Mag-log inฝ่ายบุคคลส่งเลขาใหม่มาให้ว่าที่ประธานบริษัท แต่แค่แรกพบก็ไม่สบอารมณ์ เธอทำอะไรก็ดูขัดตาขัดใจเขาไปซะหมด แต่ไหงไปๆ มาๆ แค่ทำงานวันแรกก็นอนกอดกันกลมซะแล้วล่ะ!! ---------- 'การันต์' ชายหนุ่มวัย 27 ปี ผู้ชายที่ขึ้นชื่อได้ว่าเพอร์เฟกต์ที่สุดคนหนึ่ง หล่อ รวย ทำงานเก่ง ยกเว้นก็แต่นิสัยนิ่ง เงียบ ดุดัน เขาเป็นรองประธานบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานบริษัทในอนาคต ตั้งแต่เข้ามาทำงาน เขาไม่เคยมีเลขาเป็นของตัวเองเลย ถามไปฝ่ายบุคคลก็อ้างตลอดว่ายังไม่เจอคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 'นารา' - หญิงสาววัย 25 ปี หน้าตาน่ารัก จิ้มลิ้ม มองโลกในแง่ดี นักเรียนทุนปริญญาโทจากอเมริกา จุดมุ่งหมายของเธอคือการหางานตามสายที่เรียนมาเพื่อเก็บเงินให้ได้สักก้อนแล้วเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เรื่องราวไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เมื่อความซุ่มซ่ามของเลขาสาวทำให้คุณเจ้านายไม่พอใจ แต่ในขณะเดียวกันความสดใสน่ารักก็มัดเขาซะอยู่หมัด พบกับความคลั่งรัก แซ่บนัว ดราม่านิดๆ ฟีลกู๊ดหน่อยๆ พร้อมกับปมในวัยเด็ก ที่ทั้งคู่ต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้...
view more| การันต์ |
‘การันต์’ ชื่อนี้ใครได้ยินก็ต้องรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเหล่าบรรดาพนักงาน คู่ค้า หรือแม้กระทั่งลูกค้าของเดอะมาสเตอร์ บริษัทเอเจนซีโฆษณาที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย และกำลังขยายสาขาไปตามหัวเมืองใหญ่ในยุโรปและอเมริกา
บริษัทแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยคุณ ‘การุณ’ ประธานกรรมการ บริหารของบริษัท ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือคุณพ่อบังเกิดเกล้าของผมเอง ชายหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงที่ย้ายมาอยู่ไทยตั้งแต่สมัยวัยรุ่น และพบรักกับคุณ ‘สุนทรี’ หญิงสาวชาวไทยเชื้อสายจีน บ้านช่างทองแถวเยาวราช
ทั้งสองอยู่กินกันได้ไม่นาน ก็มีทายาทเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งก็คือ ตัวผมเอง ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริหาร และต้องมารับไม้ต่อแทนพ่อ ที่กำลังจะวางมือไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ในระยะเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้
ที่เดอะมาสเตอร์ ทุกคนมักจะมองผมด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคุณหนูมาดเท่ สุขุม นิ่ง เงียบ ดุ และบางทีก็ดูจะหยิ่งๆ เสียด้วยซ้ำ แต่นั่นแหละครับ เพราะเหตุผลเหล่านี้ ชีวิตของผมจึงแทบไม่มีสาวๆ คนไหนกล้าเข้ามาทำความรู้จักผูกสัมพันธ์ด้วยเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมต้องรับตำแหน่งชายโสดผู้สันโดษกับชีวิตคู่มาจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้นเวลาในชีวิตของผมส่วนมาก จึงอุทิศให้กับการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยกิจวัตรในทุกๆ วันก็มักจะเหมือนเดิม ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้นนัก เช้ามาก็ตื่นไปทำงาน ดึกๆ ก็กลับบ้านนอน วนลูปอยู่อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายปี
เช้าวันนี้ก็เช่นกัน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนทุกวันที่ผ่านมา หลังจากตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ พอเดินลงมายังชั้นล่างของบ้าน ก็จะพบเจอกับภาพของคุณการุณและคุณสุนทรีที่นั่งจีบกันกะหนุงกะหนิงไม่มีเบื่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร
ผมเดินเข้าไปหาพวกเขาทั้งสอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยทักทายอะไรออกไป พ่อผมก็ชิงทักขึ้นมาก่อน
“เออ การันต์ วันนี้ช่วงบ่ายมีประชุมกับทีมสิงคโปร์ ลูกว่างไหม เข้าแทนป๊าหน่อย”
“พอดีวันนี้ป๊ากับม้ามีนัดกับเพื่อน แล้วประชุมกับทางทีมสิงคโปร์นัดนี้ ทางฝั่งโน้นก็เพิ่งนัดมาแบบเร่งด่วน ขยับคิวไม่ได้ ยังไงก็ช่วยดูแลแทนป๊าเขาหน่อยนะลูก” คุณสุนทรี คุณแม่คนสวยของผมเอ่ยปากย้ำ
“โอเคครับ วันนี้ช่วงบ่าย คิวงานผมยังว่างอยู่ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมไปทำงานก่อนนะครับ มีประชุมแต่เช้า” ผมตอบกลับพร้อมโผเข้าไปหอมแก้มชายหญิงทั้งคู่ ก่อนหยิบกล่องแซนด์วิชและแก้วทัมเบลอร์ใส่กาแฟดำที่แม่บ้านทำไว้ให้ เดินออกไปขึ้นรถตู้สีดำคันหรูที่จอดรออยู่หน้าบ้าน
‘พี่สุเมธ’ คนขับรถคนสนิทยืนรอผมอยู่ตรงประตู เมื่อผมขึ้นรถแล้ว เขาจึงจัดแจงปิดประตู พร้อมออกเดินทาง
รถแล่นออกจากบ้านหลังโต ฝ่าการจราจรที่ติดขัดไปยังตึกของบริษัท ตั้งอยู่กลางย่านธุรกิจของเมืองหลวง ส่วนบ้านผมอยู่ห่างออกไปเกือบถึงแถบชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ตีคร่าวๆ ก็น่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ เดินทางจากบ้านฝ่ารถติดขึ้นทางด่วนไปยังบริษัท
เวลารถติดอาจจะฟังดูน่าเบื่อหน่ายสำหรับใครหลายๆ คน แต่ผมกลับชอบช่วงเวลานี้นะ ผมมักจะใช้มันทบทวนงาน นั่งอยู่กับตัวเอง คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย หรือแม้กระทั่งฟังเพลงที่ตัวเองชอบ
ตอนนี้ผมนั่งไถไอแพดไปเรื่อยๆ พลางเสียบหูฟัง ก่อนเปิดแอปพลิเคชันเล่นเพลงโปรด และหยิบแซนด์วิชขึ้นมานั่งกินไปเรื่อยๆ นี่คือกิจวัตรของผมในทุกๆ เช้า จะว่าน่าเบื่อก็ใช่ แต่จะว่าชอบก็ไม่เชิง
เผลอแป๊บเดียว รถตู้คันหรูที่ผมนั่งอยู่ก็เลี้ยวเข้าไปยังทางเข้าของตึกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ผมเก็บของเข้ากระเป๋าเสร็จสรรพ มองผ่านหน้าต่างเตรียมตัวจะลงจากรถ พลันสายตาดันมองไปเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง กำลังมีปัญหากับรถยนต์มากมายที่กำลังวนหาที่จอด
วันนี้ดูเหมือนว่ารถผู้มาติดต่องานจะเยอะกว่าปกติ อาจเป็นเพราะมันเป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ และดูเหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังยืนเถียงกับพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกความสนใจจากผมมากนัก ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ของเขาไป
