Masukหม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันที
ฮุ่ยชิงเห็นสายตาโกรธเคืองของฮูหยินใหญ่เมื่อครู่ผ่อนลงจึงรีบรายงานเสียงหวาน “เมื่อเช้า สาวใช้ไปตลาด นางได้ขาหมูมา ขาอวบอ้วน ข้าเห็นว่าแม่ใหญ่ชอบกินเลยเอามาตุ๋นกับสมุนไพรด้วยไฟอ่อนๆ หากท่านสั่งโบยข้า เห็นทีวันนี้ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงปรุงขาหมูขึ้นตั้งโต๊ะให้ท่าน ช่างน่าเสียดายขาหมูเหล่านั้นที่ต้องถูกเททิ้งไป”
ครั้งหนึ่งนางป่วยหนัก หม่าอี้หวาอยากกินขาหมูจึงให้สาวใช้ปรุง แต่แล้วกลับต้องเททิ้งทั้งหม้อเพราะไม่ถูกปากอย่างที่ฮุ่ยชิงทำ
ฮูหยินใหญ่เหลือกตาใส่นางทีหนึ่ง “นังตัวแสบ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเห็นแก่กินนักหรือไง ถึงได้เอาของกินมาล่อ”
แต่มันก็ใช้ได้ผลไม่ใช่หรือเจ้าคะ
ดวงตาตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
หม่าอี้หวามองฮุ่ยชิงที่นั่งกองอยู่ที่พื้นแล้วเหยียดยิ้ม ไม่ทันสังเกตถึงความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสายตา เมื่อเห็นหลิ่งอี้กำลังจะกระชากฮุ่ยชิงไปรับโทษ นางกลับเสียดายขาหมูที่ต้องเททิ้งเพราะหาสาวใช้มีฝีมือดีกว่าฮุ่ยชิงไม่ได้
“ช้าก่อนหลิ่งอี้ ปล่อยมันเข้าครัวไป แต่สั่งสาวใช้ให้คุมนางให้ดี วันนี้ไม่ต้องส่งสำรับให้ฮุ่ยหลิง ลูกประพฤติชั่ว แม่ก็ต้องรับโทษตามไปด้วย” ดวงตานางเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่งเมื่อมองรังนกในมือ
“ฮุ่ยชิง เจ้าอยากให้แม่เจ้าลิ้มรสรังนกถ้วยนี้ใช่หรือไม่”
ฮุ่ยชิงเงยหน้าขึ้นประสานสายตาอย่างอ้อนวอน “เจ้าค่ะ หากท่านแม่ได้กินอาหารดีๆ อาการของนางจะต้องดีขึ้น”
มุมปากของหัวหน้าแม่ไก่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างคิดใคร่ครวญ “เจ้าช่างมีความกตัญญู แต่รังนกถ้วยนี้มันคู่ควรกับข้าไม่ใช่หญิงชั่วแพศยาแบบแม่เจ้า”
สิ้นเสียงตวาด นางกำลังหิวอยู่พอดีแล้วอยากกลั่นแกล้งฮุ่ยชิงจึงตักรังนกสีอำพันกินจนหมดถ้วยต่อหน้าฮุ่ยชิง ยิ่งเห็นสายตาแสนเสียดายที่มองนางกินรังนกอย่างเอร็ดอร่อย รสมือนางดีอยู่ เมื่อรังนกหมดถ้วย หม่าอี้หวากลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นแล้วตวาดไล่ร่างเล็กให้กลับไปทำงานในครัว
แค่พ้นสายตาสาวใช้เรือนใหญ่ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องครัว ฮุ่ยชิงยกมือทาบอกแล้วโก่งคออาเจียนออกมาจนหมด เจียวมี่สาวใช้คนสนิทที่คอยช่วยเหลือนางรีบเข้ามาลูบหลังให้นาง แล้วยิ้มกริ่มที่มุมปาก สาวใช้เรือนใหญ่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องครัว พวกนางมักไม่เข้ามาในครัวเพราะเกรงจะถูกไหว้วานให้หั่นผัก หั่นเนื้อ ใบหน้าแย้มยิ้มก้มไปกระซิบกระซาบแล้วยัดถุงผ้าใส่ในมือคุณหนูรอง
