Masuk“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจ
สุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนนางใหญ่น้อยต่างนิยมชมชอบ ไม่เว้นแม้กุ้ยไป๋เทียน นอกจากจะช่วยเสริมพละกำลัง เสริมสมรรถภาพทางปอด ยังเชื่อกันว่าต่อต้านความชรา ด้วยเหตุนี้ หากท่านอัครเสนาบดีต้องเดินทางไปต่างเมือง เขามักนำรังนกกลับมาที่จวนเสมอ แต่คนที่กินรังนกได้ในจวนนี้มีเพียงสามคนเท่านั้น ย่อมต้องเป็นกุ้ยไป๋เทียน หม่าอี้หวาซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ และกุ้ยเหมยลี่คุณหนูใหญ่
ร่างอรชรอ้อนแอ้นแต่แฝงไว้ด้วยแววตาซุกซนเฉลียวฉลาด ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวเนื้อแกร่งที่น้ำเคลือบทำจากเถ้าถ่านและหินฟันม้า ภายในถ้วยเคลือบเต็มไปด้วยรังนกต้มกับน้ำตาลกรวดผสมโสมและพุทราจีนที่นางลงมือปรุงอย่างสุดฝีมือ ของด้านในถ้วยยังอุ่นมือ ส่งกลิ่นหอมหวน นางถนอมมันอย่างดี ระมัดระวังทุกฝีก้าว
ฮุ่ยชิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของฮูหยินใหญ่ก็เบ้หน้า วันนี้แม่ใหญ่อยู่ในชุดสีเขียวปีกแมลงทับ เสียงเอะอะนั้นดังมาก่อนตัว คงมีใครไปบอกว่าเห็นนางแถวนี้ ขณะที่เท้าเล็กๆ รีบเดินกำลังจะเลี้ยวไปทางเรือนเล็กของมารดากลับต้องหยุดชะงักเมื่อถูกคนทั้งสามมาขวางหน้าเอาไว้ ด้านหลังของหม่าอี้หวาคือสาวใช้สองคนที่จ้องมองคุณหนูรองอย่างไม่ยำเกรง
“หยุดนะนังตัวดี ที่แท้เจ้าไม่ได้อยู่ในห้องครัวแต่แอบมาอู้แถวนี้เอง” น้ำเสียงตวาดของหม่าอี้หวาพลันทำให้นางตื่นตระหนกเกือบจะทำถ้วยรังนกตก
“แม่ใหญ่! ท่านตามหาข้าหรือเจ้าคะ”
ดวงตาเรียวเล็กที่มีร่องรอยของตีนกาจ้องไปที่ถ้วยกระเบื้องเคลือบเขม็ง พลันเพลิงโทสะกลับพวยพุ่ง
“แล้วนี่ถ้วยอะไร” กุ้ยฮูหยินมองนางอย่างดูแคลน ยิ่งเห็นร่างเล็กสีหน้าถอดสีอย่างมีพิรุธ ในถ้วยคงไม่ใช่แค่น้ำแกงธรรมดา
หม่าอี้หวาปรายตาสองสาวใช้ข้างกาย พวกนางต่างรู้งานตรงเข้ารวบตัวคุณหนูรองเอาไว้ ถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ใส่รังนกมาถึงสามในสี่ถ้วย ถูกหัวหน้าแม่ไก่สกุลกุ้ยแย่งเอาไปถือไว้แล้วมองนางด้วยแววตาสมเพช
ฮุ่ยชิงถูกผลักเต็มแรงให้นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างเล็กเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง
“แม่ใหญ่ท่านจะทำอะไร...”
“หุบปาก! นังตัวดีไม่ต้องพูดมาก หลักฐานคาตา เจ้าขโมยของยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้ขโมย”
เพียะ
คำพูดของฮุ่ยชิงกลืนหายไปในลำคอ เมื่อฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนแก้มฉ่ำด้วยเลือดฝาดอย่างเต็มแรงจนใบหน้าสวยแช่มช้อยสะบัดไปตามแรง ฮุ่ยชิงรู้สึกชาหนึบไปทั่วหน้า
หม่าอี้หวาแสยะยิ้ม แค่เห็นหน้าเจื่อนๆ ของฮุ่ยชิง นางก็หมั่นไส้เต็มทน แล้วยิ่งเห็นถ้วยรังนก นางไม่อาจเก็บอาการบันดาลโทสะไว้ได้อีกเพราะรู้ถึงจุดประสงค์เพียงเดินผ่านตรงนี้ไปได้ก็ถึงเรือนของนังแพศยาที่ยังอยู่ร่วมจวนให้ตำใจ
“นังหัวขโมย เจ้าตั้งใจขโมยรังนกถ้วยนี้ไปให้แม่เจ้ากินใช่หรือไม่ มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวจริงๆ ของพวกนี้ใช่ของที่พวกเจ้าแม่ลูกจะมาหยิบฉวยไปกินได้หรือ”
ที่ล้มลงไปก็จุกพอแรง นางจึงไม่คิดพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนหรือเถียงกลับ ฮุ่ยชิงก้มหน้ายอมรับ นางรู้ดีว่าบิดาไม่อยู่ แม่ใหญ่ต้องจ้องเล่นงานนางอยู่แล้ว เรื่องถูกตบไม่ใช่ครั้งแรก หากนางคิดต่อสู้แม่ใหญ่ สาวใช้ในเรือนใหญ่จะถูกสั่งให้ช่วยกันรุมทำร้ายนาง
“เจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าแค่อยากให้ท่านแม่ได้กินของดีๆ บ้างเท่านั้น ท่านแม่กำลังป่วย แต่อาหารที่ส่งไปถึงเรือนท่านแม่มีเพียงเศษผัก แล้วแบบนี้เมื่อไรท่านแม่จะหายจากอาการป่วย”
นิ้วชี้ที่มีแหวนหยกสวมอยู่ดันหน้าผากของฮุ่ยชิงออกห่างอย่างแรง “นังตัวดี สกุลกุ้ยเราปรานีหญิงแพศยาอย่างแม่เจ้า ไม่ขับไล่ออกนอกจวนนับว่าท่านอัครเสนาบดีเมตตาพวกเจ้าสองแม่ลูกมาแล้ว เจ้ามีแม่เป็นนางหญิงชั่ว แพศยา แล้วเจ้าจะเป็นลูกกตัญญูได้หรือ”
คำพูดถากถางเสียงหัวเราะเย้ยหยันทำให้มือเล็กที่กำอยู่แล้วยิ่งกำแน่นกว่าเดิม นางย่อมเจ็บแค้นเป็นธรรมดา แต่เมื่อมองรอบตัวแล้ว หากนางบันดาลโทสะลุกขึ้นตบแม่ใหญ่สักฉาด แล้วถีบสักสองทีให้ล้มหน้าคะมำ นางคงได้รับความสะใจอยู่ไม่น้อย ทว่าหลังจากนั้นคงเป็นนางเองที่ย่อยยับ ส่วนแม่ของนางคงได้รับเคราะห์กรรมนี้ไปด้วย เรื่องนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย สู้นิ่งเสียดีกว่า
เอาชนะผู้อื่นได้นั้นแข็งแกร่ง ข่มใจตัวเองได้นั้นคือผู้ยิ่งใหญ่
หม่าอี้หวายิ้มหยันเมื่อเห็นร่างเล็กเอาแต่ซ่อนหน้าเนื้อตัวสั่นเทา ฮุ่ยชิงคงจะเกรงกลัวอำนาจของนางเหมือนแม่ของมันที่ไม่เคยปกป้องลูกได้ ทำให้นางคิดอยากจะตบอีกสักสองฉาด
นางหารู้ไม่ว่าอาการแบบนั้นฮุ่ยชิงกำลังสั่นสู้ สู้ด้วยวิธีของนาง ตามแบบฉบับของนาง
ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ก้มซ่อนหน้า หาได้กลัวเกรงแต่กำลังลอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
สักวันข้าจะต้มแม่ไก่สกุลกุ้ยกิน
