LOGIN“เป็นเพียงวิญญาณชั้นต่ำ กล้าดีเยี่ยงไรมาท้าทายข้า” น้ำเสียงเย็นเยียบของหญิงสาว ผู้มีใบหน้างดงามปานเทพธิดา ทว่ากลับดุดันเยี่ยงพยัคฆ์ร้าย ดวงตาเปล่งประกายวาววับนั้น แจ่มชัดนักในยามค่ำคืน นางมาเพื่อล่า! แลกกับเงินก้อนโต ส่วนเขา...เจ้าคนตัวซวย ที่มาทำให้นางยุ่งยาก สมควรทำอย่างไร เก็บไว้หรือสังหารทิ้งเสีย...
View Moreณ เมืองหน้าด่าน เมืองลั่วเป่ย
ป๊อก! ป๊อก! ฟืนไฟระวังให้ดี เป็นเสียงคนเคาะยาม ตักเตือนชาวเมือง ที่กำลังหลับใหล ให้รู้ระวัง ก่อนหลับนอนให้ตรวจตราฟืนไฟมิให้หลงลืมจุดเอาไว้ นี่คือสิ่งคุ้นเคยของชาวเมือง มันคือการเคาะบอกเวลา
ทว่าในค่ำคืนนี้ มิใช่เยว่ฉง แต่เป็นบุตรสาวของเขา ที่ออกมาทำหน้าที่แทน เพราะหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เยว่เมี่ยว จะเป็นคนออกมาทำหน้าที่แทนบิดาด้วยตนเอง นางรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อ ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอันใด แต่นางที่เป็นลูก มีหรือจะยินยอมให้บิดาเหน็ดเหนื่อย เดินจนกว่าจะทั่วพื้นที่รับผิดชอบ
ขวับ! หญิงสาวหันมองไปตามสิ่งที่วูบผ่านหน้า ก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยม คิดจะเล่นกับนางในยามนี้ มันยังเร็วไปหน่อยไหม นางยังเคาะยามได้ไม่ครบซอกซอยเลย หากละทิ้งหน้าที่ไปในตอนนี้ มันคงไม่ดีอย่างแน่นอน
“เงินเดือนเพียงน้อยนิด เจ้าก็ยังรักษาหน้าที่อยู่ได้”
เสียงพูดดังมาจากความมืด ที่อยู่มุมถนน ก่อนที่คนพูดจะเดินออกมา พร้อมยกมือขึ้นปิดปากตอนเขาหาวกว้าง ๆ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดคร้าน เดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าหญิงสาว สหายเพียงคนเดียวที่เขาไม่อาจปฏิเสธต่อคำของนางได้
“เจ้าอย่ามาทำตัวเกียจคร้าน มิเห็นหรือเมื่อครู่ มีคนมาทักทายเราแล้ว”
“เหอะ! ทักทายแค่เจ้านะสิ! เอามานี่!”
ชายหนุ่มคว้าอุปกรณ์เคาะยาม ไปจากมือของหญิงสาว ก่อนที่เขาจะหันหลังให้นาง แล้วออกเดิน พร้อมกับเคาะยามเตือนบอกเวลาเป็นระยะ โดยไม่คิดหันกลับไปมอง ว่าเวลานี้สหายรัก ก้าวหายไปทิศทางใดแล้ว
หน้าประตูบ้านเศรษฐีจาง ร่างระหงในชุดของบุรุษ ได้มาหยุดยืนมองไปที่หน้าประตูบ้านใหญ่ ความร่ำรวยของคนในบ้าน หาใช่สิ่งที่นางริษยาไม่ แต่สิ่งที่นางตามมาต่างหาก ที่น่าสนใจกว่าสำหรับนาง ถึงว่าทำไมช่วงนี้ ภรรยาเอกบ้านจาง ดูใบหน้าซีดเชียว
“อนุคนใหม่ของท่านจาง ช่างเพียบพร้อมเสียจริง ถึงว่าเข้าบ้านมาไม่ทันถึงครึ่งปี เมียใหญ่และทายาทสายตรง ต่างเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ ปกปิดได้แนบเนียนดี จนนางเองก็มองข้ามบ้านหลังนี้ไปเลย”
หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนบันไดหน้าจวนอย่างช้า ๆ กึก! กึก! ทุกก้าวหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา วี๊ด!! ก่อนที่เสียงแหลมแสบแก้วหู จะดังออกมาจากด้านให้ให้นางได้ยิน ทว่านั่นสำหรับผู้อื่นที่จะทรมาน จนแก้วหูแทบระเบิด แต่ไม่ใช่กับนางอย่างแน่นอน
“ส่งเสียงน่ารำคาญ”
สิ้นคำร่างงามในชุดสีดำ ก็พุ่งตามแสงสีแดงไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเยว่เมี่ยว ช่างว่องไวยิ่งนัก ต่างจากยามกลางวัน ที่นางดูเกียจคร้าน ในยามเฝ้าร้านขายโลงศพช่วยผู้เป็นปู่
แสงสีแดงพุ่งตรงไปยังส่วนตะวันออกของตัวบ้าน หญิงสาวผู้มีดวงตาเยี่ยงสัตว์ราตรี เคลื่อนตามไปอย่างไม่ลดละ แสงนั้นหายเข้าไปในหน้าต่าง ที่เปิดอ้าอยู่ ห่อนที่จะมีเสียงหัวเราะอย่างจริตมารยาดังออกมา หญิงสาวหยุดนิ่งอิงแอบแนบอยู่กับกำแพงเรือน ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นหน้าออกไปเพียงแค่มองเข้าไปภายในห้อง
ฟิ้ว! หญิงสาวดึงใบหน้ากลับมาได้ทัน ก่อนลูกดอกที่พุ่งออกมาจากห้อง จะแทงทะลุดวงตาของนาง หึ ๆ หญิงสาวหัวเราะในลำคอ แบบนี้สิคู่ควรให้นางเสียเวลา การทำงานที่มีเงินตราวางตรงหน้า อย่างไรก็คุ้มเกินคุ้ม
“แขกผู้มาเยือน เหตุใดจึงทำลับ ๆ ล่อ ๆ มิเข้ามาดื่มชาสักถ้วยเล่าเจ้าคะ”
เสียงหวานใสดังออกมาจากภายในห้อง ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกกว้าง เป็นการเชื้อเชิญของเจ้าของเรือน มือที่หยาบกร้านราวบุรุษ ล้วงเอาหน้ากากสีเข้มออกมาสวมทับบนใบหน้า จะอย่างไรนางก็ไม่พร้อมที่จะให้ใคร ได้เห็นตัวตนอันแท้จริง โดยเฉพาะเหล่าผู้คนที่มีไสยเวทติดกาย
“น่ายินดีนัก ที่ได้ดื่มชาจากนายหญิงจวนจาง”
ร่างระหงก้าวเข้าไป้อง ด้วยท่าทางเริงร่า ราวกับการถูกเชื้อเชิญเข้าไปสู่ความตาย เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างไรอย่างนั้น
“มิทราบว่าท่านผู้มาเยือน มีสิ่งใดหรือ ดึกดื่นเที่ยงคืนเยี่ยงนี้ จึงยังมาเรือนของภรรยาผู้อื่น”
กลิ่นอายของผู้ที่ก้าวเข้ามา มันช่างหอมหวนนัก สำหรับการสังเวย หากเป็นบุรุษก็คงรูปงามไม่น้อย หากเป็นสตรีย่อมมีเลือดแห่งพรหมจรรย์ ช่างดีอะไรเยี่ยงนี้ ร่างนี้นางจะต้องได้รับสังเวย เพื่อความงามที่จะไม่มีวันโรยรา
“ข้าเป็นเพียงผู้ผ่านทางยามวิกาลเท่านั้น”
น้ำเสียงที่ถูกดัดให้ทุ่มต่ำ เอ่ยกับเจ้าของห้อง ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ นั่งลงอย่างใจเย็น ท่าทีเริงร่าเมื่อครู่พลันหายไปจนสิ้น กลิ่นไอของวิญญาณเข้มข้นนัก นางประเมินอีกฝ่ายต่ำไปจริง ๆ ดวงตาคู่คมหลุบต่ำลงเล็กน้อย ก่อนจะมองตรงไปยังเจ้าของห้อง ที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้นอนตัวยาว ชุดสีแดงเพลิงที่อนุสกุลจางสวมใส่ โปร่งบางจนเห็นทุกสัดส่วน
หากเป็นนางโลมทั่วไป การสวมใส่แบบนี้ ก็ดึงดูดใจบุรุษผู้ลุ่มหลงในกามได้อยู่แล้ว แต่เมื่อชุดแบบนี้มาอยู่บนเรือนร่างที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง ที่สมส่วนแล้ว มันยิ่งทำให้น่าหลงใหลกว่าเดิมหลายเท่านัก กลิ่นกายของอนุคนงามนั้น สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะบุรุษ มันจะหอมเย้ายวน แต่สำหรับนางแล้ว มันช่างแสบจมูกจนแทบจะอาเจียนออกมา กลิ่นศพทั้งนั้น
“ฮ่า ๆ ผู้ผ่านทางอย่างนั้นหรือ เป็นคำตอบที่ถ่อมตนดี เสี่ยวไป๋ ยกชาให้คุณชาย”
เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่าย คือบุรุษหรือสตรี อนุเชี่ยน จึงเรียกขานเขาว่าบุรุษไปเสีย เพราะจากรูปร่างที่สูงโปร่ง มือที่ไม่ได้อ่อนนุ่มขาวเนียน เยี่ยงของมือสตรี แต่ที่นางต้องระแวดระวังเป็นที่สุด คือนางไม่อาจสัมผัสถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ทั้งหมด กลิ่นหอมของเลือดเนื้อมนุษย์ มันย่อมมีในทุกคน แตกต่างกันก็เพียงแค่ความบริสุทธิ์ ของเลือดเท่านั้น
“น้ำชาเจ้าค่ะ คุณชาย”
เสี่ยวไป๋ วางถ้วยชาลง ทว่าแววตาที่มองผู้มาเยือน กลับวาววับราวเห็นเหยื่อนอันโอชะ มือหยากร้าน ยื่นไปยกถ้วยชาขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเปิดฝาถ้วยชาออก ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาจากถ้วย ส่งกลิ่นของชาชั้นดี ทว่ากลิ่นหนึ่งที่ทำให้มุมปากของนางกระตุกน้อย ๆ นั่นคือกลิ่นคาวเลือด
เยว่เมี่ยว ยกชาขึ้นแตะริมฝีปาก ที่ไม่ได้ดื่มมันลงไป ก่อนที่นางจะขยับถ้วยชาออกห่างใบหน้า
“ชาดียิ่งนัก เพียงกลิ่นนี้ก็หอมขึ้นจมูกทีเดียว”
“หากชาดี ไยคุณชายจึงยังไม่ดื่มเล่าเจ้าคะ”
“ข้าคิดว่าไม่ดีกว่า”
เคร้ง! สิ้นคำของผู้มาเยือน เสี่ยวไป๋ที่รู้แล้วว่าอีกฝ่าย หาใช่เพียงแค่คนจรหรือขโมยโดยทั่วไป แต่คือผู้ล่าวิญญาณ ที่เหล่าผู้มีไสยเวทมิอยากข้องแวะ
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
"เจ้าจะทำเช่นนี้จริง ๆ สินะ!"เยว่ฉงเอ่ยถามเกาชาง ด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ เขาค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น ในเมื่ออยากที่จะจบปัญหาด้วยลมหายใจ มีหรือที่เขาจะไม่สนองตอบ"ข้าไม่ได้ขี้ขลาดเช่นเจ้า ที่จะหลบหนีเยี่ยงสุนัข"เกาชาง ตวาดเสียงกร้าว เรื่องที่ค้างคาก็ควรสะสางให้มันจบสิ้นเสียที ในเมื่อคนตรงหน้
“บุตรสาวที่ไร้มารดา ก็เท่ากับกำพร้าคนอบรม ไยข้าจะพูดเช่นนั้นไม่ได้เล่า” เจิ้งฮูหยิน พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูหมิ่น เพราะนางไม่ชอบสายตาดูแคลนที่เยว่ฉงมองนาง ทั้งที่ความเป็นจริงเมื่อก่อน นางตั้งใจที่จะเป็นครอบครัวเดียวกับเขา แต่เขากลับไปสนใจในตัวของมารดาเยว่จ้าน มองเมินนางไปเสียอย่างนั้น แล้วมาวั
“พี่หญิง แบบนี้จะดีหรือขอรับ นางเป็นถึงท่านหญิง หากเราทำให้นางไม่พอใจ จะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่ขอรับ” เยว่จ้านเอ่ยถามพี่สาว โดยที่สายตาของเขา มองตามหลังรถม้า ที่เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว เขามิได้กลัวคนพวกนั้นเลย แต่เขาห่วงพี่สาวมากกว่า นางยังไม่ได้ออกเรือน หากถูกทำร้ายขึ้นมา ชีวิตของนางจ
“วาจาช่างไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย จ้านเอ๋อร์ พาท่านปู่หวงหลีกทางเขาไป” เยว่เมี่ยวคร้านจะต่อคำกับคนในรถม้า จึงได้หันไปบอกน้องชาย ช่วยพยุงชายชราถอยออกจากตรงนี้เสีย และที่นางยินยอมเปิดทางให้แก่อีกฝ่าย มิใช่เพราะกลัวเกรงในฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไร้สาระเกินที่นางจะมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกฝ่ายจะ






reviewsMore