تسجيل الدخولทำไมสกายถึงยอมตกลงง่ายๆ
เขามีแผนอะไรซ่อนอยู่ หรือแค่ถูกแม่บังคับเหมือนกัน คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวจนสมองประท้วง
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน ไอรินสะดุ้งสุดตัว เผลอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอก
และในวินาทีถัดมา สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็เกิดขึ้น
พรึบ...
แสงสว่างจากโคมไฟหัวเตียงดับวูบลง เครื่องปรับอากาศหยุดทำงาน ทิ้งให้ทั้งห้องจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดและเงียบสงัดภายในเสี้ยววินาที มีเพียงเสียงฝนสาดกระหน่ำอยู่ด้านนอก
ลมหายใจของไอรินสะดุ้งเฮือก
อากาศในห้องที่เคยกว้างขวางจู่ๆ ก็เหมือนถูกสูบออกไปจนหมด ผนังทั้งสี่ด้านราวกับกำลังขยับบีบแคบเข้ามาหาตัว ความมืดมิดโรยตัวโอบรัดรอบกายจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
‘ปล่อยนะ! ฉันกลัวแล้ว ปล่อยฉันออกไป!’
เสียงเด็กร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วขึ้นมาในหัว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะและเสียงล็อกกุญแจประตูดัง ‘กริ๊ก’ จากด้านนอก
ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกขังไว้ในห้องเก็บของท้ายหมู่บ้านพักคนงานฉายชัดขึ้นมาซ้อนทับกับความมืดตรงหน้า
ไอรินยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้าย หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงจนเจ็บซี่โครง ลมหายใจเริ่มขาดห้วงและติดขัด อาการแพนิกที่พยายามควบคุมมาตลอดกำลังกำเริบขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่... ไม่เอา” เธอละล่ำละลักเสียงสั่น เหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลัง
นิ้วเรียวสั่นระริกสะเปะสะปะไปบนโต๊ะหัวเตียงเพื่อหาโทรศัพท์มือถือ มือของเธอปัดไปโดนแก้วน้ำจนมันตกลงแตกกระจายบนพื้น แต่เธอไม่มีเวลาสนใจ ไอรินควานหาจนเจอตัวเครื่องสี่เหลี่ยม นิ้วที่สั่นจนควบคุมแทบไม่ได้กดเปิดหน้าจอ
แสงสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์บาดตา แต่ก็เป็นเพียงแสงเดียวที่ช่วยต่อลมหายใจ
สัญลักษณ์ขีดสัญญาณโทรศัพท์ลดลงเหลือน้อยนิดจากผลกระทบของพายุ สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็หมุนค้าง ไอรินกดเข้าไปที่หน้ารายชื่อผู้ติดต่อ
สมองที่กำลังตื่นตระหนกพยายามประมวลผลว่าจะโทรหาใคร
แม่? ไม่... แม่เกลียดความอ่อนแอของเธอที่สุด โทรไปก็โดนด่าว่าทำตัวงี่เง่า นิชา? เวลานี้เพื่อนสนิทของเธอคงกินยานอนหลับไปแล้ว
สายตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ชื่อซึ่งถูกตั้งไว้เป็นเบอร์ฉุกเฉิน
‘ไอ้บ้าสกาย’
ความโกรธที่ทะเลาะกันเมื่อตอนบ่ายยังคุกรุ่น แต่ความกลัวที่กำลังบีบรัดคอหอยมีอานุภาพรุนแรงกว่า ไอรินกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด กลั้นใจกดโทรออกไปที่เบอร์นั้น
เสียงรอสายดังขึ้นเพียงแค่ ‘ตื๊ด’ เดียว
(ไอริน?)
