تسجيل الدخول
คำเตือน : มีการบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงภายในครอบครัว และการทำร้ายร่างกาย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ฮ่องกง เวลาท้องถิ่น 19.30 น.
ณ คฤหาสน์ตระกูลลู่
ตระกูลลู่ถูกจัดเป็นตระกูลมาเฟียระดับกลางนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้นำในตอนนี้คือ ลู่ฟงเหมียน ลูกชายคนเดียวของอดีตผู้นำ ลู่ฟงหมิน ที่ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วหลังจากที่ลูกชายขึ้นรับตำแหน่งผู้นำได้ 2 ปี ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
ลู่ฟงเหมียน มีภรรยาสองคน คนแรกคือ จางลี่ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลจาง จางลี่ขึ้นเป็นนายหญิงของตระกูลลู่หลังจากลู่ฟงหมินเสียชีวิตลงและเธอมีลูกด้วยกันสองคน คือ ลู่หรงฉี ลูกชายคนโตและลูกสาว ลู่เหมยลี่
ภรรยาอีกคนของลู่ฟงเหมียนเป็นสาวไทยที่มาอาศัยอยู่ที่ฮ่องกงและเธอไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นภรรยารองของตระกูลด้วยซ้ำ ผู้คนต่างพูดขานกันว่าเธอเป็นแค่เมียบำเรอให้ลู่ฟงเหมียนเท่านั้น อีกทั้งยังไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาของเธอ บางคนก็ว่าเธอน่าเกลียดน่ากลัวจนต้องสวมผ้าปิดหน้าไว้ตลอดเวลา บ้างก็บอกว่าเธอสวยราวเทพธิดาทำให้ผู้นำตระกูลอย่างลู่ฟงเหมียนซ่อนเธอเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดได้พบเห็น
๐๐๐๐๐๐
บ้านเล็กหลังคฤหาสน์ตระกูลลู่
"แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสเอ่ยทักขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน เป็นเสียงของหญิงสาวร่างเล็ก รูปร่างบอบบาง ผิวขาวดุจน้ำนม เครื่องหน้าสวยราวนางฟ้านางสวรรค์ โดยเฉพาะดวงตาสุกใสราวกับดวงตากวางนั้นทำให้เธอมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ผู้ใดที่พบเห็นเป็นต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ
"...กลับมาแล้วเหรอลูก" เสียงตอบกลับมานั้นแผ่วเบาเสียจนหญิงสาวแทบจะไม่ได้ยิน
"แม่คะ ทำไมเสียงแม่เป็นแบบนั้น ไม่สบายเหรอคะ?" หญิงสาวถามแม่ด้วยความสงสัย กระเป๋าสะพายถูกวางไว้บนโซฟาก่อนสองขาเรียวจะก้าวเดินไปยังห้องครัว
"..กลับมาเหนื่อย ๆ เข้าไปอาบน้ำก่อนสิลูก แล้วค่อยมาทานข้าวกัน"
"แม่คะ เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่หันมามองหนูล่ะคะ?"
"......"
"แม่คะ.."
หญิงสาวมองแผ่นหลังของแม่ที่ยืนหันหลังกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารให้เธอทาน แต่แปลกตรงที่แม่ของเธอไม่หันมามองเธอเลย ซึ่งมันแตกต่างจากทุกวันที่แม่ของเธอมักจะรีบเข้ามาสวมกอดเธอหลังจากที่เธอกลับบ้านมา
ร่างบางเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังผู้เป็นแม่ของตัวเอง ก่อนจะจับไหล่เล็กของแม่ให้ท่านหันมากลับมามอง ดวงตากลมของหญิงสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าบวมช้ำของแม่ตัวเอง รอยฝ่ามือบนแก้มซ้ายนั้นแดงก่ำ มุมปากแตกและเมื่อลองไล่สายตาดูตามร่างกายก็พบรอยเล็บเป็นทางยาวเต็มแขน บางรอยเป็นรอยถลอกจนเลือดซิบ
"ใครทำแม่คะ" น้ำเสียงหวานถามเสียงแข็งด้วยความโกรธพลางลูบแก้มช้ำของแม่เบา ๆ ดวงตากลมสั่นไหวก่อนที่น้ำตาจะเริ่มคลอเบ้า
"ไม่มีอะไรหรอกลูก รีบไปอาบน้ำได้แล้วเดี๋ยวแม่จะตั้งโต๊ะรอ วันนี้มีแต่ของโปรดลูกทั้งนั้นเลยนะ" ผู้เป็นแม่พยายามบ่ายเบี่ยงพลางดันให้ลูกสาวเข้าห้องนอนของตัวเอง
"นายหญิงทำร้ายแม่เหรอคะ?" หญิงสาวถามต่อ
"ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่ คือแม่.." เจ้าของใบหน้าบวมช้ำหลบสายตาลูกสาว
"แล้วสร้อยที่หนูซื้อให้แม่หายไปไหนคะ เมื่อเช้าหนูยังเห็นแม่ใส่อยู่เลย" หญิงสาวยังถามต่อ เมื่อสายตามองไปยังลำคอระหงของแม่แล้วไม่เห็นสร้อยคอที่เธอซื้อเป็นของขวัญให้ท่านเมื่อวานนี้
"แม่...แม่กลัวมันหาย...แม่ก็เลย.."