“คุณหนูรองเจ้าคะ น้ำปัสสาวะเด็กที่ใช้ต้มไข่ในหม้อหายไปไหนหมดเจ้าคะ”
มุมปากบนใบหน้าอ่อนเยาว์หยักขึ้นทีละนิดๆ แล้วหันกลับมามองหน้าสาวใช้คนสนิทพร้อมรอยยิ้มซุกซน ส่วนหนึ่งอยู่ในรังนกที่ถือไปแต่แม่ใหญ่แย่งกินจนหมดถ้วย ส่วนหนึ่งนางมองไปที่เตาไฟ ภายในหม้อมีขาหมูอวบอ้วนตุ๋นกับเครื่องยาจีนอย่างดี ส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วน้ำลาย
“ข้าแค่เสียดายน้ำที่เหลือจากการต้มไข่ เลยเอามาปรุงเป็นขาหมูน้ำแดงให้แม่ใหญ่ ข้ากตัญญูต่อนาง เจ้าต้องชื่นชมข้าจึงจะถูก”
เจียวมี่ลอบนำรังนกต้มน้ำตาลกรวดอย่างดีไปให้ฮุ่ยหลิงในช่วงที่คุณหนูของนางล่อหลอกถ่วงเวลาฮูหยินใหญ่เอาไว้ วันนี้ฮุ่ยหลิงได้กินรังนก อาการอิดโรยไร้เรี่ยวแรงคงจะค่อยๆ ดีขึ้น
“คุณหนูรอง! ท่านช่างร้ายกาจนัก”
รอยยิ้มบนใบหน้าทะเล้นแววตาซุกซนเมื่อครู่เลือนหายไป “คนร้ายกาจอย่างหัวหน้าแม่ไก่สกุลกุ้ยสมควรโดนแบบนี้แล้ว” ฮุ่ยชิงแบมือ ในมือมีต่างหูหยกหุ้มทองรงหูหลู่ข้างหนึ่ง เจียวมี่จำได้ว่าฮูหยินใหญ่ชอบต่างหูคู่นี้มาก เพราะนายท่านมอบให้ฮูหยินใหญ่เป็นของขวัญเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นสาวใช้ในจวนได้รับรังนกคนละถ้วยทั่วทุกคน
ท่ามกลางความสงสัยของเจียวมี่ เมื่อเห็นสิ่งนั้นในมือคุณหนูรองจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ต่างหูของฮูหยินใหญ่ คุณหนูไปเอามาได้อย่างไรเจ้าคะ หากนางรู้เข้าท่านต้องถูกเล่นงานแน่”
“ตอนที่นางตบข้า มันหล่นมา ข้าจึงเก็บไว้ ข้าคืนนางแน่ แต่จะคืนแบบไหนเจ้าคอยดูก็แล้วกัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายทั่วใบหน้า
“คุณหนูรองคิดจะทำอะไรหรือเจ้าคะ”
ฮุ่ยชิงยิ้มแย้มน่ารัก มุมปากยกขึ้นอย่างน้อยๆ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเด็ดเดี่ยว “แล้วข้าจะบอกเจ้าทีหลัง เจ้ารีบไปตักขาหมูขึ้นโต๊ะให้แม่ใหญ่ก่อน เดี๋ยวนางจะโมโหหิว อาละวาดใส่เจ้าอีก”
สำนักคุ้มภัยเป่าจินจง
ในเมืองเกาซาน แคว้นจ้าว ไม่มีใครไม่รู้จักสำนักคุ้มภัยเป่าจินจง เพราะเป็นสำนักคุ้มภัยที่ยิ่งใหญ่ และได้รับความน่าเชื่อถือจากคนในเมืองเป็นอย่างมาก ถ้าหากใครต้องการส่งสินค้า จดหมาย ของล้ำค่าไปยังต่างเมือง หรือสถานที่ใดในแคว้นจ้าวก็ต่างวางใจได้ว่าสิ่งของล้ำค่าเหล่านั้นจะไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย สำนักคุ้มภัยเป่าจินจงก่อตั้งมากว่าสามชั่วอายุคน ตอนนี้มาถึงรุ่นที่สามแห่งตระกูล
คุณชายใหญ่หยางต้าหลงหรือประมุขแห่งสำนักคุ้มภัยรุ่นที่สาม เป็นชายหนุ่มรูปงาม อายุ25ปี ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก รูปร่างไม่ต้องกล่าวถึงเพราะงามสง่าราวเทพสรรค์สร้าง แต่ยังไม่มีฮูหยิน จนบิดามารดาต่างเป็นห่วงกลัวว่าคุณชายใหญ่ผู้จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลคนต่อไปจะไร้ซึ่งทายาทสืบสกุลซึ่งเป็นการผิดต่อบรรพบุรุษ เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้
