เข้าสู่ระบบเนื่องจากไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความสนใจของบุตรชายให้อยากออกเรือนแต่งคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาเป็นสะใภ้ได้ บางทีหากหยางต้าหลงได้ชิมไข่ต้มสูตรพิเศษที่บุรุษหนุ่มในเกาซานที่ต่างหามากินกัน เลือดในกายหนุ่มของเขาอาจจะถวิลหาความอ่อนนุ่มของสตรี
“นี่มันไข่อะไรหรือขอรับ กลิ่นหอมแปลกๆ”
นางชำเลืองมอง เกรงลูกชายจะไม่กิน “กินสิ เจ้ากินให้หมดก่อนแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”
หยางต้าหลงดมดูรู้สึกกลิ่นของไข่หอมดี แต่เขาไม่ใช่นักชิม เมื่อดมอีกทีทำให้นึกถึงไข่ต้มโสม
‘คงเป็นไข่ต้มโสม’
เรื่องที่เขาใส่ใจมากที่สุดคือการฝึกปรือวรยุทธ์ เรื่องกินนั้นหาได้สนใจ กินอะไรท้ายสุดแล้วมันก็ไปรวมกันในท้อง
“กินเถอะ เจ้ากินแล้วจะต้องติดใจ”
เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากๆเข้า เขาก็ยอมตามใจมารดา เมื่อไข่เข้าไปในปากรสชาติเค็มปะแล่มแต่ก็ชวนกินทำให้เขากินใบแรกและกินใบที่สองสามตามเข้าไปจนหมด “ไข่ต้มกับใบชาหรือขอรับท่านแม่รสชาติดีนัก งั้นข้าจะกินให้หมด”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเหมือนกลืนยาขมเห็นหยางต้าหลงกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วขมคอแทน“ไข่นี่ไม่ได้ถูกต้มกับใบชา”
“ถ้าเช่นนั้นกลิ่นหอมแปลกนั่นเป็นสมุนไพรชนิดใด หรือจะนำไปต้มกับโสม แต่กลิ่นไม่คล้ายโสม”
“ไม่ใช่โสม แต่เป็นไข่ต้มกับฉี่เด็กชายบริสุทธิ์ต่างหากเล่า เถ้าแก่หลงว่าถ้าเจ้าได้กินมันต้องขยันหาสะใภ้ให้แม่แน่ เผลอๆ หาไม่ทันต้องหาสาวงามมาอุ่นเตียงรอเจ้าแต่งฮูหยินเข้าบ้าน”
“สรรพคุณมันยอดเยี่ยมขนาดนั้น ข้าอยากรู้นักใครเป็นคนต้มไข่นี้” หยางต้าหลงแสดงสีหน้าปั่นปึ่งเฉยชา แล้วคว้ากระบี่มาถือไว้กำมันจนแน่น
“ข้ากินไข่ต้มไปสามใบ ข้าจะตัดนิ้วมันออกมาสามนิ้ว”
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อห้าวันที่แล้ว ก่อนหยางต้าหลงบอกแก่บิดามารดาก่อนจะออกจากคฤหาสน์ ตอนนี้เขากำลังเดินทางกลับสู่เมืองเกาซาน แคว้นจ้าว พร้อมกับขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่เขารับคุ้มภัยมาจากเมืองฉู่ งานในวันนี้คือคุ้มภัยขบวนเกี้ยวเจ้าสาวให้มาถึงเมืองเกาซานอย่างปลอดภัย เจ้าสาวจากเมืองฉู่นั้นเป็นลูกขุนนางใหญ่เป็นเครือญาติกับฮองเฮา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเจ้าสาวและขบวนทรัพย์สินที่นำมาเป็นสินเดิม จึงต้องการความปลอดภัยอย่างสูง ทางบ้านเจ้าสาวจึงจ้างสำนักคุ้มภัยให้มาคุ้มครองความปลอดภัยตั้งแต่ขบวนเกี้ยวเคลื่อนออกจากบ้านที่เมืองฉู่จนมาถึงเมืองเกาซาน
หยางต้าหลงขี่ม้านำอยู่หน้าขบวน สายตาสอดส่องทั้งซ้ายทั้งขวา เขาไม่เคยไว้ใจผืนป่าแถวชานเมืองเลยสักนิด ถึงจะใกล้เข้าเขตเมืองหลวงมากแล้วก็ตาม เขากำชับศิษย์ในสำนักที่ร่วมขบวนมาด้วยทั้งสิบคนด้วยน้ำเสียงกร้าวแข็ง ดุดัน
“ห้ามประมาทเด็ดขาด อีกสามสิบลี้ก็จะเข้าสู่ตัวเมืองหลวงแล้ว ต้องเพิ่มความระมัดระวัง จะผิดพลาดไม่ได้” หยางต้าหลงสั่งเสียงเข้มงวดเพราะเจ้าสาวในเกี้ยวมีความสำคัญอย่างมาก นางมีศักดิ์เป็นถึงหลานของฮองเฮา
บรรดาศิษย์ในสำนักที่ยืนขนาบทั้งซ้ายขวา หน้าหลังต่างขานรับเสียงดัง
“ขอรับท่านประมุข”
เสียงขานรับและการใส่ใจดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดทำให้เจ้าสาวที่อยู่ในเกี้ยวหรูหราค่อยคลายความกังวล หลับตาฟังเสียงคนในขบวนย่ำฝีเท้าลงกับผืนหญ้าไปอย่างสงบ เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านของเจ้าบ่าวแล้ว
ยามอู่ (11.00 น.-12.59 น.) แม้จะแดดร้อนเปรี้ยงแค่ไหน แต่มือเล็กๆที่กำลังเก็บสมุนไพรที่จำเป็นต้องนำไปติดเรือนไว้ก็ไม่ย่อท้อ ร่างเล็กบางราวกิ่งหลิวย่อตัวลงนั่งกับพื้นหญ้า เร่งเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้าไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่ว เพราะต้องรีบกลับไปที่เรือนให้ทันก่อนยามเซิน (15.00 น.-16.59 น.) ไม่อย่างนั้นนางต้องถูกแม่ใหญ่เล่นงาน วันนี้ที่นางออกมาได้เพราะแม่ใหญ่ท้องเสีย อ่อนเพลียนอนพักอยู่ในห้องไม่ออกจากเรือนใหญ่มาสามวันแล้ว พวกบ่าวไพร่ในเรือนใหญ่เอาแต่เสนอหน้าเฝ้านางไม่ได้ขาด ทำให้ฮุ่ยชิงมีโอกาสลอบออกมานอกจวนโดยมีสาวใช้คนสนิทคอยดูต้นทาง
นอกจากทำอาหารแล้วฮุ่ยชิงยังมีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วย มารดาเป็นคนสอนนางเก็บสมุนไพรตั้งแต่เล็ก สมุนไพรที่นางเก็บมีทั้งสรรพคุณใช้ห้ามเลือด แก้ไข้ แก้ปวดท้องนางเก็บจนเต็มตะกร้าแล้วจึงลุกขึ้น
ที่จริงนางปลูกสมุนไพรไว้บริเวณใกล้เรือนพักแต่เมื่อหลายวันก่อนมีชายชราผมขาวเป็นลมอยู่หน้าจวน นางช่วยเขาเอาไว้ชายคนนั้นบอกแก่นางว่าลงจากเขาเข้าเมืองมาหาซื้อสมุนไพร นางเห็นว่าสมุนไพรที่ชายชราต้องการจะซื้อนางปลูกไว้จึงนำมันให้ชายชราไปโดยไม่คิดราคาเพราะสงสารที่อยู่ตัวคนเดียวไม่มีเมียไม่มีลูกดูแล ชายคนนั้นบอกจะดูดวงให้ฟรีฮุ่ยชิงปฏิเสธแต่เขายืนกรานว่าดูแม่นยำนักครั้งหนึ่งเขาเคยทำงานอยู่ในวัง
นางจึงตัดรำคาญยอมให้เขาดู ชายชราตรวจดวงนางพลันสายตาตื่นตะลึง แล้วบอกนางว่าวาสนานางสูงส่ง ฮุ่ยชิงแทบหลุดขำ ชายชราคงเลอะเลือน ร่างเล็กคิดเรื่องขบขันพลางหัวเราะเบาๆ
“ข้ามีวาสนาสูงส่งจริง คงไม่ต้องมานั่งเก็บสมุนไพรไปขายแบบนี้หรอก”
สมุนไพรพวกนี้นอกจากนำไปใช้เอง ที่เหลือนางจะนำไปขาย นางหาเงินทุกทางเพื่อให้มารดาได้มีของกินดีๆ เพื่อบำรุงร่างกายบ้าง ขณะกำลังจะเดินกลับแต่นางหันไปเห็นกระต่ายป่าตัวน้อยสีขาวน่ารักตัวหนึ่งเข้า กระต่ายน้อยกำลังจ้องมองนางอยู่ราวกับจะชวนไปวิ่งเล่น
ฮุ่ยชิงส่ายหน้า “ข้าไปวิ่งเล่นกับเจ้าไม่ได้หรอกกระต่ายน้อย ข้าต้องรีบกลับบ้าน วันนี้ท่านพี่เหมยลี่จะมาเยี่ยมบ้าน ข้าต้องรีบกลับไปคารวะ”
นางว่าแล้วก็เตรียมจะหมุนตัวเดินกลับ แต่เจ้ากระต่ายน้อยสีขาวปุกปุยที่ดูจะรู้เรื่องเกินเหตุ กลับวิ่งเข้าหานาง
“เอ๊ะ ยังไงกัน เจ้ากลับไปหาครอบครัวเจ้าเถอะ ถ้าหากมีพวกพรานล่าสัตว์มาเจอ ต้องจับเจ้าเป็นอาหารแน่” ฮุ่ยชิงย่อตัวลงนั่งคุยกับกระต่าย แต่มันก็ไม่ยอมไปไหนมิหนำซ้ำมันยังวิ่งเข้ามาคลอเคลียกับเท้าของนาง
“ไม่วิ่งหนีข้าแบบนี้ เป็นอาหารของข้าดีหรือไม่” นางหยอกมันเล่นเท่านั้น แต่กระต่ายน้อยสัมผัสถึงความอ่อนโยนจากท่าที่ของนางได้ เจ้าขนปุยจึงไม่กระโดดไปไหน
แต่ความผิดปกติทำให้มันกลับถอยหนี แล้ววิ่งไปอีกทาง ด้วยความสงสัยแกมอยากรู้ว่าเจ้ากระต่ายน้อยจะสื่อสารอะไร นางจึงวิ่งตามเจ้ากระต่ายน้อยไปอย่างไม่รู้ตัว
“เกิดอะไรขึ้นเจ้ากระต่ายน้อย เป็นอะไรเล่า”
ร่างเล็กที่วิ่งตามมาได้สักพัก เม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าผาก ฮุ่ยชิงหยุดวิ่งแล้วยกมือปาดเหงื่อ
“รอข้าด้วยเจ้าเห็นข้าหน้าเหมือนเจ้าหรือไง เจ้าขนปุย ข้าไม่ใช่กระต่ายจะได้วิ่งตามเจ้าทัน”
มันสนใจคำของนางเสียไหน ใช่แล้วมันฟังนางไม่เข้าใจ ร่างอ้อนแอ้นแก่นเซี้ยววิ่งตามไปอย่างปราดเปรียว
“ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าไม่มีเวลามาวิ่งเล่นกับเจ้าแล้ว ถ้าอยากชวนข้าวิ่งเล่นก็ไว้วันหน้าเถอะ”
ฮุ่ยชิงมองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าที่เคลื่อนจากบริเวณศีรษะไปทางทิศตะวันตกก็ร้อนใจ เพราะแสดงว่าเลยยามอู่ไปมากแล้ว นางตัดสินใจจะวิ่งกลับทว่าหูของนางได้ยินเสียงกรีดร้องสลับกับเสียงต่อสู้ดังแว่วอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“นั่นเสียงอะไร หรือใครจ้างพวกงิ้วเข้ามาเล่นในป่า” นางพูดออกไปเช่นนั้นแต่ดวงตาเคลือบความระแวงสงสัย
อีกด้านหนึ่ง
“คุ้มกันเกี้ยวเจ้าสาวอย่าให้เจ้าสาวเป็นอะไรเด็ดขาด”
หยางต้าหลงสีหน้าเคร่งเครียด ดำทะมึนด้วยความโกรธจัด เขากำลังขี่ม้านำขบวนเกี้ยวเจ้าสาวผ่านป่าไผ่ที่รกทึบ จู่ๆก็มีโจรป่านับสิบคนกรูกันเข้ามาขวางหน้าขบวนเกี้ยว พวกมันมีคนมากพร้อมอาวุธครบมือ หนำซ้ำลงมืออย่างรวดเร็วจนเขาเกือบตั้งรับไม่ทัน พวกมันฆ่าสาวใช้และบ่าวผู้ชายตายหมด เหลือแต่คนในสำนักคุ้มภัย
ฝีมือกระบี่พวกมันไม่ธรรมดา จัดอยู่ในกระบวนท่าสูงส่ง จนหยางต้าหลงตะโกนสั่งศิษย์ในสำนัก
“ปกป้องเจ้าสาวในเกี้ยวด้วยชีวิต”
“ขอรับท่านประมุข”
“อืม เป็นเช่นนั้นก็ดี”“เสด็จแม่สีพระพักต์ซีดขาว ลูกว่ากลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ก็ดีเหมือนกัน แม่รู้สึกเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปพักก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่งแม่หรอก ดูแลฮุ่ยชิงเถอะ”สนมจางเฟยบอกแล้วก็หันไปหานางกำนัลประจำตัว พวกนางรู้งานรีบเข้ามาประคองไปพักผ่อน ส่วนฮุ่ยชิงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คลายความสงสัยตอนที่เดินออกมาจากตำหนักเยว่ซวงแล้ว ฮุ่ยชิงจึงพูดขึ้น“ที่แท้แล้วความรักก็ไม่ใช่มีแค่หญิงชาย ยังมีชายรักชาย ข้าไม่แปลกใจที่ความรักทำให้คนขาดสติไร้คุณธรรม แต่ข้าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเขาสองคนเป็นเด็ดขาด เพราะไม่เห็นมีอะไรดีเลย” นางว่าแล้วทอดถอนหายใจเจิ้งอี้เหยียนประคองเมียรักเดินออกมา ท้องฟ้า สายลมยามนี้สดใส มองดูสดชื่นยิ่งนัก“ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังหมายความว่า” เขาเลิกคิ้วกระบี่ หันไปเชยคางเมียรักขึ้นมองฮุ่ยชิงไม่หลบสายตาแต่จ้องกลับหวานเยิ้ม “หม่อมฉันจะทูลว่าหม่อมฉันเชื่อว่าองค์ชายรักหม่อมฉันคนเดียว องค์ชายจะไม่มีสนมมาทำให้หม่อมฉันเสียใจในภายหลัง องค์ชายเ
องค์หญิงโต้วเฟยเซียนกลับแคว้นในสายวันถัดมา หลังจากขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบทูลขอยกเลิกสมรสพระราชทานโดยให้เหตุผลว่านางป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายปี ไม่สามารถทำหน้าที่พระชายาให้แก่องค์ชายรองได้“เจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็อนุญาต” ฮ่องเต้เจิ้งตอบอย่างเฉื่อยชา ราวกับรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงโต้วเฟยเซียนจะต้องแล่นมาพบในวันนี้ ฮ่องเต้เจิ้งถอนหายใจคราหนึ่งหันไปทางขันทีประจำพระวรกาย สั่งถ่ายทอดราชโองการองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนเป็นอิสระจากสมรสพระราชทานครั้งนี้ หลังจากนี้มีสิทธิ์แต่งตั้งพระชายาได้เอง ทันทีที่ราชโองการนี้ถ่ายทอดไป องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนก็แต่งตั้งฮุ่ยชิงขึ้นเป็นพระชายาเอกทันที พร้อมกับคืนอำนาจทางการทหารให้แก่ฮ่องเต้ ทั้งหมดก็เพื่อลดทอนความระแวงของฮองเฮาและรัชทายาทเมื่อปลดภาระหนักหน่วงลงได้ เจิ้งอี้เหยียนก็พาฮุ่ยชิงที่ได้ตำแหน่งพระชายาไปที่ตำหนักเยว่ชวงของสนมจางเฟย“เสด็จแม่ ลูกพาสะใภ้มาถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอี้เหยียนโอบเอวบางของฮุ่ยชิงเข้ามาในตำหนักหลังจากผ่านการแต่งตั้งอย่างเรียบร้อย
“เพคะ”โต้วเฟยเซียนฉายแววไม่สบอารมณ์แกมหมั่นไส้ แต่เมื่อนางกำนัลสองคนกำลังยกถาดเข้ามา องค์หญิงเลื่อนพระเนตรอย่างช้าๆ ไปมองในถาดมีอาหารบนจานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง“กลิ่นหอมฟุ้ง เป็นเนื้อชนิดใดตุ๋นน้ำแดงเพคะ องค์ชายรองชอบเสวยเนื้อชนิดใดเพคะ”เจิ้งอี้เหยียนกระดิกนิ้วบอกให้นางกำนัลรีบวางอาหารจานพิเศษลงตรงกลาง “ก็เนื้อที่องค์หญิงนำมา ข้าขอเพ่ยเพ่ยเจ้าแล้ว เจ้าให้ข้า ข้าเลยส่งมันไปที่ห้องเครื่อง”ฮุ่ยชิงที่นังฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ แล้วมองพระสวามีของนางด้วยหางตา‘คนเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจนัก’ดวงตาคู่งามมองผ่านมาถึงองค์หญิง‘ช่างน่าสงสารนัก’ตะเกียบทองคำตกลงกระแทกพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องขององค์หญิงผู้เลอโฉม เพ่ยเพ่ย เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของนาง นางนำมันไปทุกที่แม้เวลานอนก็ให้มันนอนร่วมเตียง แต่เวลานี้ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะอาหาร“ไม่จริง ไม่จริง ท่านส่งเพ่ยเพ่ยไปห้องเครื่อง องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียน จิตใจท่านทำด้วยอะไร”เพ่ยเพ่ยที่นางรักน
‘ท่านป้าช่างเลือกนัก สมแล้วที่เลือกองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนให้ข้า’แต่เพียงครู่เดียวร่างน้อยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายรองโยนร่างบอบบางราวกับตุ๊กตาจีนเคลือบไปบนเตียง เกือบจะทับกับเพ่ยเพ่ยที่กระโดดหลบแทบไม่ทัน‘องค์ชายรองช่างร้อนแรงนัก’แม้องค์หญิงจะเจ็บร้าวไปทั่วพระวรกายแต่ยังฉีกยิ้มอ่อนหวานมอบให้กับบุรุษรูปที่นางหลงใหลเพียงแต่ว่าเวลานี้เจิ้งอี้เหยียนไม่แย้มยิ้มเช่นเคย ร่างกำยำย่างสามขุมเข้ามาที่เตียง“องค์ชายรองจะทำอะไรเพคะ”หากเขาจะล่วงเกินนาง นางก็พร้อมจะยอม...สีหน้าไม่พอใจมองไปที่เพ่ยเพ่ย “ใครใช้ให้เอาสุนัขขึ้นมาบนเตียงนอนข้า ไม่รู้หรือไงข้าแพ้ขนสัตว์ ไม่ชอบกลิ่นเหม็น” อันที่จริงแม้แต่หญ้าที่หยาบที่สุดพระองค์ก็นอนทับมันได้ ต่อให้เป็นดินแข็งแห้ง แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยรังเกียจ“เพ่ยเพ่ย เป็นสุนัขของหม่อมฉันเพคะ”“เป็นขององค์หญิงเองถ้าเช่นนั้นเราคงจะมีความชอบตรงกัน ข้าก็ชอบสุนัข”โต้วเฟยเซียนมองด้วยสายตางงงันเมื่อครู่องค์ชายรองย
เจ้ามีป้ายทองคำนี้อยู่ในแคว้นลั่วใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ยกเว้นข้ากับเจ้าของป้ายทองคำฮุ่ยชิงรีบเข้าไปยื้อภาพจากปากเพ่ยเพ่ยทำที่ล่อหลอกมัน มันจึงคลายภาพวาด นางเห็นรอยเห่อแดงเกลื่อนกระจายบนใบหน้างดงามขององค์หญิงโต้วเฟยเซียน ฮุ่ยชิงรีบม้วนภาพนั้นเก็บแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง รูปภาพของพระสวามีแค่ฮุ่ยชิงมองผ่านๆ นางก็จำได้แล้ว“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ นางกำนัลทั้งสองบังอาจล่วงเกินองค์หญิงสมควรถูกลงโทษ เมื่อครู่หม่อมฉันก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้คิดอยู่แล้วเชียวจะลงโทษพวกนางสองคนอย่างไรดี พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่เกียจคร้าน แล้วยังไม่เกรงกลัวเจ้านายอีก”สองนางกำนัลที่องค์ชายรองมอบหน้าที่ให้ดูแลรับใช้พระชายาฮุ่ยชิงต่างมองหน้ากัน ทำไมพระชายาที่มีน้ำพระทัยงดงามกลายเป็นแบบนี้ไปได้เล่า“องค์หญิงทอดพระเนตรดูสิเพคะมี่เฟิงบินกันให้ว่อนภายในตำหนัก บุกมาถึงห้องบรรทมอย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือ”ฮุ่ยชิงชี้นิ้วไปยังมี่เฟิงตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามา พวกมันบินพาดผ่านหน้านางไป มันช่างรู้ใจนางนัก‘ข้าจะยกต้นท้อให้เจ้าต้นหนึ่งเลย&rsq
ถัดออกจากที่องค์หญิงประทับกับสุนัขตัวโปรดทางด้านขวาและซ้ายมีนางกำนัลยืนขนาบข้างอยู่ขับเน้นให้องค์หญิงแลดูมีอำนาจสูงศักดิ์ฮุ่ยชิงเพิ่งเข้าใจเวลานี้เองว่างามล่มบ้านล่มเมืองเป็นเช่นไร สตรีตรงหน้า คิ้วตาโค้งงามงอน ผิวพรรณนวลเนียน ทั้งหมดขององค์หญิงช่างรับกับใบหน้าหวานล้ำชวนให้ผู้คนหยุดหายใจเพียงแต่แววตาคู่งามที่ทอดมองฮุ่ยชิงเต็มไปด้วยความดูแคลน หยามหมิ่น มุมปากขององค์หญิงโต้วเฟยเซียนบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด“นี่หรือสตรีที่องค์ชายรองพากลับมา ข้าได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะดูไม่จืดขนาดนี้ หากไม่รู้ว่าองค์ชายพาเจ้ามาด้วย คงคิดว่าเจ้าหลบภัยสงครามมา ถึงได้ดูสกปรกเช่นนี้”สำหรับสตรีแล้วเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเอามาล้อเล่น นางทรุดโทรมเช่นนี้เพราะเดินทางมาเป็นเวลานานน้ำเสียงหวานกราดเกรี้ยวใส เมื่อเห็นฮุ่ยชิงไม่แยแส“เจอข้าแล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่า ไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร” โต้วเฟยเซียนวางอำนาจแล้วม้วนเก็บภาพที่กำลังนอนชื่นชมอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้นางได้ข่าวจากองครักษ์หญิงว่าองค์ชายรองเจ
หยางต้าหลงยกมือปาดเหงื่อ คุ้มครองความปลอดภัยคนครั้งนี้นับว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่เมื่อรับงานมาแล้วก็ต้องยอม ดวงตาเฉียบคมกวาดมองศิษย์ในสำนักคุ้มภัย บาดเจ็บไปห้าคน ล้มตายไปหนึ่งคน ยังเหลือต่อสู้กับพวกโจรอีกสี่คน แต่โจรมีมากถึงยี่สิบคนต่อให้พวกเขามีปีกก็ยากจะบินหนี พวกคนคุ้มภัยที่บ้านเ
หม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันทีฮุ่ยช
“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจสุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนน
“ช่วยข้าด้วยเถอะ” ไม่คิดเลยว่าคนมีฝีมืออย่างเขาจะพลาดได้ถึงเพียงนี้เพราะความไม่ระวังจึงถูกจู่โจมทั้งที่ท่านประมุขสั่งให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา“ข้าช่วยท่าน แต่ท่านต้องซื้อสมุพนไพรของข้า”นางเป็นคนประเภทไหนกัน เสียสติ ฟั่นเฟือน หรือเป็นคนดีที่มีแผนการร้ายเขามองนางไม่ออก สีหน้าคึกคักดูมีชิวิตชีวาไม่เกรง







