LOGINหยางต้าหลงยกมือปาดเหงื่อ คุ้มครองความปลอดภัยคนครั้งนี้นับว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่เมื่อรับงานมาแล้วก็ต้องยอม ดวงตาเฉียบคมกวาดมองศิษย์ในสำนักคุ้มภัย บาดเจ็บไปห้าคน ล้มตายไปหนึ่งคน ยังเหลือต่อสู้กับพวกโจรอีกสี่คน แต่โจรมีมากถึงยี่สิบคนต่อให้พวกเขามีปีกก็ยากจะบินหนี พวกคนคุ้มภัยที่บ้านเจ้าสาวที่จ้างมาต่างหากต่างตายเกลื่อนดังใบไม้ปลิดปลิวไปหมด
หยางต้าหลงยืนอยู่กลางวงล้อมโจรป่าท่าทางเด็ดเดี่ยว ใบหน้าหล่อเหลายังสงบนิ่ง ไม่มีแวววิตกพาดผ่าน เขาเหลือบตาเพียงนิดเดียว มองให้แน่ใจว่าเจ้าสาวยังอยู่ในเกี้ยวอย่างปลอดภัยไม่มีโจรป่าคนไหนไปยุ่ง แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว คนยังไม่ตายนับว่างานยังสำเร็จอยู่
“เจ้ายอมแพ้พวกเราเถอะท่านประมุขหยาง สิบต่อหนึ่งยังไงท่านก็เอาชนะเราไม่ได้”
หยางต้าหลงเดาว่าคนที่พูดน่าจะเป็นลูกพี่ของพวกมัน เขาแค่นยิ้มเย็นชาครั้งหนึ่ง แต่แค่นั้นก็ทำให้คนมองขนคอตั้งชัน
“ว่ายังไง ยอมแพ้เถอะ ส่งตัวเจ้าสาวกับสมบัติมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้”
“พวกสมองสุกร ตาสุนัข ข้าไม่มีวันให้ในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ ต่อให้พวกเจ้ามามากกว่านี้ข้าก็ไม่กลัว” หยางต้าหลงถีบตัวขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ปลายเท้าแตะกิ่งไม้ครั้งหนึ่ง ก็วาดกระบี่เมฆาเคลื่อนเข้าใส่พวกมัน ที่ไม่ทันแม้แต่จะได้กะพริบตา
สามคนถึงกับทรุดล้มลงกับพื้น เลือดที่ลำคอพุ่งกระฉูดเป็นสายน้ำหลาก เพราะคมมีดเมฆาเคลื่อนนั้นบางแต่คมกริบแถมยังแข็งแรง หาอาวุธใดเปรียบได้ยาก อีกทั้งพลังข้อมือของหยางต้าหลงทั้งหนักแน่น ว่องไว ลงกระบี่ครั้งเดียวตายไปสาม
“อ๊า”
เสียงคนที่เหลือร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจปนหวาดกลัว เทพเจ้าหน้าหยกคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว พวกมันต่างคิดไม่ถึงว่าวิทยายุทธ์ของเจ้าสำนักคุ้มภัยเป่าจินจงที่ได้ยินแต่เพียงคำเล่าลือจะร้ายกาจถึงเพียงนี้
“พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันให้หมดนี่ ข้าไม่อยากเสียเวลา” หยางต้าหลงคำรามครั้งเดียว วาดกระบี่ออก ดวงตาเฉียบคมย้อมไอสังหารจ้องมองที่ศัตรูเบื้องหน้าเขม็ง
พวกมันมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าอย่างหวาดๆจะหนีก็หนีไม่ได้ จะสู้ก็ตายแต่มาถึงตอนนี้ ตายเป็นตาย จากนั้นก็กรูเข้าใส่เป้าหมายพร้อมกัน ค่าหัวของหยางต้าหลง รวมทั้งทรัพย์สมบัติที่จะได้จากการปล้นชิงครั้งนี้มากพอที่จะทำให้พวกมันขวัญกล้าเทียมฟ้า ประจันหน้ากับเทพสวรรค์ที่แม้ยืนอยู่หนึ่งเดียวก็ยังกล้าต่อกรกับคนสิบคนไม่หวาดหวั่น
หยางต้าหลงใช้กระบี่รับการฟาดฟันจากโจรป่าที่กระโดดลอยตัวมาจากด้านบนหมายจะตัดหัวของเขา เขารับด้วยตัวกระบี่จากนั้นก็สะบัดข้อมือเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นแทงกลับแต่มันใช้วิชาตัวเบาเตะเท้ากลางอากาศหลบคมกระบี่ได้ทัน
