Masukฮุ่ยชิงกัดฟันตัดสินใจ นางเองก็อยากจะรีบกลับบ้านแต่คนตรงหน้าก็บาดเจ็บมาก “ท่านอุตสาห์มอบเงินให้ข้าทั้งถุง นับเป็นเงินไม่น้อยเลย ถือว่าทำแผลให้ท่านเป็นของแถม ขอข้าดูแผลหน่อย”
เขาหรือมอบให้นางไปทั้งถุง นางบอกเองว่าไม่มีทอนลืมแล้วหรือ หยางต้าหลงหรี่ตามองนางทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บไปทั้งแผ่นอก
มือเล็กๆขยับเข้าไปเปิดสาบเสื้อที่ปิดทบกันอยู่เปิดออก
“ปากแผลกว้าง เลืดออกไม่หยุดต้องรีบห้ามเลือด”
หยางต้าหลงมองตามสายตาของแม่ค้าจอมงกไม่เลือกสถานการณ์ทว่าเวลานี้นางกำลังแสดงน้ำใจต่อเขา นางเห็นว่าบาดแผลตรงเหนือราวนมเป็นแผลใหญ่ต้องรีบห้ามเลือด ทว่านางกลับเกิดความรู้สึกที่ไม่ควร นางเผลอใจสั่นหวิวไหวตั้งแต่เกิดมานางเพิ่งเห็นหัวนมบุรุษเป็นครั้งแรก กลับไม่ได้น่ารังเกียจนักดวงหน้าอ่อนเยาว์แดงซ่าน
ดวงตาคมปลาบจ้องนางเขม็ง ยามดวงตาของนางแข็งค้างอยู่เหนือบาดแผล
“แม่นางมองอะไรไหนว่าจะช่วยทำแผลให้ข้า”
ฮุ่ยชิงจำต้องเก็บสายตาจากราวนมของเขาแล้วเพ่งมองไปที่แผล “ข้ากำลังประเมินแผลท่านอยู่ เงียบเถอะน่า ข้าเสียสมาธิหมด” ดวงหน้าหวานเม้มกัดริมฝีปากฉ่ำไว้แน่นรู้สึกอับอายที่ถูกเขาจับได้
เมื่อครู่เขาใช้พลังลมปราณสกัดกั้นไม่ให้เลือดไหลไว้แต่ก็ห้ามได้ไม่นาน
“ถ้าเช่นนั้นลำบากเจ้าทำแผลให้ข้าแล้วล่ะ ส่วนแม่นางโปรดรออยู่ในเกี้ยวก่อน ข้าจะต้องพาท่านไปส่งยังบ้านเจ้าบ่าวให้ได้แน่” ประโยคหลังหยางต้าหลงหันไปพูดกับเจ้าสาวในเกี้ยว
เจ้าสาวจำต้องพยักหน้ารับ นางไม่เหลือใครให้สอบถามว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้นอกจากเชื่อบุรุษตรงหน้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
หยางต้าหลงเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฮุ่ยชิงเข้ามาทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว นางหยิบสมุนไพรที่บังคับให้เขาซื้อไปแล้วมาห้ามเลือด สมุนไพรเหลืออยู่กอสุดท้ายพอดี นางฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆทำเหมือนกับที่ทำให้บุรุษพวกนั้นก่อนหน้า แต่ที่ต่างกันก็คือชายกระโปรงของนางมีไม่มากพอให้ฉีกแล้ว
หยางต้าหลงเห็นท่าทางหลุกหลิกของนางจึงถามขึ้น
“บาดแผลข้าโปะแค่ยาก็พอแล้ว เจ้าไม่ต้องฉีกชายกระโปรงอีก หากเป็นเช่นนั้นเจ้าจะเดินกลับบ้าน...”
“ไม่ต้องพูดมาก เลือดท่านยังไหลไม่หยุด ถ้ากระโปรงข้าสั้นไปข้าก็จะถอดมันทิ้งซะ”
“เหตุใดแม่นางพูดเช่นนั้น”
ฮุ่ยชิงเชิดปากอย่างไม่พอใจ คิ้วเข้มได้รูปขมวดเล็กน้อย “ข้าก็จะถอดทิ้งที่หน้าร้านขายผ้าแล้วซื้อกระโปรงตัวใหม่ก็ท่านมอบโชคให้ข้าถุงใหญ่”
เขามองนางเงียบกริบไม่มีเสียงตอบแค่พ่นลมหายใจยาวๆ
‘เจ้าเอาไปทั้งถุงคงซื้อกระโปรงใหม่ได้หลายสิบตัว’
ไหล่ที่ลู่ลงบอกว่าเขาเจ็บแผลมากขึ้น ฮุ่ยชิงรีบตัดสินใจฉีกชายกระโปรงซับในออกแล้วใช้พันแผลให้เขา อย่างไรเสียชายตรงหน้าก็เป็นคนสุดท้ายแล้ว นางก็คงไม่ต้องฉีกชายกระโปรงอีก
“ข้าขอทราบชื่อแม่นาง”
“ข้าชื่อกุ้ยฮุ่ยชิง”
“ข้าชื่อหยางต้าหลง ขอบคุณแม่นางอีกครั้งที่ช่วยเหลือพวกเรา”
“ข้าไม่อยากช่วยแต่ทำยังไงได้ เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี คนดีอย่างข้าก็เลยทนดูพวกท่านเลือดหมดตัวจนตายไม่ได้ เอาล่ะ ข้าทำแผลให้ท่านเสร็จแล้ว”
หยางต้าหลงหยัดกายลุกขึ้น เขายอมรับว่าครั้งนี้เขาบาดเจ็บมากกว่าทุกครั้ง รวมทั้งศิษย์ในสำนักก็ได้รับบาดเจ็บหนักกันหลายคน โจรป่ากลุ่มนี้นับว่าไม่ธรรมดา เขาเดินไปหาลูกศิษย์
“พวกเจ้าลุกไหวไหม”
“พวกข้าไหวขอรับ”
หยางต้าหลงหรี่ดวงตาคมเฉียบ มองเหล่าศิษย์ในสำนักสี่คนที่ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า มองไปที่เกี้ยวครั้งหนึ่ง แล้วตัดสินใจ เขาผิวปากดังๆ อาชาไนยสีขาวสง่าก็วิ่งตรงมา เมื่อครู่มันเตลิดไปด้วยความตกใจ
ฮุ่ยชิงมองการกระทำของหยางต้าหลงด้วยความสงสัย เห็นเขาเดินไปที่เกี้ยวแล้วเรียกเจ้าสาวให้ออกมา
“แม่นางกุ้ย ข้าขอบคุณมาก แม่นางคงกลับบ้านเองได้” เขาชี้ไปทางทิศเหนือ “แม่นางเดินไปทางนั้นเลยป่าไผ่ออกไปก็ถึงชายป่า ส่วนข้าขอล่วงหน้าไปก่อน” หยางต้าหลงบอกกับฮุ่ยชิงก่อนหันไปหาศิษย์ในสำนัก
“ข้าจะรีบไปส่งเจ้าสาวแล้วเรียกหมอให้มาดูพวกเจ้า”
“ขอรับท่านประมุข ท่านไม่ต้องห่วงพวกเรา” เพราะรู้ตัวว่าจะเป็นภาระให้กับเจ้าสำนัก พวกเขาจึงรับปากว่าจะดูแลตัวเอง
“อืม” หยางต้าหลงรับคำในลำคอครั้งหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียด ตัดสินใจลำบากแต่ก็ต้องทำ เขาหันไปทางเจ้าสาว
“เชิญแม่นางขึ้นม้า”
เจ้าสาวทำท่าไม่แน่ใจเพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน หยางต้าหลงจึงต้องอุ้มเจ้าสาวขึ้นไปวางบนหลังม้า นางยอมแต่โดยดี ส่วนตัวเขาจึงกระโดดขึ้นตามหลัง
“แม่นางฮุ่ยชิงเจ้ารีบกลับบ้านเถอะ พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว เดี๋ยวจะออกจากป่าลำบาก”
ว่าแล้วหยางต้าหลงก็ควบม้าห่างออกไป เหลือเพียงฝุ่นผงกับคำพูดที่ดูเหมือนแสนดีแต่การกระทำช่างไร้น้ำใจไว้ให้
“เชิญแต่แม่นางคนนั้นขึ้นม้าแล้วข้าผู้มีพระคุณเล่า เหตุใดใจดำทิ้งข้าไว้แบบนี้ เส้นทางที่เจ้าชี้ถูกหรือเปล่าข้ายังไม่รู้”
ฮุ่ยชิงกัดฟันกรอดมองด้วยความโมโห “ข้าช่วยไว้แท้ๆ จะขี่ม้าไปส่งหน่อยก็ไม่ได้” ใบหน้าจิ้มลิ้มปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยว แล้วมองไปที่บุรุษอีกสี่คนที่ประคองตัวขึ้นนั่งได้แล้ว
“ท่านประมุขของพวกเจ้า หน้าตาก็ดีแต่ใจดำชะมัด”
นางมองตามอย่างขุ่นเคืองแล้วหันไปมองพวกเขาที่เหลืออย่างเวทนา “เป็นยังไงท่านประมุขของพวกท่าน เขาทิ้งพวกท่านไปแล้ว พวกท่านจะทำอย่างไร”
“หาได้เป็นแบบที่แม่นางคิดไม่ท่านประมุขไม่ได้เป็นอย่างที่แม่นางกล่าว แม่นางรีบกลับบ้านเถอะ ไม่ต้องห่วงพวกเรา อีกประเดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยเราเอง”
“พวกท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกทิ้งให้นอนจมกองเลือด”
ทั้งสี่คนต่างแน่ใจในตัวเจ้าสำนัก “พวกข้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ห่วงก็แต่แม่นางน้อยที่ยังดื้อรั้นไม่ยอมกลับ แม่นางรีบกลับบ้านเถอะ ไม่ต้องห่วงพวกเรา หากพระอาทิตย์ตกดินจะลำบาก ถึงพวกเราอยากไปส่งแม่นางด้วยตนเองแต่ก็ทำไม่ได้” หนึ่งในสี่คนที่เคยถามว่านางเป็นหมอหรือไม่บอก
ฮุ่ยชิงพลันนึกถึงสีหน้าของแม่ใหญ่กับบิดาแล้วก็พยักหน้า มองคนทั้งสี่อีกครั้งก่อนวิ่งกลับไปทางเดิม
“จริงของพวกเจ้า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือโลกหล้ายังมีบิดาข้า ที่ข้าต้องยอมลงให้ ข้าไปก่อน” แค่คิดถึงหน้าบิดาที่จะโกรธมากแค่ไหนที่รู้ว่านางหายไปครึ่งค่อนวัน นางก็หายใจไม่ทั่วท้อง วันนี้พี่สาวมีหมายกำหนดเดินทางกลับมาถึงจวนวันนี้ ร่างเล็กกลับรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับจับไข้
“ขายสมุนไพรจนหมด ข้าลืมเก็บสมุนไพรสำหรับห้ามเลือดเอาไว้ใช้เองบ้าง” ล่วงเลยเวลาไปมากไม่รู้ว่าสาวใช้คนสนิทของนางจะลอบเปิดประตูข้างจวนให้นางได้หรือไม่ หากเข้าทางประตูไม่ได้เห็นทีคงต้องปีนกำแพงเข้าจวน
“อืม เป็นเช่นนั้นก็ดี”“เสด็จแม่สีพระพักต์ซีดขาว ลูกว่ากลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ก็ดีเหมือนกัน แม่รู้สึกเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปพักก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่งแม่หรอก ดูแลฮุ่ยชิงเถอะ”สนมจางเฟยบอกแล้วก็หันไปหานางกำนัลประจำตัว พวกนางรู้งานรีบเข้ามาประคองไปพักผ่อน ส่วนฮุ่ยชิงที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็คลายความสงสัยตอนที่เดินออกมาจากตำหนักเยว่ซวงแล้ว ฮุ่ยชิงจึงพูดขึ้น“ที่แท้แล้วความรักก็ไม่ใช่มีแค่หญิงชาย ยังมีชายรักชาย ข้าไม่แปลกใจที่ความรักทำให้คนขาดสติไร้คุณธรรม แต่ข้าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเขาสองคนเป็นเด็ดขาด เพราะไม่เห็นมีอะไรดีเลย” นางว่าแล้วทอดถอนหายใจเจิ้งอี้เหยียนประคองเมียรักเดินออกมา ท้องฟ้า สายลมยามนี้สดใส มองดูสดชื่นยิ่งนัก“ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังหมายความว่า” เขาเลิกคิ้วกระบี่ หันไปเชยคางเมียรักขึ้นมองฮุ่ยชิงไม่หลบสายตาแต่จ้องกลับหวานเยิ้ม “หม่อมฉันจะทูลว่าหม่อมฉันเชื่อว่าองค์ชายรักหม่อมฉันคนเดียว องค์ชายจะไม่มีสนมมาทำให้หม่อมฉันเสียใจในภายหลัง องค์ชายเ
องค์หญิงโต้วเฟยเซียนกลับแคว้นในสายวันถัดมา หลังจากขอเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบทูลขอยกเลิกสมรสพระราชทานโดยให้เหตุผลว่านางป่วย ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้เวลารักษาตัวหลายปี ไม่สามารถทำหน้าที่พระชายาให้แก่องค์ชายรองได้“เจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็อนุญาต” ฮ่องเต้เจิ้งตอบอย่างเฉื่อยชา ราวกับรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงโต้วเฟยเซียนจะต้องแล่นมาพบในวันนี้ ฮ่องเต้เจิ้งถอนหายใจคราหนึ่งหันไปทางขันทีประจำพระวรกาย สั่งถ่ายทอดราชโองการองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนเป็นอิสระจากสมรสพระราชทานครั้งนี้ หลังจากนี้มีสิทธิ์แต่งตั้งพระชายาได้เอง ทันทีที่ราชโองการนี้ถ่ายทอดไป องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนก็แต่งตั้งฮุ่ยชิงขึ้นเป็นพระชายาเอกทันที พร้อมกับคืนอำนาจทางการทหารให้แก่ฮ่องเต้ ทั้งหมดก็เพื่อลดทอนความระแวงของฮองเฮาและรัชทายาทเมื่อปลดภาระหนักหน่วงลงได้ เจิ้งอี้เหยียนก็พาฮุ่ยชิงที่ได้ตำแหน่งพระชายาไปที่ตำหนักเยว่ชวงของสนมจางเฟย“เสด็จแม่ ลูกพาสะใภ้มาถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอี้เหยียนโอบเอวบางของฮุ่ยชิงเข้ามาในตำหนักหลังจากผ่านการแต่งตั้งอย่างเรียบร้อย
“เพคะ”โต้วเฟยเซียนฉายแววไม่สบอารมณ์แกมหมั่นไส้ แต่เมื่อนางกำนัลสองคนกำลังยกถาดเข้ามา องค์หญิงเลื่อนพระเนตรอย่างช้าๆ ไปมองในถาดมีอาหารบนจานขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง“กลิ่นหอมฟุ้ง เป็นเนื้อชนิดใดตุ๋นน้ำแดงเพคะ องค์ชายรองชอบเสวยเนื้อชนิดใดเพคะ”เจิ้งอี้เหยียนกระดิกนิ้วบอกให้นางกำนัลรีบวางอาหารจานพิเศษลงตรงกลาง “ก็เนื้อที่องค์หญิงนำมา ข้าขอเพ่ยเพ่ยเจ้าแล้ว เจ้าให้ข้า ข้าเลยส่งมันไปที่ห้องเครื่อง”ฮุ่ยชิงที่นังฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ แล้วมองพระสวามีของนางด้วยหางตา‘คนเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจนัก’ดวงตาคู่งามมองผ่านมาถึงองค์หญิง‘ช่างน่าสงสารนัก’ตะเกียบทองคำตกลงกระแทกพื้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องขององค์หญิงผู้เลอโฉม เพ่ยเพ่ย เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของนาง นางนำมันไปทุกที่แม้เวลานอนก็ให้มันนอนร่วมเตียง แต่เวลานี้ในจานใบใหญ่กลางโต๊ะอาหาร“ไม่จริง ไม่จริง ท่านส่งเพ่ยเพ่ยไปห้องเครื่อง องค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียน จิตใจท่านทำด้วยอะไร”เพ่ยเพ่ยที่นางรักน
‘ท่านป้าช่างเลือกนัก สมแล้วที่เลือกองค์ชายรองเจิ้งอี้เหยียนให้ข้า’แต่เพียงครู่เดียวร่างน้อยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อองค์ชายรองโยนร่างบอบบางราวกับตุ๊กตาจีนเคลือบไปบนเตียง เกือบจะทับกับเพ่ยเพ่ยที่กระโดดหลบแทบไม่ทัน‘องค์ชายรองช่างร้อนแรงนัก’แม้องค์หญิงจะเจ็บร้าวไปทั่วพระวรกายแต่ยังฉีกยิ้มอ่อนหวานมอบให้กับบุรุษรูปที่นางหลงใหลเพียงแต่ว่าเวลานี้เจิ้งอี้เหยียนไม่แย้มยิ้มเช่นเคย ร่างกำยำย่างสามขุมเข้ามาที่เตียง“องค์ชายรองจะทำอะไรเพคะ”หากเขาจะล่วงเกินนาง นางก็พร้อมจะยอม...สีหน้าไม่พอใจมองไปที่เพ่ยเพ่ย “ใครใช้ให้เอาสุนัขขึ้นมาบนเตียงนอนข้า ไม่รู้หรือไงข้าแพ้ขนสัตว์ ไม่ชอบกลิ่นเหม็น” อันที่จริงแม้แต่หญ้าที่หยาบที่สุดพระองค์ก็นอนทับมันได้ ต่อให้เป็นดินแข็งแห้ง แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ก็ไม่เคยรังเกียจ“เพ่ยเพ่ย เป็นสุนัขของหม่อมฉันเพคะ”“เป็นขององค์หญิงเองถ้าเช่นนั้นเราคงจะมีความชอบตรงกัน ข้าก็ชอบสุนัข”โต้วเฟยเซียนมองด้วยสายตางงงันเมื่อครู่องค์ชายรองย
เจ้ามีป้ายทองคำนี้อยู่ในแคว้นลั่วใครก็รังแกเจ้าไม่ได้ยกเว้นข้ากับเจ้าของป้ายทองคำฮุ่ยชิงรีบเข้าไปยื้อภาพจากปากเพ่ยเพ่ยทำที่ล่อหลอกมัน มันจึงคลายภาพวาด นางเห็นรอยเห่อแดงเกลื่อนกระจายบนใบหน้างดงามขององค์หญิงโต้วเฟยเซียน ฮุ่ยชิงรีบม้วนภาพนั้นเก็บแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง รูปภาพของพระสวามีแค่ฮุ่ยชิงมองผ่านๆ นางก็จำได้แล้ว“องค์หญิงเพคะ องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ นางกำนัลทั้งสองบังอาจล่วงเกินองค์หญิงสมควรถูกลงโทษ เมื่อครู่หม่อมฉันก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนี้คิดอยู่แล้วเชียวจะลงโทษพวกนางสองคนอย่างไรดี พวกนางคงเป็นนางกำนัลที่เกียจคร้าน แล้วยังไม่เกรงกลัวเจ้านายอีก”สองนางกำนัลที่องค์ชายรองมอบหน้าที่ให้ดูแลรับใช้พระชายาฮุ่ยชิงต่างมองหน้ากัน ทำไมพระชายาที่มีน้ำพระทัยงดงามกลายเป็นแบบนี้ไปได้เล่า“องค์หญิงทอดพระเนตรดูสิเพคะมี่เฟิงบินกันให้ว่อนภายในตำหนัก บุกมาถึงห้องบรรทมอย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือ”ฮุ่ยชิงชี้นิ้วไปยังมี่เฟิงตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามา พวกมันบินพาดผ่านหน้านางไป มันช่างรู้ใจนางนัก‘ข้าจะยกต้นท้อให้เจ้าต้นหนึ่งเลย&rsq
ถัดออกจากที่องค์หญิงประทับกับสุนัขตัวโปรดทางด้านขวาและซ้ายมีนางกำนัลยืนขนาบข้างอยู่ขับเน้นให้องค์หญิงแลดูมีอำนาจสูงศักดิ์ฮุ่ยชิงเพิ่งเข้าใจเวลานี้เองว่างามล่มบ้านล่มเมืองเป็นเช่นไร สตรีตรงหน้า คิ้วตาโค้งงามงอน ผิวพรรณนวลเนียน ทั้งหมดขององค์หญิงช่างรับกับใบหน้าหวานล้ำชวนให้ผู้คนหยุดหายใจเพียงแต่แววตาคู่งามที่ทอดมองฮุ่ยชิงเต็มไปด้วยความดูแคลน หยามหมิ่น มุมปากขององค์หญิงโต้วเฟยเซียนบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียด“นี่หรือสตรีที่องค์ชายรองพากลับมา ข้าได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะดูไม่จืดขนาดนี้ หากไม่รู้ว่าองค์ชายพาเจ้ามาด้วย คงคิดว่าเจ้าหลบภัยสงครามมา ถึงได้ดูสกปรกเช่นนี้”สำหรับสตรีแล้วเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเอามาล้อเล่น นางทรุดโทรมเช่นนี้เพราะเดินทางมาเป็นเวลานานน้ำเสียงหวานกราดเกรี้ยวใส เมื่อเห็นฮุ่ยชิงไม่แยแส“เจอข้าแล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่า ไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร” โต้วเฟยเซียนวางอำนาจแล้วม้วนเก็บภาพที่กำลังนอนชื่นชมอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้นางได้ข่าวจากองครักษ์หญิงว่าองค์ชายรองเจ
หม่าอี้หวาแม้จะพยายามรักษาเรือนร่าง แต่ตะเกียบของนางไวกว่าใครทุกคน ทุกครั้งยามฮุ่ยชิงตุ๋นขาหมูน้ำแดงขึ้นโต๊ะหม่าอี้หวาจะกินจนหมด ยามนี้จมูกเจ้ากรรมของนางกลับได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอทำให้ท้องนางร้องจ๊อกๆ กลิ่นของน้ำซุปคละเคล้ากับเครื่องเทศ นางจำได้ดียามคีบเนื้อของมันวางลงในปากนั้นแทบจะละลายทันทีฮุ่ยช
“คุณหนูข้าไม่ได้เป็นอะไร แต่คนอื่นต่างหากที่กำลังจะเป็น...” นางรีบกล่าวลาเถ้าแก่หวังพลันหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เถ้าแก่หวังมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจสุดยอดอาหารสี่อย่าง อันได้แก่ หูฉลาม รังนก อุ้งตีนหมี และเป๋าฮื้อล้วนเป็นของดี รังนกนั้นเปรียบดั่งทองคำขาวและเป็นของโปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ขุนน
เมืองเกาซาน แคว้นจ้าวห่างจากกำแพงวังสูงตระหง่านไม่เกินสามสิบลี้ เลี้ยวผ่านถนนซือเป่าที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถนนเส้นนี้มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชาที่แย่งกันผุดขึ้นในยามกลางคืน แสงจากไฟโคมแข่งกันแย่งแสงจากดวงดาวมองดูสว่างไสว ทิ้งระยะห่างมาอีกสองหัวมุมถนน จวนใหญ่โตตั้งตระหง่านกิ
“ครั้งนี้ข้าอภัย เป็นเพราะข้ารีบเร่งยัดเยียดวิชาความรู้ให้เจ้ามากเกินไป เจ้าคงฝึกหนักแล้วกดดันถึงคิดปรุงยาขึ้นมาทำร้ายอาจารย์”ฮุ่ยชิงไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขา นางละอายใจที่ทำแบบนั้นกับสามี เขาดีกับนางทุกเรื่อง แค่ใช้งานนางหนักไปหน่อยยามกลางคืน“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”






![สองพยัคฆ์ขย่มนางพญามังกร (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://yfbwww.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
