LOGIN“ใคร ๆ ต่างเรียกเขาว่าเสี่ยเมธ แต่เธอคือคนเดียวที่ทำให้เขาใจอ่อน และยอมทำทุกอย่างเพื่อรอยยิ้มของเธอ”
View Moreเช้าแรกของเสี่ยเมธ
เสียงเครื่องยนต์กระบะคันหรูดังแผ่ว ๆ มาจากถนนที่ทอดยาวผ่านสวนมะพร้าวและต้นปาล์มสองข้างทาง แดดยามเช้าสาดลงบนถนนที่สะท้อนแสงอ่อน ๆ จนเกือบแสบตา
ปรเมศร์ ภัทรเดชา หรือ “เสี่ยเมธ” เจ้าของสวนปาล์มพันไร่ในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ ขับรถประจำของเขามาช้า ๆ อย่างที่ทำเป็นประจำทุกเช้า
เขาไม่ใช่คนชอบออกงานสังคม ไม่ชอบสุงสิงกับใครมากนัก แต่ใคร ๆ ในจังหวัดนี้ก็รู้ว่า “เสี่ยเมธ” คือคนมีเงินที่สุด ทั้งยังหน้าตาดีจนสาว ๆ หลายบ้านพากันพูดถึงทุกวัน
แต่เสี่ยเมธไม่ค่อยสนใจข่าวลือเหล่านั้น เขามีชีวิตเรียบง่าย ตื่นเช้า ขับรถตรวจสวน ดื่มกาแฟดำ และแวะมาที่บ้านยายแดงแทบทุกวัน
ยายแดงเป็นหญิงชราวัยเกือบเจ็บสิบปี ผู้มีใบหน้ามีรอยย่นแต่ตายังแจ่มใส คนทั้งหมู่บ้านรู้ดีว่าเสี่ยเมธเอ็นดูแกมาก เพราะยายแดงเคยช่วยเลี้ยงเขาตอนเด็ก ๆ
เกือบทุกเช้าเขาจึงมักจะขับรถมาหา ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เอาของฝากติดมือมาด้วยเสมอ บางวันก็ผลไม้จากสวน บางวันก็ของกินจากในตลาด
เช้าวันนี้ก็ไม่ต่างจากทุกวัน...
แต่ทว่า มีบางอย่าง “ต่างออกไป”
เมื่อรถกระบะสีดำจอดสนิทอยู่ข้างรั้วไม้ของบ้านยายแดง เสี่ยเมธก็เห็นภาพหนึ่งที่ทำให้เขาชะงักนิ่ง
หญิงสาวคนหนึ่ง กำลังก้มรดน้ำต้นไม้ข้างบ้าน ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นลวก ๆ เป็นหางม้า เสื้อยืดสีขาวสะอาดตาเปื้อนละอองน้ำบาง ๆ กับกางเกงผ้าสีอ่อนที่แนบไปตามรูปร่างอวบอิ่ม เธอก้มอยู่ในท่วงท่าที่ธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมถึงเตะตาเขาอย่างแรง
“นั่นใคร…” เสี่ยเมธพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเรียบแต่สายตาไม่ยอมละออกจากร่างนั้นเลย
พอหญิงสาวเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนพับกับกางเกงผ้าสีเข้มยืนพิงรถอยู่ ดวงตาเรียบนิ่งคู่นั้นจับจ้องมาทางเธอจนใจเต้นแปลก ๆ
“อ…อ้าว ตาเมธ มาแต่เช้าเลยนะ!”
เสียงยายแดงดังขึ้นจากในบ้าน ทำให้เสี่ยเมธละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้าได้ในที่สุด
“แวะมาดูสวน แล้วก็เลยมาหายายเหมือนเดิมครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินเข้ารั้ว
หญิงสาวรีบหลบไปอีกมุม ไม่กล้าสบตา แต่ก็ได้ยินเสียงยายแดงเรียก
“แก้ม! เอาน้ำมาให้คุณเมธหน่อยสิลูก”
หญิงสาวชื่อ กัญญารัตน์ ภัทรวงศ์ หรือที่ยายเรียกว่า “แก้ม”
เพิ่งเรียนจบกลับมาจากกรุงเทพฯ ได้สองสัปดาห์ กำลังหางานทำ แต่ช่วงนี้อยู่ช่วยยายดูสวนผักสวนครัวไปก่อน
เธอเดินถือแก้วน้ำเย็นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ใจเต้นจนแทบถือแก้วไม่มั่น
“น้ำเย็นค่ะ...”
เสี่ยเมธหันมารับ แววตาคมที่มักจะเย็นชาเมื่อเจอคนอื่นกลับดูอ่อนโยนขึ้นจนน่าประหลาด
“ขอบใจครับ... ชื่อแก้มสินะ”
เสียงเขานุ่มลึก ฟังแล้วชวนให้ใจสั่น เธอไม่กล้าสบตานาน ได้แต่พยักหน้าสั้น ๆ
“ค่ะ หนูเป็นหลานยายแดงค่ะ พึ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ”
“อืม ยินดีที่ได้รู้จัก” เขายิ้มบาง ๆ แล้วจิบเครื่องดื่มพลางมองเธออย่างไม่ปิดบังความสนใจในแววตา
ยายแดงหันมายิ้มกรุ้มกริ่ม “เมื่อก่อนฉันก็เลี้ยงคุณเมธตอนยังเล็ก ๆ นี่แหละ ตอนเด็กน่ารัก โตมาก็ยังน่ารักไม่เปลี่ยน”
เสี่ยเมธหัวเราะเบา ๆ “ยายก็พูดไปเรื่อยครับ” แต่สายตาเขายังไม่ละจากร่างอวบที่ยืนยิ้มเก้ออยู่ข้าง ๆ
“เดี๋ยวผมเอาไข่เป็ดมาฝากอีกชุด ยายจะได้ไม่ต้องไปตลาดบ่อย”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกลูก ยายอยู่ได้” ยายแดงพูดยิ้ม ๆ
แต่แก้มกลับพูดแผ่วเบา “ขอบคุณนะคะ...”
เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินกลับไปขึ้นรถ เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง แต่หญิงสาวยังยืนมองตามรถคันนั้นอยู่ จนฝุ่นสีแดงคลุ้งหายไปกับลม
บ่ายวันนั้น ยายแดงยังหัวเราะไม่หยุด
“เห็นไหมล่ะ ฉันว่าแล้ว ตาเมธต้องสะดุดตาเอ็งแน่ ๆ”
“ยายพูดอะไรของยาย...” แก้มหน้าแดงจัด รีบหันไปเก็บสายยางรดน้ำต้นไม้หนี
“เอ็งไม่เห็นเหรอ เขามองเอ็งแทบไม่กระพริบตา”
“ยาย! อย่าพูดเสียงดังสิ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน”
ยายหัวเราะชอบใจ “บ้านนี้มีแค่ฉันกับเอ็ง ใครจะได้ยินกันล่ะลูกเอ๊ย”
แก้มได้แต่ถอนหายใจ หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลยเมื่อคิดถึงสายตาเรียบนิ่งคู่นั้น เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกประหม่า ทั้งที่เขาไม่ได้พูดอะไรเกินเลยแม้แต่นิดเดียว
คืนนั้น เสี่ยเมธนั่งอยู่บนระเบียงบ้านไม้สักของตัวเองในสวนปาล์ม ลมพัดเย็นอ่อน ๆ กลิ่นดินหลังฝนตกเมื่อคืนลอยมาแตะจมูก
แต่ภาพหญิงสาวในเสื้อยืดสีขาวเมื่อเช้ากลับวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่ยอมจาง
“กัญญารัตน์ ภัทรวงศ์...” เขาพึมพำชื่อเธอเบา ๆ ราวกับจะลองเรียกดูว่ามันกลืนกับเสียงลมหรือไม่
คนอื่นอาจมองว่าเขาเย็นชา สุขุม นิ่ง แต่ภายใต้รอยยิ้มเรียบ ๆ นั้นกลับมีความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
ภาพตอนที่เธอยื่นแก้วน้ำให้แล้วเงยหน้าขึ้นสบตารอยยิ้มเล็ก ๆ ของเธอ... ทำให้หัวใจที่เคยนิ่งเฉยเหมือนผืนน้ำกลับสั่นสะเทือนขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
วันต่อมา เขาขับรถผ่านหน้าบ้านยายแดงอีกเหมือนทุกวัน แต่ต่างตรงที่ เขาชะลอรถนานกว่าปกติ
แก้มกำลังตากผ้าข้างบ้าน พอเห็นรถเขาก็รีบหลบเข้าข้างเสา แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาคมของชายหนุ่ม
เสียงเครื่องยนต์ดับลงอีกครั้ง เขาเปิดประตูรถ เดินตรงเข้ามาในรั้วไม้
“วันนี้ยายอยู่ไหมครับ?”
“อยู่ค่ะ... อยู่หลังบ้าน กำลังเก็บผัก” แก้มตอบเสียงเบา ไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ
“แล้วเราไม่ไปช่วยยายหรือ”
“เดี๋ยวหนูจะไปค่ะ”
“อืม... แล้วเมื่อคืนหลับสบายไหม” เขาถามเหมือนคุยเรื่องธรรมดา แต่แววตาที่มองมานั้นกลับทำให้เธอใจสั่น
“ก็... สบายดีค่ะ”
“ดีแล้ว” เสี่ยเมธยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยื่นถุงผักสดให้ “ของฝากจากตลาดน่ะ บอกยายทีนะว่าผมฝากมา”
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับไว้เบา ๆ แต่ในใจกลับอบอุ่นแปลก ๆ
เสี่ยเมธมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไว้วันไหนว่าง มาช่วยดูงานเก็บผลปาล์มที่สวนผมหน่อยสิ... ผมจะได้มีคนคุยด้วย”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตา รู้สึกเหมือนคำพูดนั้นมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่ได้ยิน
“หนู... ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนั้นหรอกค่ะ”
“ไม่เป็นไร ผมสอนเอง”
เขาพูดจบก็ยิ้มให้เธอ ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ลอยติดลม และหัวใจของหญิงสาวที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
และนั่น... คือเช้าแรก ที่หัวใจของ “เสี่ยเมธ” เริ่มเต้นแรง เพราะสาวอวบคนหนึ่งที่เขาไม่รู้เลยว่า จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเขาทั้งหมด
ดาวค้างฟ้า เหมือนรักที่ไม่สิ้นแสง [END]เสียงลมหายใจของธรรมชาติแผ่วเบา พัดพาเอากลิ่นหอมของใบไม้และไอดินหลังฝนเมื่อวันก่อนลอยมาปะปนกับกลิ่นอายเย็นของน้ำคลองใสที่ไหลผ่านด้านหลังบ้านพักไม้หลังเล็กรถสีดำเงาวับของเสี่ยเมธจอดอยู่ตรงลานดินริมรั้วไม้ไผ่ เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูให้คนข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา มือใหญ่รับมือเล็กไว้มั่นเหมือนกลัวว่าเธอจะลื่นล้ม“ค่อย ๆ นะครับหนู ทางมันชันนิดนึง เดินช้า ๆนะ”เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยความห่วงใยดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนในดวงตาแก้มยกมืออีกข้างแตะท้องตัวเองที่เริ่มกลมได้รูป ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ แต่พี่เมธก็ระวังตัวเองด้วย เดี๋ยวจะปวดหลังอีก”“พี่ปวดแค่ไหนก็ไม่เท่าหนูสะดุดล้มหรอกครับ” เขาพูดพร้อมโน้มตัวมาประคองเธอแน่นขึ้นอากาศบนเขาในฤดูต้นหนาวเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยจนผมของแก้มปลิวผ่านไหล่ เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อย่างรู้สึกสดชื่นเต็มปอด เสียงน้ำจากคลองเล็ก ๆ ไหลรินอยู่ไม่ไกล เสี่ยเมธพาเธอเดินช้า ๆ ไปยังชานไม้ของบ้านพักที่จัดไว้สำหรับพวกเขาสองคนเขายังไม่เคยปล่อยให้เธอเดินคนเดียวเลยตั้งแต่ตั้งครรภ์หกเดือน ตั้งแต่วันที่รู้ว่ากำลังจะมี “อีกหนึ่งชีวิต” ที่เกิดจากค
อาการแพ้ท้อง…แทนเมียณ บ้านไม้สักยามเช้าถูกโอบล้อมด้วยแสงแดดอุ่นและเสียงนกร้อง เสียงกาน้ำร้อนดัง “ติ๊ง” บอกให้รู้ว่าพร้อมชงกาแฟได้แล้วแก้มกำลังยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ในครัว มืออีกข้างลูบหน้าท้องที่เริ่มมีนูนเล็ก ๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน เจ้าตัวน้อยในท้องอายุได้ประมาณสามเดือนกว่าแล้วเธอหันไปมองคนที่ตอนนี้นั่งฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะกินข้าวในสภาพที่ไม่ต่างจากคนเมาค้างเท่าไหร่ ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยเมธซีดจางอย่างเห็นได้ชัด และมืออีกข้างกำลังถือผ้าเย็นไว้บนหน้าผากตัวเอง“พี่เมธ… เมื่อคืนก็กินข้าวไม่เยอะนะคะ ทำไมเช้านี้ยังจะอาเจียนอีกล่ะ”น้ำเสียงของแก้มมีทั้งความห่วงและความกลั้นหัวเราะ เพราะนี่มันไม่ใช่อาการของ “คนท้อง” แล้ว แต่มันคืออาการของ “คนแพ้ท้องแทนเมีย” ชัด ๆเสี่ยเมธเงยหน้าขึ้นมาพร้อมสีหน้าทรมาน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันแก้ม… แค่กลิ่นข้าวต้มก็จะอ้วกแล้ว”“อ้าว แล้วหนูจะกินยังไงละคะ?”“กินเถอะ พี่ขอไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวได้อ้วกใส่ข้าวต้มจริง ๆ”พูดจบเขาก็ลุกพรวด เดินแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนเสียงดัง แก้มยืนมองตามหลังด้วยสีหน้าทั้งสงสาร ทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เธอเริ่มตั้งครรภ์ เสี่ยเมธก็เริ่มม
พี่ดูแลหนูได้ตลอดชีวิตพร้อมข่าวดีแสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาแตะผ้าม่านลูกไม้สีครีม ภายในห้องนอนใหญ่ของบ้านไม้สักอบอวลไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ร่างของชายหญิงคู่หนึ่งยังคงกอดกันแน่นในท่าที่คุ้นเคย เสียงลมหายใจอุ่นสม่ำเสมอของเสี่ยเมธพาดผ่านกลุ่มผมนุ่มของแก้มที่ซบอกเขาอย่างสบายพอแสงแดดสาดเข้าหน้า เสี่ยเมธขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอวบอิ่มของเมียตัวเองที่นอนหายใจเบา ๆ อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางยกมือลูบผมเธอเบา ๆ“น่ารักจริง ๆ นะ...เมียพี่เนี่ย”เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนก้มลงจูบหน้าผากของเธอเบา ๆ หนึ่งที“อื้อ...” เสียงครางแผ่วหลุดจากริมฝีปากของแก้มเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนั้น“ตื่นได้แล้วครับคุณภรรยา”เสียงทุ้มกระซิบข้างหู แต่เธอกลับงอแงเบา ๆ แล้วซุกหน้ากลับเข้ามาในอกเขาอีก“ขออีกห้านาทีได้มั้ยคะ...เมื่อคืนพี่กอดแน่นจะตายอยู่แล้ว”“อ้าว...ก็เมียพี่ตัวหอมแบบนี้ จะให้พี่นอนห่างได้ยังไงล่ะครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา“งั้นนอนต่อเถอะ เดี๋ยว
เธอคือเมียผมออฟฟิศในบ่ายวันนั้น มีเสียงเครื่องปริ้น เสียงพูดคุย และกลิ่นกาแฟใหม่ ๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งชั้น แต่อารมณ์ของ “มินท์” กลับไม่สดใสเหมือนคนอื่นเลยสักนิดเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สายตาเหม่อลอย ก่อนจะก้มดูโทรศัพท์ที่มีข้อความจากแม่ท“ป้าศรี”ข้อความสั้น ๆ แต่เหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ทับกลางอก“มินท์ แม่ต้องใช้เงินด่วน บ้านเรากำลังจะโดนยึดแล้ว แกต้องทำยังไงก็ได้ เมื่อไหร่จะจับเสี่ยเมธได้สักที รีบจับเสี่ยเมธมาให้ได้ เข้าใจมั้ย!”หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ความเครียด ความกลัว และแรงกดดันตีตื้นขึ้นมาพร้อมกันเธอรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังล่มสลาย เพราะความมือเติบของแม่ตัวเอง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังเชื่อว่าถ้า “จับเสี่ยเมธได้” ทุกอย่างจะดีขึ้นและเมื่อรู้ว่า “พี่แก้ม” ไม่ได้มาทำงานในวันนี้ ความคิดนั้นก็ชัดเจนขึ้นในหัว ถึงแม้จะรู้เต็มอกว่าสองคนนั้นคบกัน“ยังไม่ได้แต่งนี่นา...”“งั้นก็ยังมีสิทธิ์...”ริมฝีปากของหล่อนยกยิ้มขึ้นจาง ๆ อย่างมีแผนบ่ายวันนั้น...ในห้องทำงานของเสี่ยเมธเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่มินท์จะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือเสี่ยเมธกำลังนั่งเช็กเอกสารรายงานยอดผลผลิตสวนอ