แต่หยางต้าหลงไม่มีเวลาหายใจเมื่อพวกโจรที่รอจังหวะทีเผลอก็พุ่งปลายกระบี่แหลมคมเข้าหาลำตัวของเขา เขาเอี้ยวตัวหลบแต่เอวก็ถูกถากไปทีหนึ่งจนเลือดซิบ
เขามองแผลที่เอวครั้งหนึ่งก่อนมองประเมินไปที่พวกโจร ในสถานการณ์นี้เขาจะประมาทไม่ได้ พวกมันยังเหลือนับสิบคนและเหมือนเลือดเข้าตาจนสู้ไม่กลัวตาย ส่วนอีกด้านศิษย์ในสำนักก็กำลังคุ้มภัยเจ้าสาวในเกี้ยวอย่างเต็มที่ สู้ไปสู้มาเหลือสี่ต่อสี่นับว่ายังพอรับมือได้
ดวงตาคมกริบเริ่มสงบนิ่งได้แล้วหันมามองศัตรูตรงหน้า วิทยายุทธ์ของเขาไม่ใช่เพิ่งฝีกปรือ แต่เขาฝึกปรือมาตั้งแต่ห้าขวบนับรวมเวลาก็ยี่สิบปี ผ่านการฆ่าคนมาไม่น้อย ศัตรูตรงหน้านับเป็นอะไรได้
หยางต้าหลงก้าวเท้าตั้งท่ารอรับการจู่โจม โจรป่าที่ต้องการสังหารเป้าหมายให้สิ้นซากวิ่งเข้าใส่พร้อมกัน พวกมันแทงกระบี่เข้าใส่หยางต้าหลง แต่แทงได้เพียงอากาศ เพราะหยางต้าหลงกระโดดแหวกอากาศขึ้นสูงแล้วหันมาฟันใส่พวกมันล้มไปสองคน
เหลืออีกแปดคน หยางต้าหลงไม่รอช้าให้พวกมันจู่โจม เขาเป็นฝ่ายรุกเองด้วยการเข้าไปประกระบี่กับพวกมัน
เสียงกระบี่เสียดสีแหวกสายลมกันไปมา หยางต้าหลงสังหารพวกโจรป่าตายลงไปทีละคน ร่างพวกมันล้มลงดุจใบไม้ร่วง แต่ขณะเดียวกันพลังลมปราณที่งัดมาใช้เกือบหมดก็ทำให้หยางต้าหลงพลาดท่าโดนคมกระบี่ฟันใส่ไหล่ไปแผลหนึ่ง
หยางต้าหลงขบกรามแน่น กำด้ามกระบี่เมฆาเคลื่อนในมือแล้วเข้าสู่ต่อ เพราะถ้าหากเขาเผลออ่อนแอให้พวกมันเห็น มันต้องเร่งรุกเข้าใส่เขาเป็นแน่
ขณะที่ทางด้านเกี้ยวเจ้าสาว ศิษย์ในสำนักคุ้มภัยเป่าจินจงก็สู้จนสังหารพวกมันได้หมด แต่ก็บาดเจ็บไม่น้อยเพราะวิทยายุทธ์ของพวกโจรป่านั้นสูสี ทำเอาศิษย์ที่เหลือรอดจากการต่อสู้จำนวนสี่คนได้แต่นอนเอามือกุมบาดแผลที่กระจายอยู่เต็มตัว
“ข้าซวยแล้ว! เพราะเจ้านั่นแหละกระต่ายน้อย ไม่ใช่งิ้วสักหน่อยคนกำลังฆ่ากัน” นางหันไปมองแต่เจ้ากระต่ายขนปุยหายไปแล้ว “ไปไหนแล้วเจ้ากระต่าย เอาตัวรอด ทิ้งข้า”
แวบหนึ่งหยางต้าหลงหันไปเห็นหญิงงามร่างเล็กเขาไม่แน่ใจนักว่านางอายุถึงสิบห้าปีหรือไม่แต่เกรงว่านางจะได้รับผลกระทบไปด้วย เขาขี้เกียจเก็บหัวสวยๆ ของนางไปตามหาพ่อแม่
“แม่นางน้อย เจ้ามาวิ่งเล่น เพ่นพ่านอะไรแถวนี้ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า รีบไสหัวไปซะ”
ฮุ่ยชิงยกมือปิดปากซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ บุรุษร่างกำยำใบหน้าคร้ามคมคนนั้นช่างตาดีนักมองเห็นนางด้วย หรือว่าความสวยของนางถูกต้นไม้ใหญ่ซ่อนไม่มิดเลยกระแทกตาเขา
นางเอ่ยเบาๆ เพราะเกรงว่าพวกที่กำลังฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายจะมองเห็นนางด้วย
“ใครว่าข้ามาวิ่งเล่น ข้ามาเก็บสมุนไพร งั้นข้าไปดีกว่า เชิญสู้กันต่อไปนะ เรื่องนี้ข้าไม่เกี่ยว”
ร่างเล็กมองหาทางหนีทีไล่กำลังหาทางเร้นกายออกไปให้พ้นความตายที่นางไม่ควรผ่านเข้ามาเจอ
แต่แล้วนางก็ได้ยินเสียงของบุรุษนอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่ดังขึ้น นางหันกลับมามอง ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่กล้าผลีผลามวิ่งไปเพราะกลัวถูกสังหารไปด้วย นางมองไปใกล้ๆกันมีร่างชายในชุดดำโพกผ้าปิดใบหน้าเห็นแต่ดวงตานอนตายอยู่ น่าจะเป็นโจรป่ามาดักชิงสมบัติของขบวนเกี้ยวเจ้าสาวดูจากขบวนเกี้ยวแล้วเจ้าสาวไม่ใช่คนธรรมดา
“งานยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพคนตาย ข้าว่าตายได้อีกเยอะเลย”
เท้าเล็กๆวิ่งตรงไปยังคนที่นอนเจ็บ นางมองเห็นอีกด้านยังมีการต่อสู้กันอยู่ แต่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ทำให้ฮุ่ยชิงไม่กล้าทิ้งคนเจ็บไว้ นางวางตะกร้าลงมองสำรวจบาดแผล เห็นเลือดออกตรงช่องท้อง นางมองเขาแวบหนึ่งคิดว่าจะช่วยดีหรือวิ่งหนีไปให้เร็ว นางคว้าตระกร้าสมุนไพรกำเอาไว้แน่น
“ไม่ใช่เรื่องของข้า ข้าไม่ควรยื่นมือเข้ามายุ่ง”
ทว่าจิตสำนึกฝ่ายดีทำให้นางวางตระกร้าอย่างอ่อนใจ
“ข้าไม่ได้ใจดี แต่ข้าใจอ่อน” ร่างอ้อนแอ้นถอนใจยาวพรืด คนที่นอนจมเลือดมีร่างแข็งแกร่งใหญ่โตเปี่ยมด้วยพลังของบุรุษ เขาปราดมองนางที่คิดจะวิ่งไปแล้วย้อนกลับมา
“ท่านมีเลือดออกมาก ข้าจะช่วยห้ามเลือดให้” ฮุ่ยชิงบอกแล้วรีบหยิบสมุนไพรห้ามเลือดที่นางเพิ่งเก็บออกมา ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างชำนาญจากนั้นก็ฉีกเสื้อคนป่วยออก เลือดสดๆไหลซึมออกมาพร้อมกับกลิ่นคาว ฮุ่ยชิงมองซ้ายขวาจะหาผ้าสะอาดแต่ไม่เห็นอะไรเลย นางจึงฉีกชายกระโปรงส่วนที่สะอาดไม่เปื้อนดินโคลนขึ้นมา
“แม่นางช้าก่อน เหตุใดเจ้าจึงฉีกชายกระโปรงออก”
“เจ้าทึ่ม ถามได้ เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไร”
คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยในเมืองเกาซานมีใครกล้าเหิมเกริมบังอาจเรียกเขาว่าเจ้าทึ่ม
“ข้าจะเช็ดปากแผลให้ ไม่อยากตายหุบปากซะ ถึงกระโปรงข้าจะเก่าไปหน่อย แต่สะอาดรับรองได้”
นางดุเขาแล้วค้อนปะหลับปะเหลือกราวกับเขาไม่รู้ความ “เจ้าทำแผลเป็นเหรอ”
“เงียบเถอะ ข้าไม่ใช่หมอก็จริงแต่ตอนนี้ท่านไม่มีสิทธิ์เลือก จะให้ข้าช่วยห้ามเลือดให้หรือไม่ ถ้าไม่ท่านก็รอหมอจริงๆมาดูเถอะแต่ก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหน”
“อืม เป็นเช่นนั้นก็ดี”“เสด็จแม่สีพระพักต์ซีดขาว ลูกว่ากลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ก็ดีเหมือนกัน แม่รู้สึกเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปพักก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่งแม่หรอก ดูแลฮุ่ยชิงเถอะ”สนมจางเฟยบอกแล้วก็หันไปหานางกำนัลประจำตัว พวกนางรู้งานรีบเข้ามาประคองไปพักผ่อน ส่วนฮุ่ยชิงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คลายความสงสัยตอนที่เดินออกมาจากตำหนักเยว่ซวงแล้ว ฮุ่ยชิงจึงพูดขึ้น“ที่แท้แล้วความรักก็ไม่ใช่มีแค่หญิงชาย ยังมีชายรักชาย ข้าไม่แปลกใจที่ความรักทำให้คนขาดสติไร้คุณธรรม แต่ข้าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเขาสองคนเป็นเด็ดขาด เพราะไม่เห็นมีอะไรดีเลย” นางว่าแล้วทอดถอนหายใจเจิ้งอี้เหยียนประคองเมียรักเดินออกมา ท้องฟ้า สายลมยามนี้สดใส มองดูสดชื่นยิ่งนัก“ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังหมายความว่า” เขาเลิกคิ้วกระบี่ หันไปเชยคางเมียรักขึ้นมองฮุ่ยชิงไม่หลบสายตาแต่จ้องกลับหวานเยิ้ม “หม่อมฉันจะทูลว่าหม่อมฉันเชื่อว่าองค์ชายรักหม่อมฉันคนเดียว องค์ชายจะไม่มีสนมมาทำให้หม่อมฉันเสียใจในภายหลัง องค์ชายเ
องค์หญิงโต้วเฟยเซียนกลับแคว้นในสายวันถัดมา หลังจากขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบทูลขอยกเลิกสมรสพระราชทานโดยให้เหตุผลว่านางป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายปี ไม่สามารถทำหน้าที่พระชายาให้แก่องค์ชายรองได้“เจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็อนุญาต” ฮ่องเต้เจิ้งตอบอย่างเฉื่อยชา ราวกับรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงโต้วเฟยเซียนจะต้องแล่นมาพบในวันนี้ ฮ่องเต้เจิ้งถอนหายใจคราหนึ่งหันไปทางขันทีประจำพระวรกาย สั่งถ่ายทอดราชโองการองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนเป็นอิสระจากสมรสพระราชทานครั้งนี้ หลังจากนี้มีสิทธิ์แต่งตั้งพระชายาได้เอง ทันทีที่ราชโองการนี้ถ่ายทอดไป องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนก็แต่งตั้งฮุ่ยชิงขึ้นเป็นพระชายาเอกทันที พร้อมกับคืนอำนาจทางการทหารให้แก่ฮ่องเต้ ทั้งหมดก็เพื่อลดทอนความระแวงของฮองเฮาและรัชทายาทเมื่อปลดภาระหนักหน่วงลงได้ เจิ้งอี้เหยียนก็พาฮุ่ยชิงที่ได้ตำแหน่งพระชายาไปที่ตำหนักเยว่ชวงของสนมจางเฟย“เสด็จแม่ ลูกพาสะใภ้มาถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอี้เหยียนโอบเอวบางของฮุ่ยชิงเข้ามาในตำหนักหลังจากผ่านการแต่งตั้งอย่างเรียบร้อย
“เพคะ”โต้วเฟยเซียนฉายแววไม่สบอารมณ์แกมหมั่นไส้ แต่เมื่อนางกำนัลสองคนกำลังยกถาดเข้ามา องค์หญิงเลื่อนพระเนตรอย่างช้าๆ ไปมองในถาดมีอาหารบนจานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง“กลิ่นหอมฟุ้ง เป็นเนื้อชนิดใดตุ๋นน้ำแดงเพคะ องค์ชายรองชอบเสวยเนื้อชนิดใดเพคะ”เจิ้งอี้เหยียนกระดิกนิ้วบอกให้นางกำนัลรีบวางอาหารจานพิเศษลงตรงกลาง “ก็เนื้อที่องค์หญิงนำมา ข้าขอเพ่ยเพ่ยเจ้าแล้ว เจ้าให้ข้า ข้าเลยส่งมันไปที่ห้องเครื่อง”ฮุ่ยชิงที่นังฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ แล้วมองพระสวามีของนางด้วยหางตา‘คนเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจนัก’ดวงตาคู่งามมองผ่านมาถึงองค์หญิง‘ช่างน่าสงสารนัก’ตะเกียบทองคำตกลงกระแทกพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องขององค์หญิงผู้เลอโฉม เพ่ยเพ่ย เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของนาง นางนำมันไปทุกที่แม้เวลานอนก็ให้มันนอนร่วมเตียง แต่เวลานี้ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะอาหาร“ไม่จริง ไม่จริง ท่านส่งเพ่ยเพ่ยไปห้องเครื่อง องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียน จิตใจท่านทำด้วยอะไร”เพ่ยเพ่ยที่นางรักน
‘ท่านป้าช่างเลือกนัก สมแล้วที่เลือกองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนให้ข้า’แต่เพียงครู่เดียวร่างน้อยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายรองโยนร่างบอบบางราวกับตุ๊กตาจีนเคลือบไปบนเตียง เกือบจะทับกับเพ่ยเพ่ยที่กระโดดหลบแทบไม่ทัน‘องค์ชายรองช่างร้อนแรงนัก’แม้องค์หญิงจะเจ็บร้าวไปทั่วพระวรกายแต่ยังฉีกยิ้มอ่อนหวานมอบให้กับบุรุษรูปที่นางหลงใหลเพียงแต่ว่าเวลานี้เจิ้งอี้เหยียนไม่แย้มยิ้มเช่นเคย ร่างกำยำย่างสามขุมเข้ามาที่เตียง“องค์ชายรองจะทำอะไรเพคะ”หากเขาจะล่วงเกินนาง นางก็พร้อมจะยอม...สีหน้าไม่พอใจมองไปที่เพ่ยเพ่ย “ใครใช้ให้เอาสุนัขขึ้นมาบนเตียงนอนข้า ไม่รู้หรือไงข้าแพ้ขนสัตว์ ไม่ชอบกลิ่นเหม็น” อันที่จริงแม้แต่หญ้าที่หยาบที่สุดพระองค์ก็นอนทับมันได้ ต่อให้เป็นดินแข็งแห้ง แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยรังเกียจ“เพ่ยเพ่ย เป็นสุนัขของหม่อมฉันเพคะ”“เป็นขององค์หญิงเองถ้าเช่นนั้นเราคงจะมีความชอบตรงกัน ข้าก็ชอบสุนัข”โต้วเฟยเซียนมองด้วยสายตางงงันเมื่อครู่องค์ชายรองย
เจ้ามีป้ายทองคำนี้อยู่ในแคว้นลั่วใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ยกเว้นข้ากับเจ้าของป้ายทองคำฮุ่ยชิงรีบเข้าไปยื้อภาพจากปากเพ่ยเพ่ยทำที่ล่อหลอกมัน มันจึงคลายภาพวาด นางเห็นรอยเห่อแดงเกลื่อนกระจายบนใบหน้างดงามขององค์หญิงโต้วเฟยเซียน ฮุ่ยชิงรีบม้วนภาพนั้นเก็บแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง รูปภาพของพระสวามีแค่ฮุ่ยชิงมองผ่านๆ นางก็จำได้แล้ว“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ นางกำนัลทั้งสองบังอาจล่วงเกินองค์หญิงสมควรถูกลงโทษ เมื่อครู่หม่อมฉันก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้คิดอยู่แล้วเชียวจะลงโทษพวกนางสองคนอย่างไรดี พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่เกียจคร้าน แล้วยังไม่เกรงกลัวเจ้านายอีก”สองนางกำนัลที่องค์ชายรองมอบหน้าที่ให้ดูแลรับใช้พระชายาฮุ่ยชิงต่างมองหน้ากัน ทำไมพระชายาที่มีน้ำพระทัยงดงามกลายเป็นแบบนี้ไปได้เล่า“องค์หญิงทอดพระเนตรดูสิเพคะมี่เฟิงบินกันให้ว่อนภายในตำหนัก บุกมาถึงห้องบรรทมอย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือ”ฮุ่ยชิงชี้นิ้วไปยังมี่เฟิงตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามา พวกมันบินพาดผ่านหน้านางไป มันช่างรู้ใจนางนัก‘ข้าจะยกต้นท้อให้เจ้าต้นหนึ่งเลย&rsq
ถัดออกจากที่องค์หญิงประทับกับสุนัขตัวโปรดทางด้านขวาและซ้ายมีนางกำนัลยืนขนาบข้างอยู่ขับเน้นให้องค์หญิงแลดูมีอำนาจสูงศักดิ์ฮุ่ยชิงเพิ่งเข้าใจเวลานี้เองว่างามล่มบ้านล่มเมืองเป็นเช่นไร สตรีตรงหน้า คิ้วตาโค้งงามงอน ผิวพรรณนวลเนียน ทั้งหมดขององค์หญิงช่างรับกับใบหน้าหวานล้ำชวนให้ผู้คนหยุดหายใจเพียงแต่แววตาคู่งามที่ทอดมองฮุ่ยชิงเต็มไปด้วยความดูแคลน หยามหมิ่น มุมปากขององค์หญิงโต้วเฟยเซียนบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด“นี่หรือสตรีที่องค์ชายรองพากลับมา ข้าได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะดูไม่จืดขนาดนี้ หากไม่รู้ว่าองค์ชายพาเจ้ามาด้วย คงคิดว่าเจ้าหลบภัยสงครามมา ถึงได้ดูสกปรกเช่นนี้”สำหรับสตรีแล้วเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเอามาล้อเล่น นางทรุดโทรมเช่นนี้เพราะเดินทางมาเป็นเวลานานน้ำเสียงหวานกราดเกรี้ยวใส เมื่อเห็นฮุ่ยชิงไม่แยแส“เจอข้าแล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่า ไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร” โต้วเฟยเซียนวางอำนาจแล้วม้วนเก็บภาพที่กำลังนอนชื่นชมอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้นางได้ข่าวจากองครักษ์หญิงว่าองค์ชายรองเจ
บ่าวชายหลายคนที่มาใหม่และที่ยืนอยู่เก่าก่อนตรงประตูจวนไม่แน่ใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะเมื่อครู่ก็เห็นว่าฮูหยินใหญ่ยืนขับไล่พวกส่งของหมั้นอยู่ แต่บ่าวพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าที่แท้แล้วมีคนส่งของหมั้นสองขบวน พวกเขาคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงปิดประตูไว้ไม่ยอมเปิดผ่านไปสองเค่อ หม่าอี้หวาก็หันไปหาสาวใช้“ทำไ
หยางต้าหลงขยับฝีเท้าเข้าใกล้ ใบหน้าพ้นจากเงาดำของความมืด ไปยืนตรงที่แสงจันทร์พอส่องสว่างให้เห็นชัด“ข้าเอง คนที่ให้เงินถุงใหญ่แก่เจ้า ที่เจ้ารับไปเป็นค่าสมุนไพร แล้วเจ้าไม่มีเงินทอน ข้าเป็นเจ้าของเงินถุงนั้นที่เจ้าเอาสมุนไพรแลกมันมา”ที่แท้เขามาเพราะเรื่องนี้ คงลักลอบเข้
สำนักคุ้มภัยเป่าจินจงด้านหน้าเป็นลานกว้างที่ใช้ฝึกยุทธ์และมีหมู่เรือนสองชั้นล้อมรอบสามด้านให้ศิษย์ในสำนักพักอาศัย หมู่เรือนของสำนักคุ้มภัยเป่าจินจงกินเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โตจนเดินทั้งวันก็ไม่ทั่ว ด้านหลังเป็นเรือนพักอาศัยของอดีตประมุขและฮูหยินผู้เฒ่า มีต้นสนใหญ่และดอกกุ้ยฮวาปลูกอยู่ล้อมรอบอดีตท่า
ฮุ่ยชิงกัดฟันตัดสินใจ นางเองก็อยากจะรีบกลับบ้านแต่คนตรงหน้าก็บาดเจ็บมาก “ท่านอุตสาห์มอบเงินให้ข้าทั้งถุง นับเป็นเงินไม่น้อยเลย ถือว่าทำแผลให้ท่านเป็นของแถม ขอข้าดูแผลหน่อย”เขาหรือมอบให้นางไปทั้งถุง นางบอกเองว่าไม่มีทอนลืมแล้วหรือ หยางต้าหลงหรี่ตามองนางทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บไปทั้งแผ่นอกมือเล็กๆขยับเ