ฮุ่ยชิงลอบประเมินสถานการณ์ตรงหน้าแล้วพร่ำบ่นอยู่ในใจ หากนางใจร้ายสักนิด ฮูหยินใหญ่คงลาโลกไปแล้ว ฮูหยินใหญ่เกลียดนางแต่กลับชื่นชอบอาหารที่นางเป็นคนลงมือปรุง ความน่าสมเพชของแม่ใหญ่ทำให้นางได้แต่ลอบถอนใจ
เกลียดข้าแต่มองรังนกในชามที่ข้าปรุงตาเป็นมัน
ฮุ่ยชิงเงยหน้าขึ้นมองถ้วยเคลือบใบนั้นราวกับแสนเสียดาย หม่าอี้หวาหันไปสบตาอย่างรู้กันกับสาวใช้คนสนิทแต่ยังคงเชิดหน้าไว้อย่างถือตัว ดวงตาของสาวใช้คนสนิทเปล่งประกายน่ากลัว จมูกงุ้ม ปากหนา สาวใช้ผู้นี้ ฮูหยินใหญ่ซื้อตัวมาได้ปีกว่าแต่ทำงานถูกใจ โดยเฉพาะงานกลั่นแกล้งกาฝากสองแม่ลูก
หม่าอี้หวาตวัดสายตามองร่างบอบบางตรงหน้าแล้วสั่งเสียงเข้ม “หลิ่งอี้ ลากนางออกไปโบย โทษฐานขโมยรังนกของท่านอัครเสนาบดี”
“ฮูหยินใหญ่จะให้ข้าโบยนางสักกี่ไม้เจ้าคะ”
ไม่ถึงห้าไม้รูปร่างอ้อนแอ้นอย่างนางคงเจ็บหนักปางตาย เผลอๆ อาจสลบไปตั้งแต่สามไม้แรก
“หากข้าไม่สั่งหยุด เจ้าห้ามเลิกโบยนาง” สิ้นเสียงคำสั่ง สาวใช้หลิ่งอี้ก้าวออกมาใช้สายตาจ้องคุณหนูรองตาเขม็งอย่างไร้ความเกรงใจ ราวกับคุณหนูรองเป็นลูกกระต่ายน้อยเคราะห์ร้าย หลิ่งอี้ตรงเข้ามาหมายลากจะคุณหนูรองไปทำโทษตามที่ฮูหยินใหญ่สั่งการ
ทว่าเสียงอ่อนหวานจากร่างเล็กดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“แม่ใหญ่เจ้าคะ ท่านได้กลิ่นหอมมาจากห้องครัวหรือไม่เจ้าคะ”
อาหารที่ขึ้นโต๊ะแต่ละวันมีของดีนับสิบอย่างแต่ของที่แม่ใหญ่โปรดปรานที่สุดนั้นคือขาหมูน้ำแดงกลิ่นหอมฉุย เนื้อยุ่ยๆ ละลายในปาก ในเมืองเกาซานแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดที่ตุ๋นขาหมูน้ำแดงอร่อยเทียมนาง ฮูหยินใหญ่เคยหลุดปากพูดออกมา
สูตรที่นางเคยทำขึ้นโต๊ะจนแม่ใหญ่ติดใจเห็นแล้วตะเกียบสั่น คีบไม่หยุดจนท่านพ่อมองหน้ามาแล้ว เป็นสูตรเดียวกับที่ห้องเครื่องในวังหลวงทำขึ้นโต๊ะเสวยฮ่องเต้ เพราะตระกูลฟากมารดานางหลายคนทำงานและมีตำแหน่งใหญ่โตในห้องเครื่อง
“กลิ่นขาหมูน้ำแดง วันนี้เจ้าปรุงขาหมูน้ำแดงขึ้นตั้งโต๊ะหรือนังตัวดี”
“ไม่เพียงแต่ขาหมูน้ำแดงเท่านั้น ข้ายังเตรียมอกไก่น้ำข้นไว้ขึ้นโต๊ะ พรุ่งนี้ข้าก็ตั้งใจจะตุ๋นเอ็นกวางที่ท่านสี่จวนสกุลหวังนำมาฝากท่านพ่อ”
“พอไม่ต้องพูดแล้ว”
“อืม เป็นเช่นนั้นก็ดี”“เสด็จแม่สีพระพักต์ซีดขาว ลูกว่ากลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ก็ดีเหมือนกัน แม่รู้สึกเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปพักก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่งแม่หรอก ดูแลฮุ่ยชิงเถอะ”สนมจางเฟยบอกแล้วก็หันไปหานางกำนัลประจำตัว พวกนางรู้งานรีบเข้ามาประคองไปพักผ่อน ส่วนฮุ่ยชิงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คลายความสงสัยตอนที่เดินออกมาจากตำหนักเยว่ซวงแล้ว ฮุ่ยชิงจึงพูดขึ้น“ที่แท้แล้วความรักก็ไม่ใช่มีแค่หญิงชาย ยังมีชายรักชาย ข้าไม่แปลกใจที่ความรักทำให้คนขาดสติไร้คุณธรรม แต่ข้าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเขาสองคนเป็นเด็ดขาด