Masukเสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างมาดมั่น ส่งผลให้คนรอบข้างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่ไป๋เหลียนฮวา นางไม่คิดว่าแผนการทุกข์กายจะทำให้ปลาตัวโตหิวเหยื่อได้ไวถึงเพียงนี้
หลี่กงกงลอบมองนายตนจนมุมปากกระตุก วังหลังมิเคยขาดสาวงาม ทว่าสาวงามเช่นแม่นางไป๋เหลียนฮวาค้นหาทั่วทั้งวังหลังคงยากจะพานพบ นั่นก็ไม่แปลกแล้วที่นายเหนือหัวจะทรงถูกตาต้องใจขนาดนี้
“เหตุใดจึงต้องตกอกตกใจกันถึงเพียงนั้น มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ”
จ้าวหลงเหว่ยไม่คิดว่าตนเองกล่าวสิ่งใดผิดไป ในเมื่อไป๋จงซานเป็นลุงของไป๋เหลียนฮวา ตนเพียงเปลี่ยนที่พักจากจวนเจ้าเมืองไป๋มาเป็นบ้านตระกูลไป๋ มีอันใดไม่ถูกต้องเล่า
“ทูลฝ่าบาท พระองค์ทำเช่นนี้ดีแล้วจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ บ้านนี้มีแต่สตรีไร้เงาบุรุษเห็นจะเป็นการมิควรกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
“เรามิใช่บุรุษเพียงคนเดียวเสียหน่อย ยังมีเจ้าและข้ารับใช้พวกนั้น แล้วก็เจ้า เจ้ามิใช่บุรุษหรืออย่างไร”
“ฝ่าบาท...กระหม่อมมิกล้า” หลี่กงกงน้ำตาซึมอยู่ในใจ ขันทีเช่นตนจะนับเป็นบุรุษได้อย่างไรกันเล่า
ไป๋เหลียนฮวาดึงสติกลับมาได้ก็มองไปยังสองนายบ่าวที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในใจให้นึกขันเห็นทีโอรสสวรรค์คงไม่เคยประสบพบเจอหญิงสาวไร้เดียงสาสินะ
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็รีบหันไปส่งสัญญาณแก่ไป๋จงซาน ให้จัดการเรื่องราวต่อทันที
“เอ่อ...เกรงว่า...”
“เอาละ ตกลงตามนี้ พวกเราให้แม่นางไป๋พักผ่อนเถอะ ท่านป้ามาพอดี ท่านเจ้าเมืองก็พาข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์ก็แล้วกัน”
จ้าวหลงเหว่ยกล่าวยืดยาวแทรกคำคัดค้านของไป๋จงซาน ทำเอาอีกฝ่ายต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปจนสิ้น
ดวงตารียาวเหลือบมองไปทางหลานสาว ก็เห็นเพียงนางยกยิ้มและพยักหน้าให้ตนเท่านั้นเขาจึงต้องปล่อยเลยตามเลย นำทางผู้สูงศักดิ์ไปยังเรือนพักส่วนหน้าทันที
“เหลียนเอ๋อร์ นี่แน่ะ”
“อ๊ะ ท่านแม่ ตีเหลียนเอ๋อร์ทำไมเจ้าคะ”
“ยังจะมาถามอีก เจ้านี่นะ” ม่อหลันฮวาส่งค้อนให้ลูกสาวอย่างรู้ทัน คิดว่านางไม่เห็นสายตาที่ลุงหลานผู้นี้ส่งให้กันหรืออย่างไร
“ท่านแม่เชื่อลูกเถอะเจ้าค่ะ ปลาตัวโตเช่นนี้ไม่ทำให้ลูกขาดทุนแน่นอน”
ไป๋เหลียนฮวากล่าวกับผู้เป็นมารดา ก่อนจะหันไปมองทางที่จ้าวหลงเหว่ยเดินจากไป ปลามังกรว่ายมาหาถึงที่เหตุใดนางจะไม่หย่อนเบ็ดเล่า
สามวันหลังจากนั้นไป๋เหลียนฮวาพักรักษาตัวจนรู้สึกว่าตนเองกลับมาแข็งแรงดี จึงสั่งให้หลิงเอ๋อร์พาตนเองออกไปเดินเล่นในลานบ้าน ระหว่างนั้นก็ถามไถ่เรื่องราวภายในบ้านไปด้วย
“แขกที่เรือนด้านหน้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ บ่าวทำตามคำสั่งคุณหนูยกชากับของว่างไปให้ไต้เท้าจ้าวทุกวัน”
“เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็ไม่ต้องไปแล้ว”
เสียงหวานกล่าวขึ้น แม้สาวใช้น้อยจะแคลงใจแต่ก็ไม่เอ่ยถามสิ่งใดออกไปอีก รู้ดีว่าคุณหนูของตนเป็นคนฉลาด ทำสิ่งใดล้วนถูกต้องทั้งหมด
“คุณหนูจะไปพบไต้เท้าจ้าวหรือไม่เจ้าคะ สามวันมานี้ไต้เท้าถามไถ่ถึงอาการคุณหนูอยู่ตลอด หากไม่ติดว่าฝ่ายนั้นเป็นบุรุษก็คงจะบุกไปถึงห้องคุณหนูแล้ว”
“ไต้เท้าจ้าวช่างใส่ใจนัก เช่นนั้นข้าคงต้องไปพบเขาเสียหน่อย”
ร่างบางกล่าวพลางลูบไล้เส้นผมของตนเล่น ดวงตาทอประกายซุกซนเจ้าเล่ห์เพิ่มเสน่ห์จนหลิงเอ๋อร์เผลอมองค้างอย่างตกตะลึง
ได้เวลาหย่อนเบ็ดตกปลามังกรแล้ว นางต้องเตรียมตัวให้ดี ไปพบเขาครานี้ต้องทำตนเองพลาดท่าเสียทีเขาให้จงได้
บุรุษรูปงามสูงส่งเช่นนั้น ถึงแม้จะเป็นครั้งแรกของตน นางก็มิคิดเสียดายแล้ว...
จางจื่อยรุ่ยลอบพยักหน้าชื่นชมชายหนุ่มอยู่ในใจ ไม่เสียแรงที่เขาอบรมเลี้ยงดูอีกฝ่ายลมาตั้งแต่เยาว์วัยจริง ๆสิบวันให้หลังในวังหลวงก็มีข่าวออกมาว่ายามนี้จี้ฮองเฮาทรงพระครรภ์แล้ว ทั้งสาเหตุการตั้งครรภ์นี้ก็มาจากกำยานของว่าที่ฮูหยินของราชครูจาง ทำให้เวลานี้นอกจากทุกคนจะปีติยินดีกับราชวงศ์แล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ตามสืบความเป็นมาของสตรีมากความสามารถผู้นี้ด้วย“ผู้ที่ใช้กำยานรักษาคน ที่ข้าเคยพบเจอมาก็มีแต่เจ้าของร้านเครื่องหอมเถาฮวาเพียงผู้เดียว”“เจ้าพูดเช่นนี้ข้าก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ เมื่อเดือนก่อนยายแก่บ้านข้าไปได้กำยานวิเศษมาชุดหนึ่ง จุดเพียงไม่กี่ครั้ง อาการปวดหลังของข้าก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง”“เจ้ารีบกลับไปถามยายแก่บ้านเจ้าเสีย แล้วก็มาบอกพวกเราด้วย”ชายชราขายถังหูลู่กล่าวกับชายร่างผอมอีกคน ขณะที่สตรีร่างท้วมผู้หนึ่งเลือกซื้อของอยู่ร้านข้าง ๆ ได้ยินเข้าก็รีบร่วมวงสนทนาในทันที“นี่พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือ เจ้าของร้านเครื่องหอมเถาฮวาในตรอกซานฮวาตรงมุมถนนด้านโน้น ก็คือว่าที่ฮูหยินของท่านราชครูอย่างไรเล่า”เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด ผู้คนมากมายราวกับฝูงผึ้งกรูกันไปยังร้านเครื่องหอมของหญิงสาวท
เสียงทุ้มอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทว่าเถียนเถาฮวาไหนเลยจะยังมีกะจิตกะใจมาตอบคำถามเขาอีกครั้ง ตอนนี้นางอยากอาเจียนทุกอย่างออกมาให้หมดในคราวเดียวฝ่ายจางจื่อรุ่ยนั้นเห็นนางก้มหน้าอาเจียนไม่หยุด สติที่หลุดลอยไปก็กลับเข้าร่าง มองใบหน้างดงามที่เคยมีเลือดฝาดยามนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ในใจชายหนุ่มก็บีบรัดอย่างรุนแรง“ชะ เช่นนี้ ยังไม่ต้องตามหมออีกหรือ เจ้าอาเจียนจนไม่มีอะไรออกมาแล้วนะ”“แฮ่ก ๆ ข้ายังไหวเจ้าค่ะ แหวะ!”นางหันมาพูดกับเขาเพียงประโยคเดียว ก็รู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาอีก แต่คราวนี้จางจื่อรุ่ยไม่ฟังคำทัดทานของนางอีก เขาสั่งให้ตงจื้อนำป้ายประจำตัวเข้าไปเชิญหมอหลวงในวังทันทีเถียนเถาฮวาหมดเรี่ยวหมดแรงแล้วจริง ๆ ปล่อยให้เขาประคองไปเอนหลังพิงบนตั่งตัวยาว หลังจิบน้ำบ๊วยเย็นเข้าไป นางก็ไม่มีอาการคลื่นไส้อีก“เถาเถา ยังเวียนหัวอยู่หรือไม่”“ไม่แล้วเจ้าค่ะ เหตุใดจึงยังขมวดคิ้วอยู่อีก ไม่ดีใจหรอกหรือที่ข้าตั้งครรภ์”นางอมยิ้มถามชายหนุ่มที่นั่งกุมมือของนางเอาไว้แน่น คิ้วกระบี่พาดเฉียงขมวดเข้าหากันจนแทบจะบีบแมลงวันตายได้“เหตุใดจะไม่ดีใจเล่า แต่พี่ชายเห็นเจ้าต้องทรมานเช่นนี้ก็ปวดใจเหลือเกิน
“อะ อ๊า....อะ”เสียงหวานครางหวิวยามปลายลิ้นร้อนพลิกพลิ้วลงบนเกสรสีหวาน ชายหนุ่มจงใจปาดป่ายยอดเต่งตูมจนคนใต้ร่างดิ้นพล่าน ยิ่งนิ้วแกร่งเข้ารุกรานควานหาจุดเร้นลับ เอวบางเคลื่อนขยับโยกเข้าใส่จนชายหนุ่มแทบลืมหายใจจางจื่อรุ่ยย้ายมือจากผลท้อด้านบนลงมายังบั้นท้ายงอนงาม ช้อนสะโพกผายแอ่นรับเรียวลิ้นของตนปรนเปรอสอดลึกเข้าใส่ใจกลางบุปผาก่อนจะเร่งเร้านิ้วแกร่งจ้วงแทงถี่ระรัว ในที่สุดธารหวานสีใสก็หลั่งไหลออกมาราวกับตาน้ำกลางทะเลทราย“อืม...หวานยิ่งนัก”“แฮ่ก ๆ พะ พี่ชาย”เถียนเถาฮวาทิ่เพิ่งปลดเปลื้องอารมณ์ไป เปล่งเสียงเรียกเขาขณะหอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความเสียวกระสัน ดวงตากลมโตปรือมองภาพชายหนุ่มกลางหว่างขาที่กำลังดื่มกินน้ำหวานกลางกายนางอย่างหิวกระหายด้วยแววตาวาววับ จู่ ๆ เพลิงราคะที่เพิ่งมอดดับก็คล้ายจะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ร่างทั้งร่างสะท้านไหวขึ้นมาอย่างยากจะระงับ“อยากให้พี่ชายกอดเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ฮื้ม...”“อื้อ ระ เร็ว เจ้าค่ะ อ๊า!”สิ้นคำเร่งเร้าชายหนุ่มก็ไม่รั้งรอ เขาใช้ความเป็นชายถูไถเกสรสีหวานจนวาววับก่อนจะควบขยับนำความเคียดขมึงตอกตรึงเข้าหาบุปผางามในคราเดียวเถียนเถาฮวาหวีดร้องเสียงแหลม
คิ้วบางดุจใบหลิวขมวดเข้าหากันแน่น ลอบมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยามนี้ฉายความเคร่งเครียดออกมาชัดเจน“เกิดเรื่องในวังหรือเจ้าคะ”“มิใช่ เพียงแต่หลายวันมานี้ข้ามัวแต่ยุ่งกับงานจนลืมไปว่าพรุ่งนี้ก็ครบกำหนดการทดลองกำยานของพวกเราแล้ว...”“ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดนี่เจ้าคะ ไยท่านต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ ทำข้าตกอกตกใจไปด้วยแล้ว”“เหตุใดข้าจะไม่ตระหนกเล่า หากเจ้าตั้งครรภ์ขึ้นมา ข้าต้องเหี่ยวเฉาไปถึงเก้าเดือนสิบเดือนเชียวนะ!”จางจื่อรุ่ยกล่าวพลางวางร่างนางลงกับเตียง โดยมีตนเองทาบทับอยู่ด้านบน ฝ่ายหญิงสาวที่ได้ฟังดังนั้นก็ยกมือฟาดเขาไปหนึ่งทีอย่างนึกหมั่นไส้ อดไม่ได้ต้องกล่าวกับเขาสักประโยค“ท่านมั่นใจในฝีมือข้าถึงเพียงนั้นเชียว ยังไม่แน่ว่าข้าจะตั้งครรภ์เสียหน่อย”“ข้าไม่กลัวหนึ่งหมื่นแต่กลัวหนึ่งในหมื่น[1] ไม่รู้ล่ะ กักตุนไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอันใดมิใช่หรือ”“ท่านนี้มัน…อื้อ! ดะ เดี๋ยวก่อน”เถียเถาฮวากำลังจะด่าเขาว่าเป็นบุรษมากราคะ แต่ก็ต้องหลุดเสียงครางพลางผวาเฮือกยามริมฝีปากร้อนลากไล้ไปตามลำคอของนางอย่างรุกเร้า จนร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความวาบหวามที่จู่โจมกะทันหัน“อืม”เสียงค
เถียนเถาฮวาพักอยู่ที่จวนราชครูมาได้สามวันแล้ว เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างคุ้นชินกับภาพโฉมสะคราญในอาภรณ์สีชมพูพลิ้ว ขลุกตัวอยู่กับบรรดาสมุนไพรตากแห้งและดอกไม้นานาชนิด โดยมีเด็กสาวหน้าตาแฉล้มนามลี่ชุนคอยรับใช้อยู่ไม่ห่าง“คุณหนู แม่นางเสี่ยวเหมยมาเจ้าค่ะ”“ให้นางเข้ามาเถอะ” ลี่ชุนรับคำผู้เป็นนาย ในเวลาเดียวกันนั้นร่างอวบอัดในชุดสาวใช้ขั้นหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยดวงตาเป็นประกาย ท่าทีที่แปลกไปของนางในสามวันนี้ทำให้บ่าวไพร่ในจวนอดจะแปลกใจไม่ได้มิใช่ก่อนหน้านี้นางแสดงท่าทีราวกับมีดวงตางอกอยู่บนศีรษะ[1] ยามพบหน้าว่าที่ฮูหยินหรอกหรือ!“ฮูหยิน ตำรับสมุนไพรแช่กายที่ท่านให้ข้าไปเมื่อครั้งก่อนนั้นใช้ได้ดียิ่ง ดูสิเจ้าคะ ท่านเห็นสิ่งใดหรือไม่”“อืม…ดูเหมือนหน้าอกของเจ้าจะใหญ่ขึ้นมากทีเดียว”ก่อนหน้านี้เถียนเถาฮวาอยากจะจัดการเสี่ยวเหมยให้พ้นทาง ทว่านางมาคิดดูอีกทีมิสู้เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร นอกจากจะได้คนไว้ใช้สอยแล้วยังทำให้อีกฝ่ายเลิกคิดอยากได้บุรุษของนางอีกด้วย“ใช่เจ้าค่ะ มันเพิ่มขนาดขึ้นตั้งเท่านี้! ฝีมือของท่านช่างร้ายกาจ!”“ชมเกินไปแล้ว ๆ เจ้าอย่าให้มันใหญ่มากเกินไปนัก หากวันข้างหน้ามีบุตรขึ
เจียงไทเฮาหันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดนางก็พุ่งเข้าไปหมายจะทุบตีอีกฝ่าย ทว่าจางจื่อรุ่ยที่คอยระวังอยู่ก่อนแล้วขวางไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกันนั้นก็ให้นางกำนัลร่างกำยำหลายนางเข้ามาคุมตัวเจ้าของตำหนักเอาไว้ด้วย“ปล่อยข้า! หึ ๆ ฮ่า ๆ เจ้า! หลงเสียน เจ้ามีสิทธิ์ได้นั่งบัลลังก์ แล้วเหตุใดลูกข้าจะนั่งบัลลังก์นี้ไม่ได้”“สิทธิ์ที่ข้าเป็นบุตรภรรยาเอก ส่วนเขาเป็นบุตรอนุอย่างไรเล่า เรื่องนี้ท่านไม่เข้าใจก็แล้วไปเถอะ แต่บิดาท่านเหตุใดยังเลอะเลือนไปกับท่านด้วย”เสียนหลงฮ่องเต้กล่าวจี้ใจดำสตรีตรงหน้าด้วยน้ำเสียงติดจะเย้ยหยัน เขารู้ดีว่านางไม่ชอบฟังคำว่าตนเองเป็นอนุมากที่สุด…“กรี๊ดดด! ผู้ใดเป็นอนุกัน! ตอนนี้ไม่ใช่ว่าข้าครอบครองตำแหน่งไทเฮาหรืออย่างไร! ลูกของข้าก็ต้องเป็นบุตรภรรยาเอกเช่นกันเข้าใจหรือไม่!”จางจื่อรุ่ยใช้สายตามองอีกฝ่ายราวกับมองคนตาย เหตุผลเช่นนี้นางก็ยังกล่าวออกมาได้ ไม่รู้ว่าใช้สมองไปกับการวางแผนลอบกัดฝ่าบาทไปหมดแล้วหรือไร ถึงได้กล่าววาจาราวกับคนเสียสติเช่นนี้“ต้องโทษที่เจ้าไม่ได้เป็นภรรยาเอกขณะที่เสด็จพ่อยังมีพระชนม์ชีพ มิเช่นนั้นตำแหน่งของข้าในยามนี้อาจจะตกเป็นของบุตรชายเจ้าก็เป







