Masukปึง!อะไรบางอย่างที่กระแทกประตูจากทางด้านนอก ส่งผลให้มู่หรงอู่ที่เกือบผลอยหลับระหว่างนั่งรอถึงกับสะดุ้งสุดตัวคนตัวเล็กเอามือลูบอกคล้ายต้องการปลอบขวัญตนเอง เขาคงเหน็ดเหนื่อยจากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงได้มีอาการดังกล่าว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเลียนแบบพฤติกรรมของท่านอาซวงจอมขี้เซา“ท่านอาซวง”ครั้นตื่นตัวอย่างเต็มที่ มู่หรงอู่ก็ร้องหาเจ้าของกลิ่นกายหอมกรุ่นเป็นอันดับแรก ร่างเล็กๆ หย่อนตัวลงจากเก้าอี้นวลภายในห้องที่ปิดม่านจนมืดสลัว เดินไปยังเตียงใหญ่ภายในห้องนอน เลิกผ้าโปร่งที่คลุมอยู่เพื่อให้มองเห็นหญิงสาวได้อย่างถนัดตานับตั้งแต่ท่านอาซวงกลับมาจากการพูดคุยกับอาจารย์ของนาง เทพธิดาสาวก็เอาแต่นอนอยู่บนเตียงเหอเหยาจวงบอกกับเขาว่าเขายังต้องเตรียมการอีกหลายอย่างเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายเทพลังตบะให้แก่ท่านอาซวงมู่หรงอู่จะไม่เข้าใจนักว่าสถานการณ์ตอนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร หากเขาก็ดูออกว่าหลิวฟางซวงน่าจะเสียใจเรื่องอายุขัยของเหอเหยาจวงที่ใกล้หมดลงจะมีคนตายอีกแล้ว...เด็กชายร่างเล็กเขยิบตัวขึ้นมานั่งที่ปลายเตียงพร้อมกับทอดสายตามองเปลวเทียนที่เต้นระริกอย่างเหม่อลอยเขาจำภาพที่มาร
第十九章ท่านอากับฐานะที่แท้จริง กรร...เสียงคำรามของสัตว์ป่าหลากหลายชนิดแฝงด้วยจิตสังหารอันโหดเหี้ยมนับแต่พวกเขาย้ายมาอยู่ในป่าแห่งนี้ อี้เฟิงหลงไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมายจนกระทั่งวันนี้ปกติแล้วพอพวกมันได้กลิ่นสาบจากหงหยางจูและเขา ย่อมเป็นธรรมดาที่สัตว์เดรัจฉานจะมิกล้าเฉียดเข้ามาใกล้ตามสัญชาตญาณแต่สำหรับสัตว์ที่มีนัยน์ตาแดงก่ำจากการถูกหมู่มารสิงสู่เหล่านี้คงถือเป็นข้อยกเว้นอี้เฟิงหลงซึ่งอยู่ในเรือนไม้กับผู้เฒ่าจางกั๋วเหล่ามองท่าทีคุกคามของสัตว์เป่าเหล่านั้นก็ปิดเปลือกตาลงครึ่งหนึ่งหลังสิ้นเสียงระฆังและกลองเปิดศึกจากภพสวรรค์ อี้ปั๋วซึ่งได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างจากบุตรชายก็เร่งรุดกลับทะเลตงไห่ ส่วนอี้เฟิงหลงยืนกรานว่าสภาพของเขายามนี้มิอาจเข้าร่วมสงครามจึงอยู่ต่อเพื่อปรึกษาหารือเรื่องสำคัญกับจางกั๋วเหล่า...นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีสัตว์ใหญ่น้อยซึ่งถูกไอมารแทรกซึมบุกเข้ามาโจมตีพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง!“ที่สุดแดนพงไพรก็หนหนึ่งแล้ว” อี้เฟิงหลงขมวดคิ้ว พยายามหาสาเหตุที่เหล่ามารเลือกโจมตีป่าลึกที่ไม่มีความสำคัญอะไรไม่นานนัก เด็กชายก็นึกออก“พวกมันตามพลังวารีพิสุทธิ์ของ
สิ้นเสียงของหัวหน้าเผ่ากิเลน นักรบที่บ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส บ้างก็แค่เล็กน้อยต่างก็แปลงกายเป็นกิเลนสีต่างๆ กิเลนยี่สิบตนเชิดเขากวางบนศีรษะขึ้นสูง เปล่งแสงสว่างจ้าคล้ายกำแพงและขยายวงกว้างชนเข้าด้วยกันเป็นแถบเดียวม่านพลังของเผ่ากิเลนล้อมกรอบทะเลสาบจันทราจมที่กระเพื่อมไหวอย่างเกรี้ยวกราด ผนึกแก้วสีขุ่นทรงหกเหลี่ยมผุดขึ้นจากผิวน้ำ กระแสลมแรงพัดต้นไม้บริเวณนั้นจนล้มหักโค่น ไอมารเอ่อทะลักเข้ามาทางทิศเหนือส่งเสียงคำรามอันน่าขนลุกเปรี้ยง!