เข้าสู่ระบบ"จากความอยากเอาชนะ กลายเป็นความรักที่ถอนตัวไม่ขึ้น..พวกเขาจะยอมแลกทุกอย่างในชีวิตเพื่อความรักที่ไร้ทางออกนี้..จริงหรือ!!?"
ดูเพิ่มเติมในรั้วโรงเรียนชายล้วนเอกชนชื่อดัง กฤษติน วรโชติเมธากุล นักเรียน ม.6/1 คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ นิ่ง เฉียบ และเย็นชาจนใคร ๆ ขนานนามว่า “ปีศาจในคราบชุดนักเรียน”
ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเชื้อสายไทย–จีน เขาซ่อนรอยร้าวเอาไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ตั้งแต่อายุสิบขวบ วันที่พ่อศัลยแพทย์ชื่อดัง เลือกหย่าร้างและไปสร้างครอบครัวใหม่ในต่างประเทศ ทิ้งให้เขาเติบโตท่ามกลางแรงกดดันของคุณหญิงมลฤดี วรโชติเมธากุล ผู้เป็นแม่ นักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลในวงการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพ
เธอเลี้ยงและหล่อหลอมเขาเพียงลำพัง ใช้อำนาจเงินมหาศาลเติมเต็มช่องว่างในใจลูก ทั้งซูเปอร์คาร์ ชีวิตหรูหรา และทุกสิ่งที่เงินซื้อได้ โดยมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว “เขาต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ”
กฤษตินจึงใช้ชีวิตราวกับประชดโลก บ้าระห่ำ ไร้ความกลัว แต่ยังคงรักษาผลการเรียนให้อยู่ระดับท็อปอย่างไม่เคยตกหล่น เพียงเพื่อไม่ให้แม่ต้องเสียหน้า ลึกลงไป เขาไม่ใช่คนเลวร้าย แค่เหนื่อยหน่ายกับการเป็น “หุ่นเชิด” ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งโลกไว้เพียงลำพัง
กลุ่มเพื่อนสนิทของเขาคือเหล่าทายาทมหาเศรษฐีที่ต่างก็มีภาระหนักไม่ต่างกัน แต่บาดแผลในอดีตได้หล่อหลอมให้กฤษตินเติบโตเกินวัย สุขุม เฉียบคม และมองโลกอย่างเย็นชา
เขาเลือกสวมหน้ากากของ “ตัวร้าย” เป็นเกราะกำบังตนเองแต่ในส่วนลึกที่สุด เขายังคงยึดมั่นในบทบาท “ลูกชายที่สมบูรณ์แบบ” อย่างไม่เคยสั่นคลอน เพราะเขารู้ดี ความสำเร็จของเขา คือสิ่งเดียวที่หลงเหลือให้แม่ใช้ยึดเหนี่ยวหายใจต่อไป
ก่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1...
ภายในโถงกว้างของคฤหาสน์ที่เงียบเชียบจนชวนให้ใจหาย คุณหญิงมลฤดียืนสง่าในชุดแบรนด์เนมเรียบหรูสมฐานะนักธุรกิจหญิงผู้ทระนง สายตาคมกริบทอดมองลูกชายเพียงคนเดียวที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จ เตรียมออกไปงานประชุมผู้ปกครอง
ตามปกติ หน้าที่นี้มักเป็นของเลขาส่วนตัว ผู้คอยติดตามและรายงานทุกความเคลื่อนไหวของกฤษตินให้เธอรับรู้ในทุกฝีก้าวโดยที่ไม่ต้องลงมือเอง ซึ่งกฤษตินเองก็ซึมซับ “สายตา” ที่คอยไล่ตามนั้นได้ดีอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป คุณหญิงมลฤดีเลือก ‘เจียดเวลา’ อันแสนมีค่าจากตารางธุรกิจที่แน่นขนัด มาปรากฏตัวด้วยตัวเอง
กฤษตินรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติและการที่แม่ยอมสละเวลามาโรงเรียน ย่อมหมายถึงความคาดหวังที่หนักหน่วงและกดดันกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยกฤษ... นั่งรถไปกับฉันแค่เช้านี้วันเดียวเท่านั้นแหละ จอดไอ้มอเตอร์ไซค์บ้า ๆ หรือรถสปอร์ตเสียงดังนั่นทิ้งไว้ที่บ้านนี่แหละ วันนี้แกควรทำตัวให้เรียบร้อย สมกับเป็นลูกชายของฉันหน่อย”
คุณหญิงเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อให้ลูกชาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นที่ไร้อารมณ์
“เราต้องไปเจอครอบครัวอื่นที่มีบารมีทางธุรกิจ มันจะส่งผลดีต่อคอนเน็กชันในอนาคต... ทั้งของฉัน และของแก”
“ครับ...”
กฤษตินถอนหายใจยาว เบือนหน้าหนีอย่างปิดไม่มิดถึงความระอา
หลังจากทั้งคู่ก้าวขึ้นรถยุโรปคันหรู บรรยากาศภายในห้องโดยสารก็เริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกฤษตินรู้สึกราวกับอากาศรอบตัวถูกดูดหายไป
“แกจะขึ้น ม.6 แล้วนะ เดือนหน้าก็จะอายุครบ 18 ปีเต็ม... และอีกไม่นานก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัย”
น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบ แต่แฝงแรงกดดันที่หนักแน่น
“ฉันอยากให้แกใส่ใจเรื่องเรียนมากกว่านี้หน่อย นี่เป็นปีสุดท้ายแล้ว จะเข้าค่ายหรือทำพอร์ตโฟลิโออะไรก็จัดการเอาเอง แต่ขอให้ผลลัพธ์ออกมา ‘เพอร์เฟกต์’ ก็พอ”
กฤษตินหลุบสายตาลงต่ำ แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะปล่อยความอัดอั้นออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ถ้าแม่จะเคี่ยวเข็ญผมขนาดนี้... ทำไมไม่ส่งผมไปเรียนเมืองนอกให้มันจบ ๆ ไปตั้งแต่แรกเลยล่ะครับ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจ ก่อนจะเลือกพูดประโยคที่รู้ดีว่าคมพอจะกรีดใจคนฟัง
“...หรือไม่ก็ส่งผมไปอยู่กับพ่อก็ได้นะ ผมจะได้ไม่ต้องอยู่เป็นภาระให้แม่ต้องคอยหงุดหงิดแบบนี้”
“โรงเรียนนี้... ตระกูลเราสนับสนุนมาตลอด ตั้งแต่สมัยที่พ่อแกยังอยู่ เขาก็ดูแลที่นี่อย่างดีมาเสมอ”
คุณหญิงมลฤดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน
“มันแทบไม่ต่างจากโรงเรียนประจำตระกูลเราเลยนะกฤษ โดยเฉพาะสำหรับคนที่จะต้องไปเป็นหมอและเป็นผู้บริหารอย่างแก... ถ้าไปเมืองนอก แกมั่นใจเหรอว่าแกจะยังเป็นที่หนึ่งได้? แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าแกจะยังเป็น ‘ผู้ชนะ’ เหมือนตอนนี้?”
กฤษตินเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเรียบ เย็นชา เขานั่งเงียบ ราวกับร่างไร้วิญญาณ ปล่อยให้คำพูดของแม่ ที่ตีค่าความสำเร็จเป็นเพียงตัวเลขและตำแหน่ง ไหลผ่านไปโดยไร้ความหมาย
“ฉันรู้... ว่าแกคงไม่พอใจที่ฉันขีดเส้นให้เดิน ตอนนี้แกอาจยังไม่เข้าใจความหวังดีของฉัน”
คุณหญิงมลฤดีเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น ด้วยน้ำเสียงเดิมที่ราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
“ม.6 แล้ว เรื่องเรียนฉันไม่ค่อยห่วงหรอก ไม่ว่าโรงเรียนจะส่งไปแข่งอะไร แกก็กวาดรางวัลมาหมด ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังสักครั้ง... ซึ่งมันก็เป็นผลดีกับพอร์ตของแกเองด้วย”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองลูกชายที่ยังคงนิ่งงัน
“แต่สิ่งที่ฉันอยากให้ลดลงบ้างคือเรื่องซิ่งรถ ฉันแทบหัวใจวายทุกครั้งที่เห็นประวัติแก... เรื่องกินเรื่องเที่ยวก็เหมือนกัน แกจะดื่มหนักทุกวันไม่ได้”
“ผมรู้ลิมิตของตัวเองดีครับแม่”
เขาตอบสั้น ๆ
“ต่อให้กลับดึกแค่ไหน ผมก็ยังรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ ไม่เคยขาดเรียนสักครั้ง... แม่คงไม่เคยรู้สินะครับ”
ประโยคท้ายถูกปล่อยออกมาด้วยน้ำเสียงประชดบาง ๆ ที่กลบไม่มิดถึงความขมขื่น
“รวมถึงเรื่องไปมีเรื่องกับคนอื่นด้วย เบา ๆ ลงบ้าง ฉันไม่อยากต้องตามเช็ดตามล้างประวัติแกบ่อยนัก”
คุณหญิงกล่าวตบท้าย พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยการตำหนิอย่างชัดเจน
“ถ้าพลังมันเยอะนักจนจะจุกอกตาย ก็เอาไปลงกับการเล่นกีฬา ซ้อมมวย หรือเล่นดนตรีระบายมันทิ้งไปซะ อย่าเที่ยว
ไปหาเรื่องชกต่อยให้เสียชื่อ... มันจะเสียประวัติเปล่าๆ”
“ผมก็ทำตามที่แม่บงการทุกอย่างแล้วนี่!”
กฤษตินโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด น้ำเสียงสั่นเบาๆด้วยความอัดอั้น
“ดนตรี กีฬา ผมไปแข่งจนได้รางวัลมาจนจะถมเต็มบ้านอยู่แล้ว หรือแม้แต่ค่ายมวยของเพื่อนแม่... ผมก็ซ้อมจนแทบจะติดทีมชาติได้อยู่แล้ว หมากรุกผมก็คว้าแชมป์มาให้... แต่แม่เคยรู้บ้างไหม? เคยเสียเวลาไปดูตอนผมแข่งสักครั้งไหม!”
คุณหญิงมลฤดีชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสะท้อนบางอย่างขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เธอรู้สึกภาคภูมิใจใน 'ผลงาน' ที่ปั้นมากับมือ ทักษะที่ไร้ที่ติของลูกชายคือเครื่องยืนยันความสำเร็จของเธอ แม้มันจะขัดกับนิสัยดิบเถื่อนของเขาบ้าง ทว่ากฤษตินก็ยังเป็นหุ่นเชิดที่ยอดเยี่ยมเสมอมา
“งั้นเหรอ... ก็ดีแล้วนี่”
เธอตอบรับสั้นๆ ก่อนจะวกเข้าเรื่องที่สำคัญกว่า
“อ่อ... แล้วเรื่องผู้หญิงก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่าหน้าตาอย่างแกไม่ต้องไปควานหาให้เหนื่อยก็มีมาประเคนให้ถึงที่ ถ้าจะควงใครไม่ซ้ำหน้าก็รู้จักป้องกันเอาไว้บ้าง อย่าให้มีปัญหาโง่ๆ ตามมาเด็ดขาด ดูคนให้ออก... ไม่ใช่หน้ามืดตามัวมีแต่จะลากขึ้นเตียงอย่างเดียว ฉันยังไม่อยากเลี้ยงหลานตอนนี้ อยากให้แกโฟกัสเรื่องเรียนเป็นหลัก แต่ถ้าจะแค่ 'ผ่อนคลาย' บ้าง... ฉันก็พอจะเข้าใจได้”
“แม่ครับ! เรื่องนี้ผมขอให้เป็นเรื่องส่วนตัวของผมบ้างเถอะ!”
กฤษตินขึ้นเสียงเข้ม แววตาขบถลุกโชน
“ชีวิตผมแม่ก็บงการไปหมดทุกอย่างแล้ว เว้นที่ให้ผมหายใจบ้าง... แม่จะตามเข้าไปจัดการพื้นที่ในใจผมด้วยเงินกับอำนาจอีกเหรอ?”
“ฉันไม่ได้บงการแก กฤษ...ฉันแค่อยากเลือกสิ่งที่ 'ดีที่สุด' ให้แก และถ้าใครจะมาทำตัวเกาะแกะจนทำให้แกเสียการเรียนล่ะก็ ฉันก็พร้อมจะกวาด 'ขยะ' พวกนั้นให้พ้นทางเสมอ”
คุณหญิงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จำไว้ว่าผู้หญิงที่จะเข้ามาในชีวิตแก ต้องส่งเสริมหน้าตาตระกูลเรา ไม่ใช่ใครก็ได้ที่แกคว้ามาจากข้างทางหรือผับพวกนั้น!”
กฤษตินกำหมัดแน่น ท่ามกลางความเงียบที่แสนอึดอัดที่ปกคลุมทั้งคันรถ ลึกลงไปในใจ… เขาโหยหาเหลือเกิน โหยหาคนสักคนที่จะมองเห็นเขาเป็นแค่ “กฤษติน” ผู้ชายธรรมดาที่มีหัวใจ ไม่ใช่หุ่นเชิดของทายาทมหาเศรษฐีที่ต้องแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าโดยไร้อิสระแบบนี้
“อย่าลืมว่า… วันหนึ่งแกต้องขึ้นมารับช่วงต่อทั้งหมดแทนฉัน ทั้งโรงพยาบาลและธุรกิจมูลค่ามหาศาลนั่น ทั้งหมดมันจะเป็นของแก”
คุณหญิงมลฤดีพูดปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบและเฉียบคม
“ก่อนจะทำอะไรบ้าบิ่น ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือชั่ว ให้คิดถึง ‘มูลค่า’ ของมันให้มากๆ ฉันมีแกคนเดียว... อยากใช้เงินเท่าไหร่ฉันไม่ว่า ขอแค่แกไม่ทิ้งการเรียนก็พอ”
คุณหญิงเบือนหน้ามองออกไปนอกรถอย่างเฉยชา ทิ้งให้ลูกชายจมอยู่กับความอ้างว้างในกรงทอง... โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ยิ่งพยายามกวาด ‘ขยะ’ ออกไปมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งผลักลูกชายให้ถลำลึกเข้าหา ‘รักแท้’ ที่เธอตราหน้าว่าไร้ค่า... เร็วขึ้นเท่านั้น!
เต้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว “โห... พวกมึงทำอะไรกันวะเนี่ย” สายตาเขากวาดมองขวดเหล้าที่เกลื่อนพื้น ควันบุหรี่ที่ยังลอยอ้อยอิ่ง และกฤษตินที่นั่งกองอยู่มุมห้อง “บรรยากาศอย่างกับงานศพ” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยใจ “มึงเลิกทำตัวโง่ ๆ ได้แล้วกฤษ..คนอย่างมึงเนี่ยนะ... จะมานั่งกอดขวดเหล้าเหมือนคนหมดอนาคต” “แม่งน่าขยะแขยงชิบหาย” กฤษตินไม่ตอบเขาเพียงยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นบาสถอนหายใจ ก่อนนั่งยองลงตรงหน้าเพื่อน “เฮ้ย... ไอ้คุณกฤษ” น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่จริงจังกว่าเดิม “มึงมีดีตั้งเยอะ..ทั้งเรียนเก่ง ทั้งกีฬาเด่น อนาคตแม่งเปิดรอมึงอยู่ทั้งแถบ..แล้วมึงจะมานั่งพังเพราะผู้หญิงคนเดียวจริง ๆ เหรอวะ” เขาหัวเราะในลำคอพลางยิ้มเยาะ “อกหักครั้งแรกหรือไง ไอ้สัส” เต้เดินเข้ามาสมทบ ยืนกอดอกมองเพื่อนนิ่ง ๆ “อายุแค่สิบแปดเองนะเว้ย..มึงยังเหลือเวลาอีกเป็นสิบ ๆ ปี..จะนั่งทำหน้าเหมือนชีวิตจบแล้วทำ
บาสผลักประตูห้องเข้าไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดังปังกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์อันเข้มข้นปะทะเข้าที่ใบหน้าทันที จนเขาต้องขมวดคิ้วแน่น “ไอ้สัส... มึงสองคนทำเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย? ห้องแม่งเหมือนบาร์เถื่อนมากกว่าห้องคนอยู่แล้ว” ภีมยืนพิงขอบหน้าต่าง สูบบุหรี่มวนใหม่ด้วยสีหน้าอ่อนล้าราวกับหมดแรงจะห้ามใครอีก “กูเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว มันก็ยังไม่ยอมดับบุหรี่สักที” เขาพ่นควันออกช้า ๆ ก่อนส่ายหน้า “กูพูดจนปากจะฉีกแล้ว มันไม่ฟัง” บาสหันไปมองมุมห้องทันทีกฤษตินนั่งกองอยู่กับพื้น หลังพิงผนังอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ขวดเหล้าวางกระจัดกระจายรอบตัว มือข้างหนึ่งยังคีบบุหรี่ที่ควันลอยกรุ่นไม่ขาดสาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยดึงดูดทุกสายตา บัดนี้กลับหม่นซีดและอิดโรยราวกับถูกชีวิตสูบวิญญาณออกไปจนแทบไม่เหลือ “กฤษ!” บาสเดินตรงเข้าไป เตะขวดเหล้าที่ขวางทางจนกลิ้งกระแทกกำแพง ก่อนคว้าคอเสื้อเพื่อนกระชากขึ้นมากระแทกกับผนังเต็มแรง ตุ้ม! “เรื่องที่สนามวันนั้น มึงยอมรับผิดคนเดียวทำไมวะ!” เขาตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่าง
ณ ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน หลังจาก ผอ.เกรียงศักดิ์รับชมคลิปการแข่งขันนัดสำคัญจนจบ เขาได้แต่ทอดถอนหายใจยาว แววตาครุ่นคิดสะท้อนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ปล่อยสายตาออกไปไกลราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ไม่นานนัก รอง ผอ.ก็เคาะประตูเบา ๆ ก่อนก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมรายงานเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในสนาม “ผมเห็นคลิปนั่นแล้ว ท่านรอง...” ผอ. เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่น “ค่ะ... ตอนนี้ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันเชิญท่าน ผอ. ไปร่วมหารือที่ริมสนามบาสด่วนเลยค่ะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว” “เชิญทุกคนมาคุยกันที่ห้องประชุมเล็กข้างห้องผมเถอะ” เขาตอบอย่างสุขุม “ให้ทุกคนได้นั่งในห้องแอร์เย็น ๆ จิบน้ำเย็นสักแก้ว อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นจะได้คลายลงบ้าง แล้วค่อยพูดคุยกัน..ไปเชิญพวกเขามาที่นี่เถอะ” “ได้ค่ะ...” รอง ผอ.รับคำ ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่ท่าน ผอ. คะ... เหตุการ
ในที่สุด วันแห่งการตัดสินที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง... การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีนัดสำคัญเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม เต้ ยืนเบียดเสียดอยู่บนอัฒจันทร์พลางตะโกนเชียร์เพื่อนทั้งสามอย่างสุดกำลัง แม้เขาจะถนัดฟุตบอลมากกว่า แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงมวลความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางเกมที่เดือดพล่านราวกับสงครามกลางสนามไม้ปาร์เกต์ ทีมของกฤษตินที่ใครต่อใครต่างยกให้เป็นต่อ กลับตกเป็นรองอย่างน่าใจหาย ทุกย่างก้าวของพวกเขามันดูติดขัดและเต็มไปด้วยความผิดพลาด โดยเฉพาะกัปตันทีมตัวจริงอย่างกฤษติน... เขาวิ่งไปตามสนามราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิต แววตาว่างเปล่าและปฏิกิริยาที่เชื่องช้าทำให้เขาเล่นผิดฟอร์มไปอย่างกู่ไม่กลับ จนบาสต้องกัดฟันแบกรับภาระคุมเกมแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ บาสพยายามตะโกนสั่งการ แต่ดูเหมือนความพ่ายแพ้กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทีมของพวกเขา... เพียงเพราะหัวใจของกัปตันทีมคนสำคัญไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไปแล้ว เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดังสนั่นพอๆ กับเสียงเชียร์ที่กระหึ่มยิมเนเซียม แต้มเบียดกันชนิดหายใจรดต้นคอ กฤษตินถูกประกบติดจนขยับไม่
ณิชา หรือ ณัทณิชา วุฒิไพศาล บัณฑิตป้ายแดงจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง เธอคือผลิตผลที่งดงามซึ่งเติบโตมาท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในแถบภาคตะวันออก ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของสวนผลไม้ผืนใหญ่ที่มีทุเรียนพันธุ์ดีเป็นหัวใจหลัก แม้จะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่ขุมทรัพย์สีทองจากผืนดิน
เช้าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเพียงอีกวันที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกสำหรับกฤษติน เขายืนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เนิ่นนานกว่าที่ควร มือขยับปมเนกไทบนชุดนักเรียนสีขาวเรียบกริบอย่างเชื่องช้า สายตาว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิตสำหรับสายตาคนนอก เขาคือ “เจ้าชาย” ผู้เพียบพร้อมไร้ที่ติ แต่สำหรับ
ในรั้วโรงเรียนชายล้วนเอกชนชื่อดัง กฤษติน วรโชติเมธากุล นักเรียน ม.6/1 คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ นิ่ง เฉียบ และเย็นชาจนใคร ๆ ขนานนามว่า “ปีศาจในคราบชุดนักเรียน”ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเชื้อสายไทย–จีน เขาซ่อนรอยร้าวเอาไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ตั้งแต่อายุสิบขวบ วันที่พ่อศัลยแพทย์ชื่อดัง เลือกหย่าร้างและไ











