใหม่ถามถึงเจ้าแมวลายสลิดที่ขวัญข้าวรับเลี้ยง“คุณแม่ของพี่ตุลย์ดูแลให้ค่ะ” เธอยิ้มแล้วอุ้มเจ้าครีมมี่หรือฟูฟูขึ้นมานั่งบนตัก “คิดถึงกันไหม”“หน้าตาแบบนี้เคยคิดถึงใครเป็นด้วยเหรอ” ตุลาอดแขวะแมวไม่ได้ เจ้าฟูฟูแมวลายสลิดของเขายังแสดงสีหน้าอารมณ์มากกว่
“ไปกันสองคนน้า-หลานก็ได้ดีนะ วินขับรถไม่เร็วปลอดภัยอยู่แล้ว วันใหม่ก็ห้ามดื้อกับคุณน้านะ” พ่ออดดุลูกล่วงหน้าไม่ได้“วันใหม่จะเป็นเด็กดีค่ะ!”สรุปได้ตามนี้ อัศวินโทรศัพท์นัดหมายกับหญิงสาวที่ดูแลแมว แต่พูดคุยได้ไม่กี่คำ ก็มีเสียงผู้ชายแทรกและเป็นฝ่ายคุยนัดหมายเวลากับเขาเอง“ผมชื่อตุลา มาถึงแล้วก็โทรถามทางกับผมได้” “ขอบคุณครับ”อัศวินถอนหายใจเบาๆ เขาจะไปเสียเที่ยวหรือเปล่านะ แต่ช่างเถอะ ถือว่าพาหลานไปเที่ยวก็แล้วกัน เพราะพี่สาวมีอาการเมารถทุกครั้งที่ต้องเดินทางไกล งานนี้เขากับหลานสาวจึงไปกันสองคน พักรถเป็นระยะๆ ทำให้ไปถึงที่หมายช้ากว่าปกติ ซึ่งเขาก็โทรหาหญิงสาวที่ดูแลแมวแล้ว“น้าวินคิดว่าจะเป็นครีมมี่ไหมคะ”“คิดสิ” เขายิ้ม แล้วขับรถไปตามแผนที่ที่ตุลาให้ไว้ ไม่นานเขาก็มาถึงที่หมาย ทว่าเพียงจอดรถหน้าบ้านหลังหนึ่งก็เห็นความวุ่นวาย ชายหนุ่มคนหนึ่งอุ้มแมวไว้ในอ้อมอก ส่วนชายอีกคนนอนหงายหมดสภาพโดยมีหญิงสาวอีกคนประคอง เขาได้ยินเสียงทะเลาะไม่ถนัดนัก แต่จับประเด็นได้ว่าสองคนนั้นจะมาขโมยแมว“ครีมมี่!” วันใหม่ร้องขึ้นที่เห็นแมวสีขาวครีมแต่เพราะผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นหน้าตาดุเหมือนยักษ์ในนิทานทำให้
ไม่กี่นาทีต่อมา แม่บ้านเป็นคนยกกาแฟดำมาให้โดยมีเด็กหญิงวันใหม่เดินตามมาด้วย “ป้านงค์ช่วยไปตามพี่สาวผมให้หน่อยนะครับ” “ได้ค่ะคุณวิน” “วันใหม่อยู่กับคุณน้าได้ไหมคะ” เด็กหญิงอ้อนวอนด้วยสายตา “นั่งเฉยๆนะครับ คุณน้าต้องการสมาธิ” เขายิ้มให้หลานสาวที่ตัวเองเห็นมาตั้งแต่เกิด ไม่ต่างจากเจ้าแมวที่กำลังค้นหาอยู่ พ่อกับแม่มีลูกสองคน คือพี่สาวและตัวเขา แรกทีเดียวครอบครัวเราไม่ได้มีฐานะใหญ่โตอะไรนัก แต่พ่อมีที่ดินอยู่มาก พี่สาวแต่งงานกับพี่เขยที่เป็นลูกกำพร้าจึงเป็นฝ่ายย้ายเข้ามาอยู่บ้านเดียวกัน ที่สำคัญคือพ่อกับแม่ช่วยเลี้ยงลูกหรือน้องวันใหม่ให้ด้วย พี่เขยเริ่มจับธุรกิจอสังหาริมหทรัพย์ พ่อกับแม่ตัดสินใจแบ่งทรัพย์สินให้เขาและพี่สาว เพื่อให้พี่เขยได้มีเงินก้อนไปลงทุน ฐานะการเงินของครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ หลังจากเรียนจบเขาก็เข้ามาช่วยงานพี่เขย ธุรกิจก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีเงินหมุนเวียนเก้าหลักล้านในเวลาไม่กี่ปี ทุกช่วงเวลาของชีวิตในครอบครัวจะภาพที่แม่อุ้มแมวไว้บนตักเสมอ เป็นความทรงจำที่อบอุ่นทุกครั้งที่คิดถึง แม้แต่กั