เมื่อรถมาหยุดตรงประตูหน้าตึก ทันทีที่ผมก้าวเท้าเดินเข้าไป แน่นอนว่าพนักงานที่อยู่บริเวณโถงชั้นล่าง เมื่อเห็นคุณการันต์ปั๊บ ทุกคนต่างก็ต้องหยุดทุกการกระทำที่ทำอยู่ บ้างก็ยกมือไหว้ บ้างก็โค้งคำนับให้ ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะเป็นเด็กใหม่หรือแก่ใกล้เกษียณแค่ไหนก็ตาม ซึ่งภาพพวกนี้เป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตาในทุกๆ วัน
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากพยักหน้าทักทายทุกคนที่พบเจอ ผมจึงรีบเดินไปยังลิฟต์สำหรับผู้บริหารตัวด้านในสุด ซึ่งโดยปกติ ‘ลุงช่วง’ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัท จะคอยเข้าไปในลิฟต์ กดปุ่ม และขึ้นไปส่งผมจนถึงชั้นยี่สิบเก้า ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึก และเป็นชั้นสำหรับผู้บริหารที่ห้องทำงานของผมตั้งอยู่
“ลุงช่วงครับ วันนี้ไม่ต้องขึ้นไปส่งผมก็ได้นะ วันจันทร์ต้นสัปดาห์มีคนนอกเข้ามาติดต่องานที่บริษัทเราค่อนข้างเยอะ ผมเห็นเหมือนมีปัญหาเรื่องที่จอดรถตรงฝั่งด้านหน้าอาคาร ผมว่าลุงรีบไปช่วยจัดการเถอะครับ”
“รับทราบครับ” ลุงช่วงทำท่าตะเบ๊ะตอบรับ และรีบวิ่งไปยังลานจอดรถตามที่ผมสั่ง
เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นที่ผมยืนอยู่ และเปิดประตูต้อนรับผู้โดยสาร ผมจึงเดินเข้าไปด้านใน กดปุ่มตัวเลขชั้นยี่สิบเก้า และกดปุ่มปิดประตูลิฟต์ต่อจากนั้น
แต่เมื่อประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง ทันใดนั้นเอง มือมือหนึ่งก็ยื่นเข้ามากั้นประตู พร้อมเสียงตะโกนบอกคนข้างใน
“รอด้วยค่ะคุณ”
เซนเซอร์ตรงประตูลิฟต์ทำงาน ประตูเปิดออกอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะผลักตัวเองให้เข้ามาในลิฟต์ที่กำลังปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ ผมดูท่าทางของหญิงสาวคนนี้แล้วมันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง เธอดูทะเล่อทะล่า เซเข้ามาจนเกือบจะชนผมเข้าให้ ดีที่ผมขยับหนีทัน
เฮ้อ...เริ่มต้นวันแรกของสัปดาห์ ก็รู้สึกถึงความโชคร้ายซะแล้ว! ผมเองตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรที่มีคนมาขึ้นลิฟต์ร่วมกันกับผม รู้งี้ให้ลุงช่วงขึ้นมาด้วยก็ดี
ไม่ใช่เพราะถือตัวหรืออะไรหรอกนะครับ เหตุผลก็แค่ผมเองมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ คือการชอบขึ้นลิฟต์คนเดียวหรือกับคนที่สนิทคุ้นเคยเท่านั้น หากต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่รู้จักในที่แคบๆ แบบนี้ จะรู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที
แต่ช่างเถอะ...ก็ผมไล่ลุงช่วงไปเองนี่เนอะ!
ผมชายตามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาว ผมยาวสลวย หน้าหวาน จิ้มลิ้ม แต่ดูเธอตอนนี้สิ ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ ตามองปุ่มเลขชั้น ทำท่าจะกด แต่สุดท้ายก็ดึงมือกลับ แล้วยกมือไปเกาหัวตัวเองแกรกๆ ไหวไหมเนี่ย ดูเธอสิ…เกาหัวจนผมฟูเสียทรงหมดแล้วแม่คุณ!
ผมยังคงรู้สึกงุนงงกับหญิงสาวผู้นี้ เพราะตอนนี้ลิฟต์กำลังมุ่งหน้าไปยังชั้นเดียวกันกับที่ผมกำลังจะไป เด็กนี่อาจจะมาส่งเอกสารชั้นยี่สิบเก้าก็ได้มั้ง ผมคิดในใจ...
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล











