Masuk“พอได้แล้วไอริน! จะแตะหรือไม่แตะ มันก็ไม่ต่างกันแล้วในสายตาคนอื่น” แม่ของเธอจัดการรวบกระดาษบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้า “ในเมื่อเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ ทางออกเดียวที่จะรักษาหน้าตาของทั้งสองครอบครัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกันไป... คือแกสองคนต้องหมั้นกัน”
“หมั้น!” ไอรินร้องลั่น ลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ไม่มีทาง! รินไม่หมั้น! ให้ตายยังไงรินก็ไม่หมั้นกับไอ้บ้านี่เด็ดขาด แม่จะบ้าไปแล้วเหรอคะ รินเพิ่งอยู่ปีสามนะ!”
“ปีสามแล้วยังไง การหมั้นมันไปหนักหัวสมองส่วนไหนของการเรียนของแก”
“แต่รินไม่ได้รักเขา! เราเกลียดกัน แม่ก็รู้!”
“ความรักมันไม่ได้ช่วยพยุงบริษัทเราหรอกนะไอริน เงินกับชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้เราอยู่รอดในวงการนี้ได้” คุณศจีกดเสียงต่ำลง แววตาเด็ดขาด “ฉันคุยกับคุณหญิงศิริพรเรียบร้อยแล้ว งานหมั้นจะจัดขึ้นภายในอาทิตย์หน้า เป็นงานปิดเชิญเฉพาะญาติและสื่อบางสำนักเพื่อกลบข่าวฉาวของแก”
ไอรินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอหันไปมองคุณหญิงศิริพร หวังพึ่งความเมตตา “คุณป้าคะ คุณป้าก็รู้ว่าสกายไม่ได้คิดอะไรกับริน ปล่อยให้รินหมั้นกับสกายไป เขาก็อึดอัดเปล่าๆ ใช่ไหมคะ”
คุณหญิงศิริพรยิ้มบางๆ หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ “ป้าเคารพการตัดสินใจของสกายจ้ะ ถ้าสกายบอกว่าไม่ ป้าก็จะพยายามหาทางออกอื่นให้”
คำตอบนั้นเหมือนเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ไอรินหันขวับไปหาคนตัวโตที่ยังคงนั่งกอดอกพิงพนักโซฟาอย่างสบายใจเฉิบ
“นายได้ยินแล้วใช่ไหมสกาย ปฏิเสธไปสิ! บอกแม่นายไปว่านายไม่อยากหมั้นกับฉัน นายเกลียดฉันจะตายอยู่แล้ว นายไม่มีทางยอมโดนจับคลุมถุงชนหรอก ใช่ไหม!” เธอเร่งเร้า คาดคั้นเอาคำตอบจากเขา
ผู้ชายที่รักอิสระ รักความเป็นส่วนตัว และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครอย่างศิวัช ไม่มีทางยอมรับการถูกมัดมือชกแบบนี้แน่นอน เธอเชื่ออย่างนั้น
สกายลดแขนลง เขามองใบหน้าที่ตื่นตระหนกและเว้าวอนของไอรินอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะหันไปมองผู้ใหญ่ทั้งสอง
“เรื่องที่เกิดขึ้น ผมมีส่วนผิดที่ดูแลไอรินไม่ดีพอจนทำให้ภาพหลุดออกไป” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ มั่นคง และชัดเจนทุกถ้อยคำ “ผมรับผิดชอบเองครับ”
ความเงียบทิ้งตัวลงมาปกคลุมห้องรับแขกทันที
ไอรินยืนเบิกตาค้าง หูอื้ออึงไปชั่วขณะ เธอเหมือนได้ยินเสียงเส้นด้ายที่ยึดเหนี่ยวความหวังสุดท้ายของตัวเองขาดผึงลงตรงหน้า
“นะ... นายว่าไงนะ” เธอเค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบาก “รับผิดชอบ? รับผิดชอบบ้าอะไร!”
“ก็ทำตามที่ผู้ใหญ่ตกลง” สกายตอบสั้นๆ โดยไม่มองหน้าเธอ
“นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอสกาย! นายจะมายอมรับง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง นายโดนแม่บังคับใช่ไหมฮะ! กลัวโดนตัดบัตรเครดิตหรือไงถึงได้ยอมขายวิญญาณแบบนี้!” ไอรินโวยวายสติแตก เธอไม่เข้าใจพฤติกรรมของเขาเลยสักนิด
“หยุดก้าวร้าวเดี๋ยวนี้ไอริน!” คุณศจีตวาดลั่น “น้องสกายเขามีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักรับผิดชอบ ผิดกับแกที่เอาแต่โวยวายเหมือนเด็กไม่รู้จักโต”
“รินไม่ยอม! รินจะย้ายออกจากคอนโด รินจะหนี!”
“ก็เอาสิ” แม่ของเธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ย้ายออกไปเลย แล้วฉันจะระงับบัตรเครดิตทุกใบของแก ยึดรถ ยึดคอนโด และตัดเงินเดือนแกทั้งหมด อยากรู้เหมือนกันว่าคุณหนูอย่างแกจะเอาตัวรอดได้สักกี่วัน”
ไอรินสะอึก คำขู่ของแม่ไม่ใช่แค่คำขู่ลอยๆ คุณศจีเป็นคนพูดจริงทำจริงเสมอ ถ้าแม่ตัดหางปล่อยวัด เธอที่ยังเรียนไม่จบและต้องใช้เงินทำโปรเจกต์มหาศาลแทบจะไม่มีทางไปต่อได้เลย
“แม่...” น้ำเสียงของเธออ่อนลง เจือไปด้วยความผิดหวัง “ทำไมแม่ต้องบังคับรินขนาดนี้ รินเป็นลูกแม่นะ”
“เพราะแกเป็นลูกไง ฉันถึงต้องจัดการให้แกได้สิ่งที่ดีที่สุด” คุณศจีตัดบทอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้คุณหญิงศิริพร
คุณหญิงศิริพรยิ้มรับ เอื้อมมือไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าสกาย
“สวมให้หมั้นหมายกันไว้ก่อน วันงานจะได้ไม่ฉุกละหุก”
สกายหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมา เปิดฝาออกเผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวดีไซน์เรียบหรู แต่ขนาดของมันใหญ่พอที่จะกระแทกตาคนมองให้รู้ถึงฐานะคนให้
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันมาหาไอรินที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ
“ยื่นมือมา” เขาสั่งเสียงเรียบ
“ไม่” ไอรินก้าวถอยหลัง ซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง ซ้อนสายตาแข็งกร้าวสู้กับเขา “ฉันไม่ใส่”
“อย่าดื้อ ไอริน”
“ฉันบอกว่าไม่!”
สกายถอนหายใจแผ่วเบา สันกรามขบกันจนนูนเป็นสัน เขาก้าวประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว ความว่องไวของเขาทำให้ไอรินหนีไม่ทัน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือซ้ายของเธอ แล้วดึงออกมาด้านหน้า
ระหว่างที่กำลังเช็ดผม สายตาของไอรินก็หลุบมองลงไปเห็นมือขวาของสกายที่วางพาดอยู่บนเข่ามีรอยบาดทางยาวที่ฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาผสมกับหยดน้ำฝน“มือไปโดนอะไรมา” เธอถามอย่างตกใจ รีบหยุดมือที่กำลังเช็ดผมแล้วชะโงกหน้าไปดูสกายลืมตาขึ้น ก้มมองมือตัวเองนิ่งๆ “เศษแก้วเมื่อกี้มั้ง ไม่ระวังเอง”“ทำไมไม่บอก!” ไอรินเสี
“โอเค ฉันอยู่นี่แล้ว”น้ำเสียงของเขายังคงติดหอบเหนื่อยจากการวิ่ง แขนแกร่งรัดรอบตัวเธอแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เสื้อยืดสีดำของเขาเปียกชื้นและเย็นเฉียบจากน้ำฝน แต่ไอความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่แผ่ออกมากลับอบอุ่นจนน่าประหลาดใจวินาทีที่สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและกลิ่นอายฝนที่ปกคลุมรอบตัว ทำนบน้ำตาของไอรินก็พังทลายลงมา เธอซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง สองมือที่เคยสั่นกำเสื้อของเขาไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่มี“รินกลัว...” เธอสะอื้นไห้ ปล่
ทำไมสกายถึงยอมตกลงง่ายๆเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่ หรือแค่ถูกแม่บังคับเหมือนกัน คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวจนสมองประท้วงเปรี้ยง!เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน ไอรินสะดุ้งสุดตัว เผลอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกและในวินาทีถัดมา สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็เกิดขึ้น
“ปล่อยนะ! ไอ้บ้าสกาย ปล่อย!” ไอรินพยายามสะบัดมือออก แต่อีกฝ่ายจับไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เขาไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่รัดกุมจนไม่มีทางดิ้นหลุดสกายใช้มืออีกข้างหยิบแหวนออกจากกล่อง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของเธอขณะที่กำลังสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายความเย็นเยียบของโลหะเสียดสีกับผิวเนื้อ สวนทางกับอุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่กอบกุมอยู่ ไอรินเงยหน้าขึ้นมองสกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่เข้าใจแต่สิ่งที่เธอเห็นในดวงตาคมกริบคู่นั้น.
“พอได้แล้วไอริน! จะแตะหรือไม่แตะ มันก็ไม่ต่างกันแล้วในสายตาคนอื่น” แม่ของเธอจัดการรวบกระดาษบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้า “ในเมื่อเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ ทางออกเดียวที่จะรักษาหน้าตาของทั้งสองครอบครัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกันไป... คือแกสองคนต้องหมั้นกัน”“หมั้น!” ไอรินร้องลั่น ลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ไม่มีทาง! รินไม่หมั้น! ให้ตายยังไงรินก็ไม่หมั้นกับไอ้บ้านี่เด็ดขาด แม่จะบ้าไปแล้วเหรอคะ รินเพิ่งอยู่ปีสามนะ!”“ปีสามแล้วยังไง การหมั้นมันไปหนักหัวสมองส่วนไหนของการเรียนของแก”“แต่รินไม่ได้รักเขา! เราเกลียดกัน แม่ก็รู้!”“ความรักมันไม่ได้ช่วยพยุงบริษัทเราหรอกนะไอริน เงินกับชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้เราอยู่รอดในวงการนี้ได้” คุณศจีกดเสียงต่ำลง แววตาเด็ดขาด “ฉันคุยกับคุณหญิงศิริพรเรียบร้อยแล้ว งานหมั้นจะจัดขึ้นภายในอาทิตย์หน้า เป็นงานปิดเชิญเฉพาะญาติและสื่อบางสำนักเพื่อกลบข่าวฉาวของแก”ไอรินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอหันไปมองคุณหญิงศิริพร หวังพึ่งความเมตตา “คุณป้าคะ คุณป้าก็รู้ว่าสกายไม่ได้คิดอะไรกับริน ปล่อยให้รินหมั้นกับสกายไป เขาก็อึดอัดเปล่าๆ ใช่ไหมคะ”คุณหญิงศิริพรยิ
เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัว แขนข้างหนึ่งพาดไว้กับพวงมาลัย“ความจริงคืออะไรมันไม่สำคัญหรอกไอริน สำคัญที่ว่าตอนนี้คนข้างนอกเขา ‘เชื่อ’ อะไรไปแล้วต่างหาก”“ก็นั่นมันคนนอก! แต่เรากำลังจะคุยกับแม่นะ นายก็แค่ช่วยฉันยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน นายเกลียดฉัน ฉันเกลียดนาย แค่นี้แม่ก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”สกายไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาดึงกุญแจรถออก เปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก้าวลงไป ไอรินกัดฟันกรอด รีบเปิดประตูลงตามไปติดๆแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเดิน สกายก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีดำที่เขาสวมทับเสื้อยืดตัวในอยู่ออก แล้วโยนแหมะลงมาคลุมหัวเธออย่างแม่นยำ“อะไรของนายเนี่ย!” ไอรินดึงเสื้อออก ทำท่าจะปาใส่หน้าเขา“ใส่ซะ” เสียงทุ้มสั่งเรียบๆ สายตากวาดมองลงมาที่ช่วงคอเสื้อเชิ้ตของเธอ “ถ้าไม่อยากให้แม่เธอเห็น ‘รอย’ ชัดไปกว่านี้”ไอรินชะงัก มือที่กำแจ็กเก็ตอยู่เผลอบีบแน่นขึ้น ความร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอรีบสอดแขนใส่แจ็กเก็ตของเขาลวกๆ รูดซิปขึ้นมาจนสุดคอเพื่อปกปิดรอยแดงบ้าๆ นั่น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนผ้าปูที่นอนของเขาเมื่อเช้าเธอเกลียดกลิ่นนี้ เกล