สายฟ้าสีดำทะมึนฟาดประดังเข้าใส่ผนึกที่กักขังจอมมารไว้ภายใน กระแสไฟฟ้าแล่นจากผนึกแก้วไหลลงสู่พื้นน้ำเกิดเป็นเสียงเปรี๊ยะๆ ก้องกังวาลไปทั่วหลี่อวิ๋นคบกรามระงับความเจ็บปวดเมื่อคลื่นใหญ่ที่มีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านโถมเข้าใส่ มันจนกับม่านพลังของพวกเขาจนเกิดเสียงเสียดสีแสบแก้วหูลำพังหากต้องรับมือกับจอมมารนั้นถือว่ายากแล้ว บัดนี้ยังมีหมู่มารทางด้านนอกที่พุ่งตัวชนเข้ากับม่านพลังทางด้านนอกอีก...งัง...!ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังจากฟ้าเบื้องบนก็ดังกึกก้องเปรี้ยง!สายฟ้าสีขาวฟาดลงมาจากภพสวรรค์ ร่างของกิเลนสีแดงทองที่สั่นเทาเพราะความเจ็บปวดจากการรองรับการโจมตีเบนสายตาไป
ร่างระหงใช้มือบีบแขนตนเองคล้ายต้องการระบายความรู้สึกอันหลากหลายที่กำลังเผชิญอยู่นางเริ่มเข้าใจแต่ก็ยังโกรธและโมโหตนเองที่ไม่เอาไหน จนกลายเป็นภาระของท่านอาจารย์ไม่จบไม่สิ้น!“ท่านอาจารย์ ชีวิตนี้ของศิษย์ถือเป็นหนี้ท่าน” นางคุกเข่าพร้อมหมอบกราบแทบเท้าของผู้มีพระคุณที่ชุบเลี้ยงตนมา “ศิษย์ขอสัญญาว่าจะยุติสงครามในครั้งนี้ให้ได้ ทั้งสองฝ่ายจะสูญเสียน้อยที่สุด แม้ว่าต้องแลกด้วยชีวิตของศิษย์ก็ตาม”เหอเหยาจวงทอดมองผู้ที่มีชะตากรรมช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไขพลางถอนหายใจช้าๆท้ายที่สุดแล้ว คงไม่มีใครพร้อมที่จะเสียสละเพื่อนางอย่างแท้จริงเลยสักคนน่ะ...สุดท้ายปรมาจารย์ผู้เลื่องชื่อก็เลือกที่จะตัดใจ ถือเสียว่ามันคือสิ่งที่โชคชะตากำหนดมาแล้ว “เหลือเวลาอีกไม่มาก พวกเรารีบไปกันเถิด”หลิวฟางซวงหยัดกายขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วผินใบหน้าไปยังมู่หรงอู่ “เจ้าไปรออยู่กับจงหยางจูเถิด”“แต่ว่าข้าเป็นห่วงท่านอา...”เหอเหยาจวงที่เดินนำหน้าสะดุดใจบางอย่างจึงหมุนกายกลับมาพิจารณามู่หรงอู่ นัยน์ตาของผู้สูงวัยหรี่ลงเมื่อเกิดความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง “เด็กน้อยผู้นี้คือ?”“ท่านอาจารย์ เด็กคนนี้มีนามว่ามู่หรงอู่ ท่า
“ของที่ข้าสั่งให้รวบรวมมา ครบแล้วใช่หรือไม่”เฉียนอวี่เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ กระทั่งของที่หายากที่สุดอย่างเล็บและเขาของกิเลนนางยังหลอกล่อศิษย์พี่รองจนได้มา ของชิ้นอื่นมีหรือจะเหลือบ่ากว่าแรง“ของน่ะครบแล้ว แต่ไม่รู้ว่าด้วยสภาพร่างกายของศิษย์พี่สามจะรับไหวหรือไม่”“หมายความว่าอย่างไร” เทพธิดาสาวตามบทสนทนาของทั้งสองไม่ทันภูตจิ้งจอกแฝดผู้น้องหันมาเลิกคิ้วใส่นาง ศิษย์พี่สามช่างไม่รู้อะไรบ้างเสียเลย “ท่านอาจารย์วางแผนถ่ายทอดพลังตบะทั้งหมดให้แก่ท่าน”“หา!” กลับกลายเป็นเฉียนเสวี่ยเสียเองที่ร้องอุทานด้วยความตกใจ “อวี่ ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่องการดับสูญของท่านอาจารย์มาก่อนแล้ว...”เขาเพิ่งรู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้เพราะท่านอาจารย์เรียกให้เขาไปผูกดวงชะตา ใครจะนึกเล่าว่าที่แท้ท่านอาจารย์ทราบมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ถ้าท่านอาจารย์ทราบ แล้วท่านเรียกเขามาผูกดวงเพื่ออะไรเฉียนเสวี่ยครุ่นคิดไม่ตกก็ถามออกไปตรงๆ “ท่านอาจารย์ ไยท่านจึงได้เรียกศิษย์ไปผูกดวงให้แก่ท่าน”“ข้าต้องการเวลาที่แน่นอน” ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ เหอเหยาจวงก็ไม่คิดปิดบังอีกฝ่ายเฉียนอวี่ยกมือกอดอกพลางทำสีหน้าอึดอัด “ส่วนข้าก็รู้ด้วยความบังเอิ