ทว่าคุณชายใหญ่ก็หาได้สนใจไม่ คุณชายใหญ่ยังยึดหลัก
บุปผางามไม่เคลื่อนผ่าน ดินฟ้าไม่เลื่อนสลาย
คุ้มภัยเป็นหลัก เรื่องรักเป็นรอง
ความคิดที่ว่าทำงานก่อน ส่วนแต่งงานมีบุตรไว้ทีหลัง ทำให้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองคือท่านหยางจงหมิงอดีตประมุขสำนักคุ้มภัยและฮูหยินผู้เฒ่าต่างปวดหัว ยกมือกุมขมับกันวันละหลายรอบเพราะเป็นห่วงกลัวว่าตระกูลหยางสายหลักจะหมดผู้สืบสกุล แต่ก็ไม่อยากถึงขั้นบังคับให้คุณชายใหญ่ต้องแต่งงาน
“ท่านพ่อท่านแม่โปรดวางใจ ยังไงข้าก็ต้องแต่งฮูหยินแน่นอน หากแต่ข้ายังไม่คิดแต่งตอนนี้”
“ยังไม่แต่งตอนนี้แล้วจะแต่งเมื่อไรกันเล่า อายุอานามของเจ้าปีนี้ก็25แล้วนะต้าหลง”
หยางต้าหลงนิ่งเงียบ ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบมารดา “เมื่อไรก็เมื่อนั้นขอรับท่านแม่”
“ต้าหลงแม่อยากตายจริงๆ ชายหนุ่มรุ่นเดียวกับเจ้าแต่งอนุกันไปไม่รู้กี่คนแล้ว เจ้ายังไม่ยอมแต่งใครเขาเข้าบ้านสักคน แต่งเถอะนะ”
หลายวันนี้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ การเป็นชายไร้เมียมันน่ารังเกียจนักหรือไง ถึงได้เคี่ยวเข็ญให้เขาแต่งงานทุกครั้งที่พบหน้า
“แม่อยากตายเหลือเกิน สกุลหยางสายหลักของเราจะไร้ผู้สืบต่อ แม่รู้สึกผิดกับบรรพชนยิ่งนัก”
“ท่านแม่ยังตายไม่ได้ขอรับ หากท่านตายข้าจะไม่ยอมแต่งฮูหยินเข้าบ้าน ข้าจะอยู่เป็นโสด นั่นเท่ากับตระกูลหยางสายหลักจะไม่มีทายาทสืบสกุล หากแต่ท่านแม่บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ข้าจะรีบหาฮูหยินแต่งเข้าบ้าน”
“ภายในปีนี้ได้หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าต่อรอง
“ข้าขอคิดดูก่อน”
“ปีนี้ก็แล้วกัน แม่รอไม่ไหว แม่มีของดีให้เจ้า” นางพูดแล้วพลางยื่นไข่ต้มสามฟองของดีที่เถ้าแก่หลงสหายของนางมอบมาให้
“ไข่ต้ม ท่านแม่นำไข่ต้มมาให้ข้า”
“อืม เป็นเช่นนั้นก็ดี”“เสด็จแม่สีพระพักต์ซีดขาว ลูกว่ากลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ก็ดีเหมือนกัน แม่รู้สึกเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปพักก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่งแม่หรอก ดูแลฮุ่ยชิงเถอะ”สนมจางเฟยบอกแล้วก็หันไปหานางกำนัลประจำตัว พวกนางรู้งานรีบเข้ามาประคองไปพักผ่อน ส่วนฮุ่ยชิงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คลายความสงสัยตอนที่เดินออกมาจากตำหนักเยว่ซวงแล้ว ฮุ่ยชิงจึงพูดขึ้น“ที่แท้แล้วความรักก็ไม่ใช่มีแค่หญิงชาย ยังมีชายรักชาย ข้าไม่แปลกใจที่ความรักทำให้คนขาดสติไร้คุณธรรม แต่ข้าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเขาสองคนเป็นเด็ดขาด เพราะไม่เห็นมีอะไรดีเลย” นางว่าแล้วทอดถอนหายใจเจิ้งอี้เหยียนประคองเมียรักเดินออกมา ท้องฟ้า สายลมยามนี้สดใส มองดูสดชื่นยิ่งนัก“ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังหมายความว่า” เขาเลิกคิ้วกระบี่ หันไปเชยคางเมียรักขึ้นมองฮุ่ยชิงไม่หลบสายตาแต่จ้องกลับหวานเยิ้ม “หม่อมฉันจะทูลว่าหม่อมฉันเชื่อว่าองค์ชายรักหม่อมฉันคนเดียว องค์ชายจะไม่มีสนมมาทำให้หม่อมฉันเสียใจในภายหลัง องค์ชายเ
องค์หญิงโต้วเฟยเซียนกลับแคว้นในสายวันถัดมา หลังจากขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบทูลขอยกเลิกสมรสพระราชทานโดยให้เหตุผลว่านางป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายปี ไม่สามารถทำหน้าที่พระชายาให้แก่องค์ชายรองได้“เจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็อนุญาต” ฮ่องเต้เจิ้งตอบอย่างเฉื่อยชา ราวกับรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงโต้วเฟยเซียนจะต้องแล่นมาพบในวันนี้ ฮ่องเต้เจิ้งถอนหายใจคราหนึ่งหันไปทางขันทีประจำพระวรกาย สั่งถ่ายทอดราชโองการองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนเป็นอิสระจากสมรสพระราชทานครั้งนี้ หลังจากนี้มีสิทธิ์แต่งตั้งพระชายาได้เอง ทันทีที่ราชโองการนี้ถ่ายทอดไป องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนก็แต่งตั้งฮุ่ยชิงขึ้นเป็นพระชายาเอกทันที พร้อมกับคืนอำนาจทางการทหารให้แก่ฮ่องเต้ ทั้งหมดก็เพื่อลดทอนความระแวงของฮองเฮาและรัชทายาทเมื่อปลดภาระหนักหน่วงลงได้ เจิ้งอี้เหยียนก็พาฮุ่ยชิงที่ได้ตำแหน่งพระชายาไปที่ตำหนักเยว่ชวงของสนมจางเฟย“เสด็จแม่ ลูกพาสะใภ้มาถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอี้เหยียนโอบเอวบางของฮุ่ยชิงเข้ามาในตำหนักหลังจากผ่านการแต่งตั้งอย่างเรียบร้อย
“เพคะ”โต้วเฟยเซียนฉายแววไม่สบอารมณ์แกมหมั่นไส้ แต่เมื่อนางกำนัลสองคนกำลังยกถาดเข้ามา องค์หญิงเลื่อนพระเนตรอย่างช้าๆ ไปมองในถาดมีอาหารบนจานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง“กลิ่นหอมฟุ้ง เป็นเนื้อชนิดใดตุ๋นน้ำแดงเพคะ องค์ชายรองชอบเสวยเนื้อชนิดใดเพคะ”เจิ้งอี้เหยียนกระดิกนิ้วบอกให้นางกำนัลรีบวางอาหารจานพิเศษลงตรงกลาง “ก็เนื้อที่องค์หญิงนำมา ข้าขอเพ่ยเพ่ยเจ้าแล้ว เจ้าให้ข้า ข้าเลยส่งมันไปที่ห้องเครื่อง”ฮุ่ยชิงที่นังฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ แล้วมองพระสวามีของนางด้วยหางตา‘คนเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจนัก’ดวงตาคู่งามมองผ่านมาถึงองค์หญิง‘ช่างน่าสงสารนัก’ตะเกียบทองคำตกลงกระแทกพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องขององค์หญิงผู้เลอโฉม เพ่ยเพ่ย เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของนาง นางนำมันไปทุกที่แม้เวลานอนก็ให้มันนอนร่วมเตียง แต่เวลานี้ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะอาหาร“ไม่จริง ไม่จริง ท่านส่งเพ่ยเพ่ยไปห้องเครื่อง องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียน จิตใจท่านทำด้วยอะไร”เพ่ยเพ่ยที่นางรักน
‘ท่านป้าช่างเลือกนัก สมแล้วที่เลือกองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนให้ข้า’แต่เพียงครู่เดียวร่างน้อยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายรองโยนร่างบอบบางราวกับตุ๊กตาจีนเคลือบไปบนเตียง เกือบจะทับกับเพ่ยเพ่ยที่กระโดดหลบแทบไม่ทัน‘องค์ชายรองช่างร้อนแรงนัก’แม้องค์หญิงจะเจ็บร้าวไปทั่วพระวรกายแต่ยังฉีกยิ้มอ่อนหวานมอบให้กับบุรุษรูปที่นางหลงใหลเพียงแต่ว่าเวลานี้เจิ้งอี้เหยียนไม่แย้มยิ้มเช่นเคย ร่างกำยำย่างสามขุมเข้ามาที่เตียง“องค์ชายรองจะทำอะไรเพคะ”หากเขาจะล่วงเกินนาง นางก็พร้อมจะยอม...สีหน้าไม่พอใจมองไปที่เพ่ยเพ่ย “ใครใช้ให้เอาสุนัขขึ้นมาบนเตียงนอนข้า ไม่รู้หรือไงข้าแพ้ขนสัตว์ ไม่ชอบกลิ่นเหม็น” อันที่จริงแม้แต่หญ้าที่หยาบที่สุดพระองค์ก็นอนทับมันได้ ต่อให้เป็นดินแข็งแห้ง แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยรังเกียจ“เพ่ยเพ่ย เป็นสุนัขของหม่อมฉันเพคะ”“เป็นขององค์หญิงเองถ้าเช่นนั้นเราคงจะมีความชอบตรงกัน ข้าก็ชอบสุนัข”โต้วเฟยเซียนมองด้วยสายตางงงันเมื่อครู่องค์ชายรองย
เจ้ามีป้ายทองคำนี้อยู่ในแคว้นลั่วใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ยกเว้นข้ากับเจ้าของป้ายทองคำฮุ่ยชิงรีบเข้าไปยื้อภาพจากปากเพ่ยเพ่ยทำที่ล่อหลอกมัน มันจึงคลายภาพวาด นางเห็นรอยเห่อแดงเกลื่อนกระจายบนใบหน้างดงามขององค์หญิงโต้วเฟยเซียน ฮุ่ยชิงรีบม้วนภาพนั้นเก็บแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง รูปภาพของพระสวามีแค่ฮุ่ยชิงมองผ่านๆ นางก็จำได้แล้ว“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ นางกำนัลทั้งสองบังอาจล่วงเกินองค์หญิงสมควรถูกลงโทษ เมื่อครู่หม่อมฉันก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้คิดอยู่แล้วเชียวจะลงโทษพวกนางสองคนอย่างไรดี พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่เกียจคร้าน แล้วยังไม่เกรงกลัวเจ้านายอีก”สองนางกำนัลที่องค์ชายรองมอบหน้าที่ให้ดูแลรับใช้พระชายาฮุ่ยชิงต่างมองหน้ากัน ทำไมพระชายาที่มีน้ำพระทัยงดงามกลายเป็นแบบนี้ไปได้เล่า“องค์หญิงทอดพระเนตรดูสิเพคะมี่เฟิงบินกันให้ว่อนภายในตำหนัก บุกมาถึงห้องบรรทมอย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือ”ฮุ่ยชิงชี้นิ้วไปยังมี่เฟิงตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามา พวกมันบินพาดผ่านหน้านางไป มันช่างรู้ใจนางนัก‘ข้าจะยกต้นท้อให้เจ้าต้นหนึ่งเลย&rsq
ถัดออกจากที่องค์หญิงประทับกับสุนัขตัวโปรดทางด้านขวาและซ้ายมีนางกำนัลยืนขนาบข้างอยู่ขับเน้นให้องค์หญิงแลดูมีอำนาจสูงศักดิ์ฮุ่ยชิงเพิ่งเข้าใจเวลานี้เองว่างามล่มบ้านล่มเมืองเป็นเช่นไร สตรีตรงหน้า คิ้วตาโค้งงามงอน ผิวพรรณนวลเนียน ทั้งหมดขององค์หญิงช่างรับกับใบหน้าหวานล้ำชวนให้ผู้คนหยุดหายใจเพียงแต่แววตาคู่งามที่ทอดมองฮุ่ยชิงเต็มไปด้วยความดูแคลน หยามหมิ่น มุมปากขององค์หญิงโต้วเฟยเซียนบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด“นี่หรือสตรีที่องค์ชายรองพากลับมา ข้าได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะดูไม่จืดขนาดนี้ หากไม่รู้ว่าองค์ชายพาเจ้ามาด้วย คงคิดว่าเจ้าหลบภัยสงครามมา ถึงได้ดูสกปรกเช่นนี้”สำหรับสตรีแล้วเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเอามาล้อเล่น นางทรุดโทรมเช่นนี้เพราะเดินทางมาเป็นเวลานานน้ำเสียงหวานกราดเกรี้ยวใส เมื่อเห็นฮุ่ยชิงไม่แยแส“เจอข้าแล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่า ไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร” โต้วเฟยเซียนวางอำนาจแล้วม้วนเก็บภาพที่กำลังนอนชื่นชมอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้นางได้ข่าวจากองครักษ์หญิงว่าองค์ชายรองเจ
เนื่องจากไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความสนใจของบุตรชายให้อยากออกเรือนแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาเป็นสะใภ้ได้ บางทีหากหยางต้าหลงได้ชิมไข่ต้มสูตรพิเศษที่บุรุษหนุ่มในเกาซานที่ต่างหามากินกัน เลือดในกายหนุ่มของเขาอาจจะถวิลหาความอ่อนนุ่มของสตรี“นี่มันไข่อะไรหรือขอรับ กลิ่นหอมแปลกๆ”นางชำเลืองมอง เกรงลูกชายจะไ
“ครั้งนี้ข้าอภัย เป็นเพราะข้ารีบเร่งยัดเยียดวิชาความรู้ให้เจ้ามากเกินไป เจ้าคงฝึกหนักแล้วกดดันถึงคิดปรุงยาขึ้นมาทำร้ายอาจารย์”ฮุ่ยชิงไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขา นางละอายใจที่ทำแบบนั้นกับสามี เขาดีกับนางทุกเรื่อง แค่ใช้งานนางหนักไปหน่อยยามกลางคืน“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”
“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจสุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนน
เมืองเกาซาน แคว้นจ้าวห่างจากกำแพงวังสูงตระหง่านไม่เกินสามสิบลี้ เลี้ยวผ่านถนนซือเป่าที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถนนเส้นนี้มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาที่แย่งกันผุดขึ้นในยามกลางคืน แสงจากไฟโคมแข่งกันแย่งแสงจากดวงดาวมองดูสว่างไสว ทิ้งระยะห่างมาอีกสองหัวมุมถนน จวนใหญ่โตตั้งตระหง่านกิ