เพราะไม่เห็นมีอะไรดีเลย” นางว่าแล้วทอดถอนหายใจเจิ้งอี้เหยียนประคองเมียรักเดินออกมา ท้องฟ้า สายลมยามนี้สดใส มองดูสดชื่นยิ่งนัก“ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังหมายความว่า” เขาเลิกคิ้วกระบี่ หันไปเชยคางเมียรักขึ้นมองฮุ่ยชิงไม่หลบสายตาแต่จ้องกลับหวานเยิ้ม “หม่อมฉันจะทูลว่าหม่อมฉันเชื่อว่าองค์ชายรักหม่อมฉันคนเดียว องค์ชายจะไม่มีสนมมาทำให้หม่อมฉันเสียใจในภายหลัง องค์ชายเ
องค์หญิงโต้วเฟยเซียนกลับแคว้นในสายวันถัดมา หลังจากขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบทูลขอยกเลิกสมรสพระราชทานโดยให้เหตุผลว่านางป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายปี ไม่สามารถทำหน้าที่พระชายาให้แก่องค์ชายรองได้“เจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็อนุญาต” ฮ่องเต้เจิ้งตอบอย่างเฉื่อยชา ราวกับรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงโต้วเฟยเซียนจะต้องแล่นมาพบในวันนี้ ฮ่องเต้เจิ้งถอนหายใจคราหนึ่งหันไปทางขันทีประจำพระวรกาย สั่งถ่ายทอดราชโองการองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนเป็นอิสระจากสมรสพระราชทานครั้งนี้ หลังจากนี้มีสิทธิ์แต่งตั้งพระชายาได้เอง ทันทีที่ราชโองการนี้ถ่ายทอดไป องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนก็แต่งตั้งฮุ่ยชิงขึ้นเป็นพระชายาเอกทันที พร้อมกับคืนอำนาจทางการทหารให้แก่ฮ่องเต้ ทั้งหมดก็เพื่อลดทอนความระแวงของฮองเฮาและรัชทายาทเมื่อปลดภาระหนักหน่วงลงได้ เจิ้งอี้เหยียนก็พาฮุ่ยชิงที่ได้ตำแหน่งพระชายาไปที่ตำหนักเยว่ชวงของสนมจางเฟย“เสด็จแม่ ลูกพาสะใภ้มาถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอี้เหยียนโอบเอวบางของฮุ่ยชิงเข้ามาในตำหนักหลังจากผ่านการแต่งตั้งอย่างเรียบร้อย
“เพคะ”โต้วเฟยเซียนฉายแววไม่สบอารมณ์แกมหมั่นไส้ แต่เมื่อนางกำนัลสองคนกำลังยกถาดเข้ามา องค์หญิงเลื่อนพระเนตรอย่างช้าๆ ไปมองในถาดมีอาหารบนจานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง“กลิ่นหอมฟุ้ง เป็นเนื้อชนิดใดตุ๋นน้ำแดงเพคะ องค์ชายรองชอบเสวยเนื้อชนิดใดเพคะ”เจิ้งอี้เหยียนกระดิกนิ้วบอกให้นางกำนัลรีบวางอาหารจานพิเศษลงตรงกลาง “ก็เนื้อที่องค์หญิงนำมา ข้าขอเพ่ยเพ่ยเจ้าแล้ว เจ้าให้ข้า ข้าเลยส่งมันไปที่ห้องเครื่อง”ฮุ่ยชิงที่นังฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ แล้วมองพระสวามีของนางด้วยหางตา‘คนเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจนัก’ดวงตาคู่งามมองผ่านมาถึงองค์หญิง‘ช่างน่าสงสารนัก’ตะเกียบทองคำตกลงกระแทกพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องขององค์หญิงผู้เลอโฉม เพ่ยเพ่ย เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของนาง นางนำมันไปทุกที่แม้เวลานอนก็ให้มันนอนร่วมเตียง แต่เวลานี้ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะอาหาร“ไม่จริง ไม่จริง ท่านส่งเพ่ยเพ่ยไปห้องเครื่อง องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียน จิตใจท่านทำด้วยอะไร”เพ่ยเพ่ยที่นางรักน
‘ท่านป้าช่างเลือกนัก สมแล้วที่เลือกองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนให้ข้า’แต่เพียงครู่เดียวร่างน้อยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายรองโยนร่างบอบบางราวกับตุ๊กตาจีนเคลือบไปบนเตียง เกือบจะทับกับเพ่ยเพ่ยที่กระโดดหลบแทบไม่ทัน‘องค์ชายรองช่างร้อนแรงนัก’แม้องค์หญิงจะเจ็บร้าวไปทั่วพระวรกายแต่ยังฉีกยิ้มอ่อนหวานมอบให้กับบุรุษรูปที่นางหลงใหลเพียงแต่ว่าเวลานี้เจิ้งอี้เหยียนไม่แย้มยิ้มเช่นเคย ร่างกำยำย่างสามขุมเข้ามาที่เตียง“องค์ชายรองจะทำอะไรเพคะ”หากเขาจะล่วงเกินนาง นางก็พร้อมจะยอม...สีหน้าไม่พอใจมองไปที่เพ่ยเพ่ย “ใครใช้ให้เอาสุนัขขึ้นมาบนเตียงนอนข้า ไม่รู้หรือไงข้าแพ้ขนสัตว์ ไม่ชอบกลิ่นเหม็น” อันที่จริงแม้แต่หญ้าที่หยาบที่สุดพระองค์ก็นอนทับมันได้ ต่อให้เป็นดินแข็งแห้ง แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยรังเกียจ“เพ่ยเพ่ย เป็นสุนัขของหม่อมฉันเพคะ”“เป็นขององค์หญิงเองถ้าเช่นนั้นเราคงจะมีความชอบตรงกัน ข้าก็ชอบสุนัข”โต้วเฟยเซียนมองด้วยสายตางงงันเมื่อครู่องค์ชายรองย
เจ้ามีป้ายทองคำนี้อยู่ในแคว้นลั่วใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ยกเว้นข้ากับเจ้าของป้ายทองคำฮุ่ยชิงรีบเข้าไปยื้อภาพจากปากเพ่ยเพ่ยทำที่ล่อหลอกมัน มันจึงคลายภาพวาด นางเห็นรอยเห่อแดงเกลื่อนกระจายบนใบหน้างดงามขององค์หญิงโต้วเฟยเซียน ฮุ่ยชิงรีบม้วนภาพนั้นเก็บแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง รูปภาพของพระสวามีแค่ฮุ่ยชิงมองผ่านๆ นางก็จำได้แล้ว“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ นางกำนัลทั้งสองบังอาจล่วงเกินองค์หญิงสมควรถูกลงโทษ เมื่อครู่หม่อมฉันก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้คิดอยู่แล้วเชียวจะลงโทษพวกนางสองคนอย่างไรดี พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่เกียจคร้าน แล้วยังไม่เกรงกลัวเจ้านายอีก”สองนางกำนัลที่องค์ชายรองมอบหน้าที่ให้ดูแลรับใช้พระชายาฮุ่ยชิงต่างมองหน้ากัน ทำไมพระชายาที่มีน้ำพระทัยงดงามกลายเป็นแบบนี้ไปได้เล่า“องค์หญิงทอดพระเนตรดูสิเพคะมี่เฟิงบินกันให้ว่อนภายในตำหนัก บุกมาถึงห้องบรรทมอย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือ”ฮุ่ยชิงชี้นิ้วไปยังมี่เฟิงตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามา พวกมันบินพาดผ่านหน้านางไป มันช่างรู้ใจนางนัก‘ข้าจะยกต้นท้อให้เจ้าต้นหนึ่งเลย&rsq
ถัดออกจากที่องค์หญิงประทับกับสุนัขตัวโปรดทางด้านขวาและซ้ายมีนางกำนัลยืนขนาบข้างอยู่ขับเน้นให้องค์หญิงแลดูมีอำนาจสูงศักดิ์ฮุ่ยชิงเพิ่งเข้าใจเวลานี้เองว่างามล่มบ้านล่มเมืองเป็นเช่นไร สตรีตรงหน้า คิ้วตาโค้งงามงอน ผิวพรรณนวลเนียน ทั้งหมดขององค์หญิงช่างรับกับใบหน้าหวานล้ำชวนให้ผู้คนหยุดหายใจเพียงแต่แววตาคู่งามที่ทอดมองฮุ่ยชิงเต็มไปด้วยความดูแคลน หยามหมิ่น มุมปากขององค์หญิงโต้วเฟยเซียนบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด“นี่หรือสตรีที่องค์ชายรองพากลับมา ข้าได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะดูไม่จืดขนาดนี้ หากไม่รู้ว่าองค์ชายพาเจ้ามาด้วย คงคิดว่าเจ้าหลบภัยสงครามมา ถึงได้ดูสกปรกเช่นนี้”สำหรับสตรีแล้วเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเอามาล้อเล่น นางทรุดโทรมเช่นนี้เพราะเดินทางมาเป็นเวลานานน้ำเสียงหวานกราดเกรี้ยวใส เมื่อเห็นฮุ่ยชิงไม่แยแส“เจอข้าแล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่า ไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร” โต้วเฟยเซียนวางอำนาจแล้วม้วนเก็บภาพที่กำลังนอนชื่นชมอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้นางได้ข่าวจากองครักษ์หญิงว่าองค์ชายรองเจ
“ครั้งนี้ข้าอภัย เป็นเพราะข้ารีบเร่งยัดเยียดวิชาความรู้ให้เจ้ามากเกินไป เจ้าคงฝึกหนักแล้วกดดันถึงคิดปรุงยาขึ้นมาทำร้ายอาจารย์”ฮุ่ยชิงไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขา นางละอายใจที่ทำแบบนั้นกับสามี เขาดีกับนางทุกเรื่อง แค่ใช้งานนางหนักไปหน่อยยามกลางคืน“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”
จะว่าเขาล่อหลอกนางขึ้นเตียงก็ไม่ถูกนัก เรื่องเทพเซียนในการฝังเข็มก็เขาอีกนั่นแหละ จะว่าเขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มคนหนึ่งคงไม่เกินเลยนัก หมอหลวงที่รักษาอาการประชวรของฮ่องเต้เป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาการฝังเข็มให้เขา ตอนที่ท่านอาจารย์ป่วยเขายังเคยถวายการรับใช้เสด็จพ่อด้วยการฝังเข็มกระตุ้
สำนักคุ้มภัยเป่าจินจงภายนอกดูสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ภายในวุ่นวายราวกับมีมดงานเดินวุ่นกันให้พล่าน หยางต้าหลงนั่งอ่านตำราอยู่ภายในห้องทำงาน เขายกน้ำชาขึ้นจิบอ่านตำราไปพลางขบคิดเรื่องราวมากมาย“ท่านประมุข ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาถามว่าชุดในงานมงคลของท่านสวมใส
บ่าวชายหลายคนที่มาใหม่และที่ยืนอยู่เก่าก่อนตรงประตูจวนไม่แน่ใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะเมื่อครู่ก็เห็นว่าฮูหยินใหญ่ยืนขับไล่พวกส่งของหมั้นอยู่ แต่บ่าวพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าที่แท้แล้วมีคนส่งของหมั้นสองขบวน พวกเขาคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงปิดประตูไว้ไม่ยอมเปิดผ่านไปสองเค่อ หม่าอี้หวาก็หันไปหาสาวใช้“ทำไ