第十八章ท่านอากับการแบกรับโชคชะตาหากสาเหตุที่ทำให้เผ่าสวรรค์ลั่นกลองเปิดศึกเกิดจากผนึกของจอมมารเสื่อมสภาพลง แล้วผู้นำกับนักรบแห่งเผ่ากิเลนที่เฝ้าอยู่ที่นั่นเล่า... จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่บัดนี้หลี่ลู่ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของบิดาและคนร่วมเผ่ามีสีหน้าย่ำแย่ เสียงลั่นกลองศึกของเผ่าสวรรค์ดำเนินอยู่ครึ่งเค่อก็เงียบหาย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศคุกกรุ่นที่สั่นสะท้านไปทั่วทั้งสามภพภูมิแม้ยามนี้อยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์และหลิวฟางซวง แววตากลับล่องลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเทพธิดาสาวละสายตาจากเฉียนเสวี่ยมามองเหอเหยาจวง “ท่านอาจารย์ เผ่าสวรรค์ลั่นกลองศึกแล้ว” นางรู้ว่าไม่ช้าไม่เร็ววันนี้ก็ต้องมาถึง เพียงแต่ไม่คาดคิดว่ามันจะประจวบเหมาะกับที่นางถูกทำร้ายบาดเจ็บ ชายชราไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม “เจ้าได้พบกับจางกั๋วเหล่าแล้วใช่หรือไม่”หลิวฟางซวงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ความปวดร้าวบริเวณหน้าอกทำให้นางสูดหายใจเข้าออกเพื่อระงับความเจ็บปวด “ได้พบแล้ว”“แล้วเจ้าได้ตัดสินใจเลือกแล้วหรือยัง”คำถามจากเหอเหยาจวง ส่งผลให้มู่หรงอู่กับหงหยางจูหันไปมองหน้าหลิวฟางซวงโดยพร้อมเพรียงกันเด็
第二章ท่านอานอนละเมอกลิ่นอาหารหอมฉุยปลุกให้ผู้ที่แอบงีบหลับบนตั่งยาวสูดหายใจเข้าลึก ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นร่างสามร่างซึ่งผูกผ้ากันเปื้อนไว้ครึ่งตัวกำลังง่วนกันอยู่ในครัว พวกเขาล้วนต้องใช้เก้าอี้ต่อขายืนเรียงกันไปเพื่อเพิ่มความสูง แลดูน่าขันและน่าเอ็นดูไปในเวลาเดียวกันความจริงเด็กเหล่านี้ก็น่ารั
เสียงของมู่หรงอู่งึมงำในลำคอจนนางได้ยินไม่ถนัด ครั้นตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี ก็ถูกขัดจังหวะขึ้นมาด้วยเสียงของใครบางคน“ข้าหิวข้าว”หลิวฟางซวงเลิกคิ้ว ดวงตาสีอำพันเบนไปยังเจ้าของเสียงแหบเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องนอนซึ่งอยู่ใกล้สุด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อประสานสายตาเข้ากับเด็กชายในชุดสีด
คำถามของหงหยางจูช่างตรงข้ามกับการกระทำโดยสิ้นเชิง แม้เขาจะพูดเหมือนขออนุญาต หากร่างมันวาวที่ห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดขาวยวงสีงาช้างกลับเลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ใกล้ๆ ลำคอเจ้าของเตียงอย่างถือวิสสาสะนางกระถดคอหนีเพราะรู้สึกจั๊กจี้ “แล้วมังกรอย่างอี้เฟิงหลงจะหนาวด้วยอีกคนหรือไม่” แม้จะไม่ค่อยอยากถือสาเด็ก ทว่าถ
“อ้อ... เจ้าพูดถึงท่านผู้เฒ่าขึ้นมาก็ดีแล้ว” เสียงหวานปานระฆังแก้วยืดยานกว่าปกติเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความง่วงงุนที่เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ในจิตใต้สำนึก “ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”“ท่านอาซวงอยากรู้หรือขอรับ” มู่หรงอู่ถาม ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดารานับพันดวงอยู







