เข้าสู่ระบบเมื่อผู้หญิงที่เพื่อนๆ ตั้งสมญานามว่าแม่ชีอย่างเธอจับพลัดจับผลูต้องมาเจอกับผู้ชายหน้านิ่งที่เอะอะกอด เอะอะจูบอย่างเขา อา…แล้วพ่อคุณก็ดันเป็นโรคนอนไม่หลับ จะต้องนอนกอดเธอเท่านั้นด้วย แบบนี้เธอจะเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะ “ชอบอาหารเหนือไหม” “ชอบมากเลยคุณ ให้กินทุกวันยังได้เลย” “มากพอจะอยู่ที่นี่ไหม” “แค่กๆๆ” …………… …………………………………………………………………………………………………………………………
ดูเพิ่มเติมเมื่อความฝันของเธอเต็มไปด้วยภาพหลอนที่แสนเย้ายวน...และผู้ชายที่ก้าวเข้ามาก็อันตรายเกินกว่าจะต้านทาน
เธอจำสัมผัสเร่าร้อนในคืนนั้นไม่ได้... ทว่าเขากลับตีตราจองทุกตารางนิ้วบนร่างกายเธอไว้ในความทรงจำอย่างไม่มีวันลืม...
ดวงตาคมกริบไล่มองใบหน้าสวยล้ำราวกับรูปปั้นนั้นอย่างละเอียดทุกลายเส้น จนมาหยุดนิ่งที่ดวงตาใสซื่อที่เปี่ยมไปด้วยน้ำตาคู่นั้น ดวงตาที่ทำให้หัวใจแกร่งที่ด้านชากระตุกวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ใครกัน... ที่ส่ง ‘ของขวัญ’ ล้ำค่าแบบเธอมาให้ฉันถึงที่นี่?”
ปัจจุบัน...
อลิซ เด็กสาวอายุ 21 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่มีใบหน้าสวยหวานสดใส ดวงตากลมของเธอโตบริสุทธิ์ กำลัง หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารกระจกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ หัวใจดวงน้อยเต็นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก วันนี้ไม่ใช่แค่เพียงวันแรกของการฝึกงานในบริษัทระดับโลก แต่มันคือวันแรกที่แม่ยอมปล่อยมือให้เธอได้ก้าวออกมาเผชิญโลกกว้างและใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่จริงๆ เสียที
“เอาล่ะอลิซ... เธอทำได้ สู้เขา!”
เด็กสาวพึมพำกับตัวเองพลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ เธออยู่ในชุดนักศึกษาที่รีดจนเรียบกริบ รองเท้าส้นสูงสีขาวสะอาดตาก้าวฉับๆ ผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไป พนักงานในชุดสูทภูมิฐานเดินสวนกันไปมาด้วยท่าทางเร่งรีบ ทุกคนดูคล่องแคล่วและเป็นมืออาชีพจนอลิซรู้สึกว่าตัวเองดูตัวเล็กจ้อยลงไปถนัดตา
มือบางขยับสายสะพายกระเป๋าให้เข้าที่ ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตามที่ระบุไว้ในอีเมลตอบรับ
“สวัสดีค่ะ... หนูมาฝึกงานค่ะ ชื่ออลิซค่ะ”
เธอยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋ม พยายามคุมน้ำเสียงให้ดูสดใสและมั่นใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ พนักงานหญิงหลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์ สายตาคู่นั้นกวาดมองอลิซตั้งแต่หัวจรดเท้า... หนึ่งครั้ง... แล้วมองซ้ำอีกครั้งอย่างพิจารณา
สายตานั้นไม่ได้มีความเป็นมิตรอย่างที่อลิซคาดหวัง แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและประเมินค่าบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
“ฝึกงาน?” พนักงานคนนั้นทวนคำ เสียงเรียบนิ่ง
“ค่ะ... พึ่งมาวันแรกค่ะ”
รอยยิ้มของอลิซเริ่มค้างเติ่ง เมื่ออีกฝ่ายไม่ยิ้มตอบแถมยังมองหน้าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเห็นของแปลก นิ้วเรียวพิมพ์คีย์บอร์ดรัวเร็วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเย็นชาที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
“ชั้นบนสุด... ท่านประธานเรียกพบเธอเป็นการส่วนตัว”
“เอ่อ... ชั้นบนสุดเลยเหรอคะ?”
อลิซถามย้ำอย่างงงๆ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เพราะตามปกติแล้วเด็กฝึกงานควรจะไปรายงานตัวที่ฝ่ายบุคคลเพื่อปฐมนิเทศก่อนไม่ใช่หรือไงกัน“บอกให้ขึ้นไปก็ขึ้นไปเถอะน่า อย่าถามมาก!”
พนักงานคนเดิมตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดติดจะรำคาญ ก่อนจะหยิบคีย์การ์ดสีทองหรูหราออกมาวางบนเคาน์เตอร์แล้วดันมาทางเธออย่างรวดเร็ว“ใช้ใบนี้... ขึ้นลิฟต์ตัวในสุดไปซะ”
“คะ?”
อลิซรับคีย์การ์ดมาแบบงงๆ เธอก้มมองบัตรในมืออยู่ครู่หนึ่งคล้ายจะถามต่อ แต่พนักงานคนนั้นก็หันกลับไปสนใจงานอื่นอย่างตัดบททันที อลิซยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นชั่วอึดใจ ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่าที่นี่มีอะไร ‘แปลกๆ’“ค...ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
เธอหันหลังเดินออกมาพร้อมกับเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ชั้นบนสุดเนี่ยนะ? เด็กฝึกงานวันแรกต้องไปหาท่านประธานเลยเหรอ? ลิฟต์ตัวในสุดที่ดูเป็นส่วนตัวกว่าตัวอื่นตั้งอยู่ไม่ไกลนัก อลิซใช้คีย์การ์ดแตะลงบนเซนเซอร์พลางก้มมองบัตรในมือ หัวใจดวงน้อยเต็นระรัวแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ“อลิซ... เธอต้องไม่อ่อมนะ ใจดีสู้เสือเข้าไว้ วันแรกเอง คนดีๆ ในตึกนี้คงยังมีอีกเยอะแยะแหละน่า”
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมสูดลมหายใจเรียกความมั่นใจเข้าปอดลึกๆ และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก อลิซก็ก้าวเข้าไปยืนตัวตรง กำคีย์การ์ดในมือไว้จนแน่นตัวเลขบนหน้าจอดิจิทัลขยับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยที่เด็กสาวอย่างอลิซไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอเธออยู่ชั้นบนสุดนั้น...ไม่ใช่เจ้านายที่แสนดีอย่างที่เธอหวัง แต่เป็น ‘สัตว์ร้าย’ ในคราบมนุษย์คนที่เฝ้ารอเวลาจะขย้ำเธออีกครั้ง!ติ๊ง!อลิซก้าวเท้าออกจากลิฟต์ช้า ๆ สีหน้าที่พยายามนิ่งไว้เมื่อครู่เริ่มไปไม่เป็น เมื่อเธอเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือโถงชั้นบนสุด สุดกว้างขว้างกว่าที่เธอคิด และที่สำคัญมันดูเงียบ…และดูแพงมาก
‘เรามาผิดที่หรือเปล่าเนี่ย..’
อลิซกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างคนยังตั้งสติไม่ทัน ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับโต๊ะทำงานตัวยาวที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าห้องกระจกบานใหญ่ และที่โต๊ะนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่
‘ว้าวสวย…สวยมาก’
อลิซลอบกลืนน้ำลายจ้องมองใบหน้าคมเข้มของผู้หญิงคนนั้น ร่างโปร่งของเธอกำลังนั่งหลังตรงดูสง่างามดั่งนางพญา เธอจึงพยายามรวบรวมความกล้าเดินตรงเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ“เอ่อ...สวัสดีค่ะ หนูมาฝึกงานค่ะ ชื่ออลิซนะคะ”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมส่งยิ้มพิมพ์ใจไปให้ ทว่าเลขาฯ สาวคนสวยกลับทำเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ สายตาคมปลาบคู่นั้นกวาดมองอลิซตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย เหมือนกับกำลังสแกนหาจุดบกพร่อง‘เอ๊ะ...หรือว่าฉันแต่งตัวแปลกไป? หรือกระโปรงฉันสั้นเกินไปนะ?’ อลิซเริ่มเสียความมั่นใจจนเผลอขยับตัวอย่างประหม่า
“ฝึกงาน?” น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย แต่กลับแฝงไปด้วยกระแสความไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรงจนสัมผัสได้
“ค่ะ...วันนี้วันแรกค่ะ”
เลขาฯ สาวเอนหลังพิงเก้าอี้ราคาแพง มองอลิซด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร ราวกับกำลังพิจารณาว่าเด็กสาวตรงหน้ามี ‘ดี’ อะไร‘ทำไมต้องมองกันแบบนี้ด้วยนะ…’
สายตาที่เย็นชาและจ้องจับผิดนั้นทำให้อลิซเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว…‘หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็น ‘ผู้หญิงของท่านประธาน’? แล้วเธอกำลังเขม่นฉันเพราะกลัวว่าเด็กฝึกงานหน้าใหม่คนนี้จะมาสั่นคลอนตำแหน่งของเธอหรือเปล่า?’
“หนูจะไม่แย่งผู้ชายของคุณพี่แน่ๆ ค่ะ! สาบานได้เลย!”
กริบ...อลิซแพ้เสียงในหัวจนเผลอโพล่งประโยคสุดช็อกออกมาอย่างลืมตัว เธอรีบตะครุบมือปิดปากตัวเองแทบไม่ทันจนเสียงดัง ปึก!ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา หัวใจดวงน้อยร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มชั่วพริบตา‘ตายแล้วอลิซ! ยัยซุ่มซ่าม! พูดบ้าอะไรออกไปเนี่ย!’เธออยากจะเอาหัวโหม่งผนังกระจกให้รู้แล้วรู้รอด
“…..”
เลขาฯ สาวสวยชะงักค้างไปเสี้ยววินาที เธอเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบคู่เดิมเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ขึ้นคล้ายกับกำลังอ่านหมากบางอย่างออก“เอ่อ... คือหนู... หนูหมายถึง...”
อลิซยืนเก้ๆ กังๆ มือไม้ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ร่างกายมันประท้วงอยากจะหันหลังกลับแล้วพุ่งตัวเข้าลิฟต์หนีไปให้พ้นจากสายตาตรงหน้าเสียเหลือเกิน‘อลิซ... เพิ่งจะวันแรกเองนะลูก อย่าเพิ่งพังพินาศตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานสิ...’
“หึ... มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เลขาฯ สาวกระตุกยิ้มที่มุมปาก จนอลิซเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก เธอยังไม่ทันจะได้แก้ตัว ประตูห้องทำงานบานใหญ่ที่อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ ถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจที่ดังแทรกขึ้นมาจนอลิซแทบหยุดหายใจ“ใครบอกว่าฉันเป็น ‘ผู้ชายของพี่เขา’ กันล่ะ... หืม? เด็กฝึกงาน”
“แต่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะ เพราะงั้นถ้าไม่อยากถูกฆ่าปาดคอ อย่าคิดที่จะทิ้งผมเชียว”“ไม่ต้องห่วง ถ้าเธอยอมทิ้งหมอนี่ ฉันจะแถมเงินให้อีกก้อนหนึ่งเลย” เพลิงเสริมขึ้นบ้าง ทำเอาหลานชายถึงกับโวยลั่น“สมัยนี้มีใครเขากีดกันความรักของลูกหลานกันอีก น้านี่เชยชะมัด”“ฉันไม่ได้กีดกัน ฉันแค่หวังดี อยากให้ผู้หญิงเขาไปมีอนาคตที่ดีต่างหาก” เพลิงอดเหน็บให้อีกไม่ได้“เฮ้! นี่น้าเป็นน้าแท้ๆ ของผมรึเปล่า หรือผมเก็บน้ามาเลี้ยงกันแน่เนี่ย”“เพราะปากแบบนี้ไง ฉันถึงอยากให้เขาทิ้งแก เจติยา...ในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนกับเมียฉัน ฉันขอเตือนด้วยความหวังดี ถ้าไม่อยากปวดหัว ก็เลิกกับหมอนี่ไปเถอะ” เพลิงหันมายุยงกับเจติยาอย่างนึกสนุก“เฮ้ย! อะไรของน้าเนี่ย ถ้าเขาเกิดทิ้งผมขึ้นมาจริงจะว่าไงเนี่ย” ในขณะที่หลานชายโวยลั่นราวกับเด็กน้อยถูกแย่งของเล่น แต่น้าชายกลับยักไหล่อย่างไม่แยแส พ่อหลานชายตัวดีจึงหันไปหาที่พึ่งอื่น“พ่อครับ งั้นพ่อต้องช่วยผมนะครับ ช่วยพูดกับผู้หญิงคนนั้นทีว่าอย่าทิ้งผม” คนถูกเรียกว่าพ่อครั้งแรกถึงกับนิ่งอึ้ง ทั้งดีใจทั้งตื้นตันจนบอกไม่ถูก กระทั่ง...เพียะ!“เลิกเล่นได้แล้ว ไม่งั้นฉันได้ทิ้งนายจริงๆ แน่” เจต
“ถ้าพวกแกทำอะไรฉัน คิดเหรอว่าจะได้อยู่อย่างสงบ โดยเฉพาะคุณ...อาราชิ”“กะอีแค่กำจัดคนเลวๆ ให้พ้นไปจากแผ่นดิน มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่ อีกอย่างไม่มีคุณสักคน อะไรๆ ก็คงดีขึ้น” พายุเอาคำพูดอีกฝ่ายมายอกย้อน ทำคนถูกย้อนถลึงตาด้วยความเกรี้ยวกราด“เรื่องนี้ยูมิไม่เกี่ยวนะคะคุณลุง ก็อย่างที่คุณลุงว่า หนูเป็นเครื่องมือของผู้หญิงคนนี้ หนูเป็นเหยื่อนะคะคุณลุง” อายูมิโอดครวญเอาตัวรอดด้วยความรักตัวกลัวตาย“ไม่ยักรู้ว่าเหยื่อจะปากเก่งได้ขนาดนี้ แต่เอาเถอะ ไว้ฉันจะหาวิธีจัดการกับเธอทีหลัง ส่วนคุณ...เราคงต้องจบความแค้นทั้งหมดไว้แต่เพียงเท่านี้” สิ้นเสียงหัวหน้าแก๊งคาอิดะยกปืนขึ้นมาจ่อ แต่ก่อนจะทันได้ลั่นไก เสียงหลานชายก็ดังขึ้น“เดี๋ยวครับ เลือดต้องล้างด้วยเลือด ในเมื่อผู้หญิงคนนี้เป็นคนฆ่าแม่ผม ก็ควรให้ผมเป็นคนจัดการถึงจะถูก” นทีว่าพลางยกปืนขึ้นมาอีกคน แต่ก็มีอันต้องหยุดชะงักอีก“ฉันเองก็แค้นมันไม่น้อยไปกว่าใคร อย่าลืมสิว่ามันก็ฆ่าแม่ฉัน แล้วก็เกือบจะฆ่าฉันด้วย” เพลิงแค้นจนแทบอยากจะฉีกเนื้อผู้หญิงคนนี้ออกมาเป็นชิ้นๆ จึงยกปืนขึ้นมาเล็งด้วยอีกคน“ซับซ้อนไปอีก ถึงกับเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ต้องเลวเบอร
“หมายความว่าไง” คำพูดที่ทำให้ฉุกคิดทำให้เขาโพล่งถามเสียงเข้ม“เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าฉันทำอะไรได้มากกว่าที่เธอคิด โดยไม่จำเป็นต้องสนใจคนที่เป็นได้แค่หุ่นเชิดอย่างตาของเธอ” ไอโกะเหยียดริมฝีปากยิ้มเยาะ แต่รอยยิ้มนั้นต้องจางหายไป เมื่อเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น“นั่นสินะ ผมก็เป็นได้แค่หุ่นเชิดในสายตาของคุณ” พายุ หรือที่รู้จักกันในนามอาราชิหัวหน้าแก๊งคาอิดะเดินออกมาจากกลุ่มของชายชุดดำ การปรากฏตัวของเขาทำให้ไอโกะหน้าเสีย แต่เพียงครู่เดียวก็กลายเป็นเชิดหน้าหยิ่งผยองดังเดิม“เหตุผลที่ทำให้คุณอุตส่าห์ถ่อมาไกลถึงนี่ เพราะอยากได้หุ่นเชิดตัวใหม่สินะ หึ! แก่แล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง คงกลัวว่าถ้าหลานผมเข้ามารับตำแหน่ง คุณจะกลายเป็นสุนัขแก่ๆ ตัวหนึ่งที่ไม่มีอำนาจ เลยหวังจะใช้หลานสาวมาเป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมหลานผมให้อยู่ในโอวาท แต่เชื่อเถอะว่าครั้งนี้จะไม่ง่ายเหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะผมนี่แหละจะขัดขวางคุณทุกวิถีทาง” พายุจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งอย่างไม่มีใครยอมใคร“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู ถึงขนาดลงทุนแฝงตัวเข้ามา คงคิดว่าจะทำอะไรฉันได้ คนอย่างฉันถ้าไม่มีเขี้ยวเล็บ คงไม่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ อย่าว่
“อย่าดื้อสิ นี่ไม่ใช่เวลาที่คุณจะมาต่อต้านผมนะ” เขาขอร้อง พลางมองออกไปนอกนอกหน้าต่างด้วยความร้อนใจ“ฉันไม่ได้ต่อต้าน แต่ในเมื่อนายบอกว่ารักฉัน ฉันเองก็รักนาย แล้วจู่ๆ มาบอกให้ฉันทิ้งนายทั้งที่นายตกอยู่ในอันตรายเนี่ยนะ ไม่มีคนรักที่ไหนเขาทำกันหรอก ฉันรู้ว่านายเป็นห่วง ไม่อยากให้ฉันเป็นอันตราย แต่รู้ไหมว่าฉันเองก็ไม่อยากเห็นนายเป็นอะไรไปเหมือนกัน ถ้าวันนี้ฉันเป็นคนที่รอด เคยคิดบ้างไหมว่าฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือด้วยความทรมานแค่ไหน ฉันอยู่ไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีนาย”“โอเค ไม่ทิ้งก็ไม่ทิ้ง ถ้าจะอยู่ก็อยู่ด้วยกัน ถ้าจะตายก็ตายมันด้วยกันนี่แหละ” เขาตอบรับด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ สร้างความพอใจให้คนดื้อรั้นจนต้องยิ้มออกมา ก่อนจะสะดุ้งเพราะเสียงเคาะกระจกด้านข้างก๊อก ก๊อก ก๊อกสองคนหันมองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูแล้วก้าวออกไปพร้อมกันอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีพลขับด้านหน้าก้าวตามลงมาติดๆ“พวกแกเป็นใคร” คนถูกล้อมเอาไว้สอดส่ายสายตามองคนต่างชาติที่อยู่ในชุดดำแล้วโพล่งถามออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่กลับไร้ซึ่งคำตอบ กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ“ดูดีกว่าที่คิดนี่” หญิงสาวหน้าตาดีมาหยุดยืนตรงหน้าแล้วใช้ภาษ
“เจ็บมากเหรอ ไหนขอฉันดูหน่อย” เขาแหวกผมแล้วมองดูที่หน้าผากเธอด้วยแววตาอ่อนโยน ครั้นพอเห็นรอยแดงๆ จึงรีบเป่าให้ด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆ คุณเธอก็เปลี่ยนท่าที“คุณ…ฉันว่าฉันตัดสินใจได้แล้วแหละ” เธอเม้มปากพลางเอาผมทัดหูด้วยท่าทีเขินอาย“เรื่อง?”“ก็เรื่องที่จะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนได้คุ
บทที่ 51 ร้านน้ำหอม “ถ้าวันนี้ไม่พร้อม เราค่อยมาวันหลังก็ได้” เห็นเธอเพิ่งผ่านเรื่องตกใจ เขาจึงอยากพาเธอกลับไปพักที่ห้อง กอปรกับเขาเองก็ไม่ได้อยากมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วย “ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว ก็คุณบอกเองว่าคุณจะปกป้องฉัน แค่นี้ฉันก็ไม่กลัวอะไรแล้ว แล้วฉันเองก็อย
บทที่ 1 “วา! แกหลอกฉัน ไหนบอกจะพามาเที่ยว ฉันอุตส่าห์ใช้วันลาทั้งหมดเพื่อมาเที่ยวกับแก แต่นอกจากจะไม่ได้เที่ยว แกยังให้ฉันมาทำอะไรพิเรนๆ อะไรก็ไม่รู้ วา! ฉันจะฆ่าแก” พริมรตาทำแสร้งจะเข้ามาบีบคอเพื่อนรักอย่างแววิวาห์ หลังถูกเพื่อนหลอกให้ลางานมาทำเรื่องบางอย่าง “โธ่! พรีม แกก็ต้
บทนำ “อืม!” ชายหนุ่มครางกระหึ่มในลำคอ หลังได้ลิ้มรสหวานจากริมฝีปากอวบอิ่ม ในขณะที่เจ้าของริมฝีปากก็กำลังดิ้นขลุกขลักพยายามต่อต้านสัมผัสจากเขา “อื้อ!” พริมรตาพยายามเบี่ยงหน้าหลบ แต่ก็ยังถูกอีกฝ่ายรุกไร้ไล่ตามไม่ยอมห่าง ราวกับว่าติดอกติดใจสัมผัสหอมหวานที่เพิ่งลิ้มลอง กอปรกับสถาน






ความคิดเห็น