"แม่อย่าโกหกหนู บอกความจริงหนูมาค่ะ"
"..นายหญิงเธอเห็นสร้อยของแม่แล้วคิดว่าคุณฟงเหมียนซื้อให้ ..เธอเข้ามาพยายามจะแย่งไป แต่แม่ขัดขืน ..เธอเลย.." ผู้เป็นแม่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ บอกเสียงเบา
"มันจะมากไปแล้ว เป็นถึงนายหญิงแต่กลับมาแย่งของของคนอื่นแถมยังทำร้ายแม่อีก หนูไม่ยอมหรอกนะคะ สร้อยเส้นนั้นหนูซื้อมาให้แม่ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาเอาไป" หญิงสาวกำมือแน่นด้วยความโกรธเมื่อพูดจบก็หันหลังเดินออกจากบ้านเพื่อไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ทันที
"ขวัญลูกจะไปไหน! ขวัญเนตร!" ผู้เป็นแม่ตะโกนร้องเรียกลูกสาวที่กำลังเดินออกจากบ้านไปด้วยความโกรธโดยไม่ได้ฟังเสียงห้ามของเธอเลย
ขวัญเนตรในตอนนี้โมโหอย่างถึงที่สุด สองขารีบก้าวเดินไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ทันที เธอจะเอาสร้อยคืน สร้อยเส้นนั้นมันเป็นของแม่เธอ เธอไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาไปเด็ดขาด
"สร้อยสวยจังเลยค่ะหม่าม้า ให้หนูจริง ๆ เหรอคะ"
"ใช่จ้ะ เอาไปสิม้าเพิ่งซื้อมาเลยนะ"
"ขอบคุณค่ะม้า"
"สร้อยเส้นนั้นมันเป็นของแม่ฉัน!!"
ขวัญเนตรที่เข้ามายังห้องโถงใหญ่กลางคฤหาสน์ก็พบกับสองแม่ลูกกำลังนั่งชื่นชมสร้อยที่ขโมยไปจากแม่ของเธออย่างหน้าชื่นตาบาน ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปคว้าสร้อยในมือของลูกสาวนายหญิงอย่างเหมยลี่มาโดยที่หล่อนนั้นไม่ทันได้ตั้งตัว
"แกกล้าดีอย่างไรมาขโมยสร้อยไปจากฉันฮะ!!" เหมยลี่ตะคอกเสียงดังลั่นด้วยความโมโหเมื่อโดนลูกเมียน้อยอย่างเย่วซินคว้าสร้อยไปจากมือเธอ
"ใครกันแน่ที่ขโมย ก็ลองถามม้าเธอดูสิ" ขวัญเนตรหรือเย่วซินเถียงกลับทันควันด้วยสายตาแข็งกร้าวอย่างไม่เกรงกลัว
"นี่แกกล้าจ้องหน้าฉันด้วยสายตาแบบนั้นเหรอ อีเย่วซิน!" เหมยลี่ในตอนนี้ใบหน้าบึ้งตึงกำลังจ้องมองหญิงสาวที่เธอเกลียด
"ขวัญลูกไม่เอา เรากลับกันเถอะอย่ามีเรื่องเลยนะลูก เชื่อแม่"
ผู้เป็นแม่เข้ามาจับแขนเรียวของลูกสาวแล้วพยายามดึงตัวลูกออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ เธอเป็นห่วงลูกสาวมากกว่าสร้อยเส้นนั้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากได้สร้อยคืน สร้อยนั่นเสียไปก็หาใหม่ได้ แต่ลูกสาวเธอมีแค่คนเดียวและเธอจะไม่ยอมเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไปอย่างแน่นอน
"อีเย่วเทียน! แกสอนลูกอย่างไรให้ทำกิริยาต่ำทรามแบบนี้กับลูกสาวของฉัน" นายหญิงชี้หน้าศัตรูหัวใจด้วยความเกลียดชัง สายตาจ้องมองหญิงสาวด้วยความอิจฉาริษยา ใบหน้าสวยหวานราวเทพเทพี ยิ่งมองเธอก็ยิ่งเกลียด ยิ่งลูกสาวที่สวยไม่ต่างกัน เธอก็ยิ่งเกลียดสองแม่ลูกมากขึ้น
"อย่ามาว่าแม่ฉัน ใครกันแน่ที่ทำกิริยาต่ำทรามเป็นถึงนายหญิงของตระกูลที่มีลูกน้องมากมายคอยรับใช้แต่กลับทำตัวเป็นขโมย แถมยังทำร้ายร่างกายคนที่ไม่มีทางสู้ ไม่ใช่นายหญิงเหรอคะ?" ขวัญเนตรสวนกลับทันที เธอจะไม่ทนอีกแล้วกับตระกูลเฮงซวยนี่
สมาพันธ์งูดำ ประกอบไปด้วยหัวหน้าของสมาพันธ์ผู้ริเริ่มก่อตั้งอย่าง ห่าวอู๋ มาเฟียรุ่นเดียวกับป๊าของจากัวร์ที่เป็นคู่อริกันมานานหลายปี จนเมื่อป๊าพยัคฆ์ประกาศลงจากตำแหน่งผู้นำ ห่าวอู๋ก็รวบรวมเหล่ามาเฟียและกำลังคนเพื่อตามล่าหัวหวังล้มล้างตระกูลหลาน แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะโดนป๊าพยัคฆ์จัดการหมดจนเจ้าตัวต้องล่าถอยหายไปหลายปีถัดมาเป็นสมาชิกอันดับหนึ่งของสมาพันธ์งูดำ คือ หลิงจุนเฟิง ที่เพิ่งจะเข้าร่วมมาได้แค่สองปี แน่นอนว่าความโลภและอำนาจเป็นตัวผลักดันให้หลิงจุนเฟิงทำผิดกฎหมายตามรอยห่าวอู๋ แล้วได้ชักชวนเฉิงชางมาเข้าร่วมด้วย แต่สุดท้ายเฉิงชางก็ถูกกำจัดโดยฝีมือของจากัวร์ และดูเหมือนว่าหลิงจุนเฟิงจะยังพยายามตามหาตัวคนที่ฆ่าเพื่อนของตนอยู่สมาชิกอันดับสองของสมาพันธ์งูดำคือ หวังหยุนอิน มาเฟียรุ่นเดียวกับจากัวร์ที่ขึ้นรับตำแหน่งหลังจากัวร์ได้ไม่นานเท่าไหร่ หวังหยุนอินจะแตกต่างจากห่าวอู๋และหลิงจุนเฟิงตรงที่เจ้าตัวจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มนุษย์และสัตว์ แต่หวังหยุนอินเป็นมาเฟียที่ขายอาวุธสงครามให้กับมาเฟียเกือบทั่วโลกแทน "แล้วครั้งนี้มีใครมาบ้างครับ" "มีมาเยอะเลยครับนายใหญ่ รวมถึงห่าวอู๋ด้วยครับ" มุ
ผ่านมาแล้วสามเดือนนับตั้งแต่วันที่จากัวร์เอ่ยปากจะสอนศิลปะการต่อสู้ให้ขวัญเนตร ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวแบบไม่ใช้อาวุธอย่างมวยไทย ยูโดและยิวยิตซูหรือจะเป็นแบบใช้อาวุธอย่างปืนสั้นและมีดพับ แม้จะใช้เวลาในการเรียนไม่ได้นานเท่าคนอื่น แต่เธอก็สามารถใช้มันป้องกันตัวได้กว่าเมื่อก่อนเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายสอนเธอนั้นส่วนมากจะใช้สำหรับโจมตีเข้าจุดตายของร่างกายทั้งหมด ซ้ำยังสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันได้หลากหลายอีกด้วยสำหรับผู้หญิงแล้วถ้าพูดถึงเรื่องพละกำลังก็คงจะสู้แรงผู้ชายตัวใหญ่ไม่ได้ แต่ด้วยเรื่องสรีระและรูปร่างที่เพียวบางทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายจะรวดเร็วกว่าและควรโจมตีเข้าจุดตายของคู่ต่อสู้เพื่อตัดกำลัง ซึ่งในจุดนี้ทำให้จากัวร์เลือกที่จะสอนด้วยตัวเอง เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานขวัญเนตรอาจจะได้กลายเป็นนาตาชา โรมานอฟฟ์สาขาสองอย่างแน่นอน๐๐๐๐๐๐ชั้นใต้ดินของกาสิโนตระกูลหลานเวลาฮ่องกง 00.11 น. ห้องรับรอง (ใช้สำหรับฝึกซ้อม)"เจ็บมากไหมครับ" น้ำเสียงทุ้มเจือความห่วงใยดังขึ้นจากร่างสูงที่กำลังนั่งทายาแก้ฟกช้ำบริเวณน่องเล็กของขวัญเนตรให้อย่างเบามือ"ไม่เจ็บเท่าไหร่ค่ะ สงสัยร่างกายของหนูมันคงจะเริ่มชินแล้
"ปล่อยมือได้แล้ว" จางหย่งตรงเข้าไปจับข้อมือของตงหยางพลางออกแรงบีบจนเจ้าตัวมีสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ แล้วยอมปล่อยมือออกจากแขนของเจียอี"เจียเป็นอะไรไหม" ขวัญเนตรรีบเข้าไปหาเจียอีด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับเจียอีที่ถามเธอด้วยความเป็นห่วงเหมือนกัน สองสาวยืนกอดกันอยู่ด้านหลังของจางหย่ง"เข้ามายุ่งทำไมวะ เรื่องของผัวเมีย!" ตงหยางตะคอกลั่นอย่างขุ่นเคืองที่มีคนเข้ามาวุ่นวายมากขึ้นพลางสะบัดมือออกจากการกอบกุม สายตาจ้องหน้าคนที่เข้ามาขวางเขม็ง ก่อนที่จะต้องขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกคุ้นหน้า"มึงเป็นใครวะ" "จำกูไม่ได้?" จางหย่งกระตุกยิ้มร้ายให้ตงหยาง ซึ่งเป็นลูกหนี้ของนายน้อยที่เมื่อหลายวันก่อนโดนซ้อมเพราะไม่มีเงินมาจ่ายดอก"มะ.. มึง ๆ" และเป็นตงหยางที่ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ ยกนิ้วชี้หน้าอย่างลนลานเมื่อมองเห็นหน้าผู้ชายที่เข้ามาขัดได้ชัดเต็มสองตา ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างพร้อมกับถอยหลังหนี ภาพในหัววันที่โดนกระทืบฉายชัดขึ้นมา ขวัญเนตรมองทั้งสองคนด้วยความฉงน ก่อนที่จะนึกถึงคำพูดของเจียอีที่บอกว่าแฟนของเธอติดหนี้คุณหลานและไม่มีเงินจ่ายดอก แล้วที่มาก่อกวนแบบนี้คงเพราะต้องการจะมาเอาเงินจากเจียอ
วันต่อมาร่างบางกำลังทำงานเสิร์ฟของตัวเองอย่างขะมักเขม้นเมื่อลูกค้าต่างทยอยเข้าร้านอาหารมาเรื่อยๆ หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อวานที่ทำให้จิตใจหวั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งน้ำเสียง สีหน้าและแววตาของใครบางคนยังคงชัดเจนอยู่ในหัวไม่ยอมหายไปสักทีทำเอาเธอเผลอคิดถึงเขาอยู่บ่อยครั้ง คิดถึงเองก็แก้มแดงเองจนเพื่อนสาวอย่างเจียอีและน้อง ๆ ภายในร้านต่างแอบเหล่มองอย่างสงสัย "หน้าแดงอีกแล้ว ไม่สบายหรือเปล่า" เสียงร้องทักจากเจียอีดังขึ้นหลังจากที่เธอเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินกลับมายังเคาน์เตอร์ของร้านที่ติดกับห้องครัวโดยมีเพื่อนสนิทอย่างเย่วซินยืนหน้าแดงอยู่"อ่อ เปล่า ๆ สบายดี" น้ำเสียงหวานรีบตอบกลับแม้จะพยายามเก็บอาการ แต่ก็ไม่วายโดยจับได้อยู่ดี"อาการเหมือนคนกำลังมีความรักเลยนะเนี่ย" เจียอีออกปากแซวจนเพื่อนสาวยิ่งหน้าแดงก่ำขึ้นกว่าเดิม ขวัญเนตรที่หน้าร้อนผ่าวจากคำพูดของเจียอีก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนจนโดนจับได้ แล้วมันจะผิดหรือเปล่าที่ตัวเธอหวั่นไหวไปกับอีกฝ่าย ดวงตากวางหันไปมองหน้าเจียอีด้วยสายตาที่เริ่มจริงจัง ริมฝีปากบางอ้าหุบทำท่าเหมือนจะพ
"หนูคิดอะไรอยู่ครับ" ฝ่ามือหนาแตะลงบนหลังมือขาวที่หยุดบีบนวดบ่าของเขา นัยน์ตาคมพยายามมองลึกลงไปในดวงตาของร่างบาง มันกำลังฉายแววเศร้าหมองออกมา"หนูแค่เผลอคิดถึงเรื่องในอดีตน่ะค่ะ" เอ่ยตอบหลังหลุดออกจากภวังค์"ไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอกครับ ตอนนี้หนูเป็นคนของเฮียแล้ว คิดถึงแค่เฮียก็พอ" "..."ไม่ต้องส่องกระจกตอนนี้ขวัญเนตรก็รับรู้ได้ว่าหน้าตัวเองมันแดงมากแค่ไหนหลังจากได้ยินประโยคที่ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว เลือดลมสูบฉีดไปทั่วร่าง ตั้งแต่วันที่เธอโดนทำร้ายได้รับบาดเจ็บ นับแต่นั้นมาจากัวร์ก็มักจะพูดประโยคที่ชวนให้จิตใจสั่นไหวอยู่หลายครั้ง และดูเหมือนว่ามันจะมีอิทธิพลกับเธอเป็นอย่างมากด้วย"หิวไหมครับ เฮียจะได้ให้คนเอาอาหารมื้อค่ำขึ้นมาให้หนู" "ไม่หิวค่ะ หรือว่าเฮียหิวคะ" "เฮียไม่หิวครับ หนูไปนั่งพักเถอะครับเฮียขอเคลียร์เอกสารต่อก่อน" มือหนาแตะเบา ๆ ที่หลังมือขาวเพื่อบอกให้ร่างบางหยุดนวด"หายปวดแล้วเหรอคะ""ครับ" ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มให้ร่างบางอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จากัวร์จะอ่านเอกสารบนโต๊ะต่อหลังจากขวัญเนตรเดินไปนั่งรอที่โซฟาตัวสวยกลางห้องแล้วเรียบร้อย ภายในห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงัน แต่
The Land Of Dragon เวลาฮ่องกง 20.38 น. ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนขายาวสีเข้มพร้อมด้วยกระเป๋าสะพายใบเดิม สองขาเรียวก้าวเดินตามหลังบอดีการ์ดไปตามทางของกาสิโนที่ภายในตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่านักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา ผู้คนที่หวังเพิ่งโชคจากการเสี่ยงดวงต่าง ๆ ตามเครื่องเล่นมากมายหลายพันเครื่อง ดวงตากวางเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นตาตื่นใจ ใบหน้าสวยหันมองซ้ายทีขวาที สองมือบางกำสายกระเป๋าแน่นพลางรีบเดินตามหลังบอดีการ์ดให้ทันเพื่อไม่ให้ตัวเองพลัดหลงทางเอาได้ จนเข้ามาถึงด้านในที่ดูเหมือนเป็นในส่วนของโรงแรม ขวัญเนตรรู้สึกคุ้นตาเพราะมันเป็นสถานที่ที่ทำให้เธอได้เจอกับจากัวร์เป็นครั้งแรกก๊อก ก๊อก ก๊อก"นายใหญ่ครับ ผมพาคุณเย่วซินมาแล้วครับ" จางเหว่ยเคาะประตูห้องทำงานของนายน้อยเพื่อขออนุญาตก่อนจะเปิดเข้าไปด้านในเพียงเล็กน้อยพร้อมบอกเสียงดังฟังชัดจนนายน้อยพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้เขาถึงได้หันกลับมาหาหญิงสาว"เชิญครับ" "ขอบคุณค่ะ" ขวัญเนตรกล่าวขอบคุณให้กับจางเหว่ยพร้อมเดินเข้าไปยังด้านในห้องทำงานที่ดูคุ้นตา นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอได้มาเข้ามาในห้องนี้ แตกต่างกันก็แค่ครั้งนี้เธอเข้ามาใ