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคนปลายสายดังขึ้นทันที ราวกับเขากำลังถือโทรศัพท์รออยู่แล้ว
“สะ... สกาย” เสียงของเธอสั่นพร่าและแหบแห้ง หลุดรอดผ่านไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “ไฟ... ไฟดับ”
ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนที่น้ำเสียงนิ่งๆ นั้นจะเปลี่ยนเป็นเข้มงวดและเร่งร้อนขึ้นมาทันที
(อยู่ตรงไหนของห้อง)
“เตียง... บนเตียง” ไอรินหอบหายใจแรง มืออีกข้างกำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจนข้อขาว น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม
(เปิดแฟลชมือถือไว้ ห้ามวางสาย ฉันกำลังไป)
“รีบมา... กะ... กลัว” เธอเผลอสะอื้นออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ คำว่าศักดิ์ศรีถูกโยนทิ้งไปหมดสิ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กลืนกินจิตวิญญาณ
(ห้านาที รอก่อน)
เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเปิดประตูดังแทรกเข้ามาในสาย บ่งบอกว่าเขากำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว สกายไม่ได้พูดอะไรต่อ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของเขาที่ดังผ่านลำโพงโทรศัพท์มาให้ได้ยิน
ไอรินขดตัวคู้เข่าชิดอก ซุกหน้าลงกับหัวเข่า แสงแฟลชจากหลังโทรศัพท์มือถือส่องสว่างเป็นวงแคบๆ บนฝ้าเพดาน ไม่ได้ช่วยให้ความกลัวลดลงเลยสักนิด เธอหลับตาแน่น พยายามโฟกัสที่เสียงเครื่องยนต์รถที่ดังลอดมาทางปลายสาย
เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าทรมาน อาการหายใจไม่ออกเริ่มรุนแรงขึ้นจนเธอต้องอ้าปากฮุบอากาศเหมือนปลาขาดน้ำ
เปรี้ยง!
ฟ้าร้องดังขึ้นอีกระลอก ไอรินสะดุ้งสุดตัว มือที่จับโทรศัพท์อยู่สั่นจนเผลอทำร่วงหล่นลงพื้น แสงแฟลชกลิ้งหล่นลงไปใต้เตียง ทิ้งให้เธอกลับมาจมอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง
“สกาย...” เธอเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว พยายามขยับตัวถอยร่นไปจนแผ่นหลังชิดกับหัวเตียง
ความกลัวพุ่งขึ้นขีดสุดจนหูอื้ออึง เธอไม่ได้ยินเสียงฝน ไม่ได้ยินเสียงพายุ มีเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวและแรงจนแทบระเบิด
ติ๊ด... ติ๊ด... แกร๊ก
เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลจากหน้าห้องดังขึ้น ไอรินเบิกตากว้าง ทว่าในความมืดเธอไม่เห็นอะไรเลย
เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งกระแทกพื้นไม้ลามิเนตตรงดิ่งเข้ามาที่ห้องนอนโดยไม่มีการหยุดลังเล
ปัง!
ประตูห้องนอนถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง แสงสว่างจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือสาดส่องเข้ามาในห้อง กวาดกราดไปรอบๆ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มุมเตียง
“ไอริน!”
เสียงทุ้มตะโกนเรียกชื่อเธอ ร่างสูงใหญ่ของสกายพุ่งพรวดเข้ามาประชิดขอบเตียง เขาทิ้งโทรศัพท์มือถือลงบนฟูกโดยไม่สนใจว่าไฟฉายจะส่องไปทิศทางไหน ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมข้างเตียง
ไอรินสะดุ้งหนีแสงไฟ แต่เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คุ้นเคย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกับกลิ่นอายฝนชื้นๆ ร่างกายที่สั่นเทาของเธอก็หยุดชะงัก
สกายไม่รอให้เธอตั้งสติ เขายืดตัวขึ้น คว้าแขนทั้งสองข้างของเธอแล้วดึงรั้งร่างเล็กที่ขดตัวแน่นเข้ามากอดจมอก
ระหว่างที่กำลังเช็ดผม สายตาของไอรินก็หลุบมองลงไปเห็นมือขวาของสกายที่วางพาดอยู่บนเข่ามีรอยบาดทางยาวที่ฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาผสมกับหยดน้ำฝน“มือไปโดนอะไรมา” เธอถามอย่างตกใจ รีบหยุดมือที่กำลังเช็ดผมแล้วชะโงกหน้าไปดูสกายลืมตาขึ้น ก้มมองมือตัวเองนิ่งๆ “เศษแก้วเมื่อกี้มั้ง ไม่ระวังเอง”“ทำไมไม่บอก!” ไอรินเสี
“โอเค ฉันอยู่นี่แล้ว”น้ำเสียงของเขายังคงติดหอบเหนื่อยจากการวิ่ง แขนแกร่งรัดรอบตัวเธอแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เสื้อยืดสีดำของเขาเปียกชื้นและเย็นเฉียบจากน้ำฝน แต่ไอความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่แผ่ออกมากลับอบอุ่นจนน่าประหลาดใจวินาทีที่สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและกลิ่นอายฝนที่ปกคลุมรอบตัว ทำนบน้ำตาของไอรินก็พังทลายลงมา เธอซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง สองมือที่เคยสั่นกำเสื้อของเขาไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่มี“รินกลัว...” เธอสะอื้นไห้ ปล่
ทำไมสกายถึงยอมตกลงง่ายๆเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่ หรือแค่ถูกแม่บังคับเหมือนกัน คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวจนสมองประท้วงเปรี้ยง!เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน ไอรินสะดุ้งสุดตัว เผลอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกและในวินาทีถัดมา สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็เกิดขึ้น
“ปล่อยนะ! ไอ้บ้าสกาย ปล่อย!” ไอรินพยายามสะบัดมือออก แต่อีกฝ่ายจับไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เขาไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่รัดกุมจนไม่มีทางดิ้นหลุดสกายใช้มืออีกข้างหยิบแหวนออกจากกล่อง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของเธอขณะที่กำลังสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายความเย็นเยียบของโลหะเสียดสีกับผิวเนื้อ สวนทางกับอุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่กอบกุมอยู่ ไอรินเงยหน้าขึ้นมองสกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่เข้าใจแต่สิ่งที่เธอเห็นในดวงตาคมกริบคู่นั้น.
“พอได้แล้วไอริน! จะแตะหรือไม่แตะ มันก็ไม่ต่างกันแล้วในสายตาคนอื่น” แม่ของเธอจัดการรวบกระดาษบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้า “ในเมื่อเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ ทางออกเดียวที่จะรักษาหน้าตาของทั้งสองครอบครัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกันไป... คือแกสองคนต้องหมั้นกัน”“หมั้น!” ไอรินร้องลั่น ลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ไม่มีทาง! รินไม่หมั้น! ให้ตายยังไงรินก็ไม่หมั้นกับไอ้บ้านี่เด็ดขาด แม่จะบ้าไปแล้วเหรอคะ รินเพิ่งอยู่ปีสามนะ!”“ปีสามแล้วยังไง การหมั้นมันไปหนักหัวสมองส่วนไหนของการเรียนของแก”“แต่รินไม่ได้รักเขา! เราเกลียดกัน แม่ก็รู้!”“ความรักมันไม่ได้ช่วยพยุงบริษัทเราหรอกนะไอริน เงินกับชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้เราอยู่รอดในวงการนี้ได้” คุณศจีกดเสียงต่ำลง แววตาเด็ดขาด “ฉันคุยกับคุณหญิงศิริพรเรียบร้อยแล้ว งานหมั้นจะจัดขึ้นภายในอาทิตย์หน้า เป็นงานปิดเชิญเฉพาะญาติและสื่อบางสำนักเพื่อกลบข่าวฉาวของแก”ไอรินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอหันไปมองคุณหญิงศิริพร หวังพึ่งความเมตตา “คุณป้าคะ คุณป้าก็รู้ว่าสกายไม่ได้คิดอะไรกับริน ปล่อยให้รินหมั้นกับสกายไป เขาก็อึดอัดเปล่าๆ ใช่ไหมคะ”คุณหญิงศิริพรยิ
เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัว แขนข้างหนึ่งพาดไว้กับพวงมาลัย“ความจริงคืออะไรมันไม่สำคัญหรอกไอริน สำคัญที่ว่าตอนนี้คนข้างนอกเขา ‘เชื่อ’ อะไรไปแล้วต่างหาก”“ก็นั่นมันคนนอก! แต่เรากำลังจะคุยกับแม่นะ นายก็แค่ช่วยฉันยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน นายเกลียดฉัน ฉันเกลียดนาย แค่นี้แม่ก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”สกายไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาดึงกุญแจรถออก เปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก้าวลงไป ไอรินกัดฟันกรอด รีบเปิดประตูลงตามไปติดๆแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเดิน สกายก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีดำที่เขาสวมทับเสื้อยืดตัวในอยู่ออก แล้วโยนแหมะลงมาคลุมหัวเธออย่างแม่นยำ“อะไรของนายเนี่ย!” ไอรินดึงเสื้อออก ทำท่าจะปาใส่หน้าเขา“ใส่ซะ” เสียงทุ้มสั่งเรียบๆ สายตากวาดมองลงมาที่ช่วงคอเสื้อเชิ้ตของเธอ “ถ้าไม่อยากให้แม่เธอเห็น ‘รอย’ ชัดไปกว่านี้”ไอรินชะงัก มือที่กำแจ็กเก็ตอยู่เผลอบีบแน่นขึ้น ความร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอรีบสอดแขนใส่แจ็กเก็ตของเขาลวกๆ รูดซิปขึ้นมาจนสุดคอเพื่อปกปิดรอยแดงบ้าๆ นั่น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนผ้าปูที่นอนของเขาเมื่อเช้าเธอเกลียดกลิ่นนี้ เกล







