LOGINมื่อน้องสาวฝาแฝด ต้องตายเพื่อรักษาเกียรติ พี่สาวเยี่ยงนางหรือจะไม่ออกหน้าทวงแค้น ส่วนเขาบุรุษที่ผู้คนยำเกรง ทว่าแท้จริงแล้วถูกควบคุมจากพิษร้าย เมื่อพยัคฆ์ร้ายทั้งสองโคจรมาพบกัน ผลจะออกมาเป็นเช่นไร...
View Moreเส้นทางสู่เมืองหลวง แคว้นเป่ย
รถม้าคันใหญ่ ที่ไม่บ่งบอกว่าเป็นของสกุลใด ทว่าความหรูหรานั้น ก็บอกชัดว่าผู้ที่โดยสาร ย่อมเป็นคนสำคัญและมีฐานะ แต่ถ้าหากเป็นคนที่คร่ำวอดในวงการค้า หรือแม้แต่โจรป่าที่ว่าร้าย
เมื่อเห็นพู่สีม่วงทั้งสี่ทิศ ซึ่งห้อยอยู่ข้างตัวรถม้า ต่างก็รู้ดีว่ามิควรข้องแวะ หรือคิดมีปัญหากับคณะเดินทางนี้ เพราะนี่คือสัญลักษณ์ ของสำนักคุ้มภัยฟ่านปิง สำนักคุ้มภัยที่ขึ้นชื่อในฝีมือดีเป็นอันดับหนึ่ง ในชายแดนตะวันตก
และคนในรถม้า คือคุณหนูสามเยว่ฟ่านถิง บุตรสาวแม่ทัพเยว่ฟ่านตง ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองเป่ยหนาน เมืองหน้าด่านตะวันตก หญิงงามผู้เลื่องชื่อ ได้รับสมรสพระราชทานให้แก่จ้าวอ๋อง จ้าวเทียนหลง ผู้บัญชาการใหญ่ กรมองครักษ์หลวงรักษาการณ์เมือง
การเดินทางในครั้งนี้ มีเรื่องติดขัดหลายสิ่งอย่าง ทำให้ท่านแม่ทัพเยว่ผู้เป็นบิดา และแม่ทัพซ้ายเยว่ฟ่านเจ๋อพี่ชายคนโต มิอาจติดตามเข้าเมืองหลวงได้
ส่วนมารดาก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาเจ้าเมือง ต้อนรับขุนนางใหญ่และภรรยา ที่เดินทางมายังชายแดน ทั้งสามจึงตั้งใจจะติดตามไปพร้อมสินเดิม ที่เยว่ฟ่านถิงมิได้นำไปพร้อมตัวนาง
“พี่รอง จะกลับมาทันงานแต่งข้าหรือไม่นะ แม่นม”
หญิงสาวก้มมองพัด ที่ปักลวดลายงดงาม ซึ่งพี่สาวฝาแฝดได้มอบให้ ก่อนที่จะออกเดินทางคุ้มกันขบวนสินค้า ไปยังเมืองห่างไกล นางเองก็เพิ่งรู้เรื่องสมรสพระราชทาน เมื่อครึ่งเดือนก่อนนี่เอง
ซึ่งพี่สาวได้ออกเดินทางไปก่อนแล้ว นางจึงทำได้เพียงส่งจดหมายตามหลังผู้เป็นพี่ไป เพื่อแจ้งให้รู้ถึงเรื่องสมรสพระราชทาน และตัวนางต้องเข้าเมืองหลวง ไปอยู่บ้านคู่หมายก่อนสักระยะ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และเรียนรู้ธรรมเนียมของบ้านฝ่ายชาย นางจึงจำต้องเดินทางเพียงลำพัง ไร้พ่อแม่พี่น้องติดตามไป เพราะทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตนเอง
“คุณหนูรอง ย่อมกลับมาทันแน่นอนเจ้าค่ะ แต่บ่าวก็ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใด…จวนจ้าวต้องเร่งรัด ให้คุณหนูเดินทางเข้าเมืองหลวง รออีกสักสิบยี่สิบวัน ให้นายท่านกับฮูหยิน ร่วมเดินทางด้วยก็มิได้ เพราะอีกหลายเดือน กว่าจะถึงฤกษ์แต่งงาน”
แม่นมชราอดที่จะบ่นไม่ได้ เหมือนทุกอย่างถูกวางเอาไว้ จนคนทำตาม ยากจะขยับหลบหลีก คุณหนูสามมิเคยออกห่างจากบ้าน หรือไปไหน โดยไม่มีครอบครัวสักครั้ง อีกทั้งงานแต่งถูกกำหนดในอีกกว่าห้าเดือนข้างหน้า ไยต้องเร่งรัดให้คุณหนูของนาง เข้าเมืองหลวงด้วยเล่า
“คุณหนู ในเมืองหลวงมีสิ่งให้ชื่นชมมากมาย บ่าวว่าเรามาคิดกันดีกว่า ว่าจะเอาสิ่งใดไปอวดต่อคนในเมืองหลวงกัน ในฐานะพระชายาอ๋อง ย่อมต้องโดดเด่นในทุกด้านนะเจ้าคะ”
สาวใช้คนสนิท รีบแทรกขึ้น จนแม่นมชราตวัดสายตาตำหนิ เมื่อก่อนสาวใช้ข้างกายคุณหนู ไม่เคยก้าวล่วงเรื่องใด แต่ทำไมตอนนี้ทุกการสนทนา มักสอดแทรกอยู่ร่ำไป ตลอดสองวันมานี้ นางเห็นสาวใช้เพียรพยายาม ทำตัวโดดเด่นจนเกินงาม
“ใช่สิ่งที่เจ้าควรแทรกไหม!” หญิงชราเอ่ยตำหนิสาวใช้
“แม่นมจู ท่านคิดดูนะเจ้าคะ เราจะไปอยู่ร่วมสังคมใหญ่ แล้วยังมามัวนึกถึงบ้านนอก...”
เพียะ! ยังไม่ทันที่จะเอ่ยต่อให้จบประโยค ใบหน้าของสาวใช้ พลันสะบัดไปตามแรงฝ่ามืออวบอูม ของแม่นมชรา
“บ้านนอก! ที่กำลังจะหลุดออกจากบปากของเจ้า คือบ้านเกิดของต้นสกุลเจ้า แต่อาจหาญหมิ่นถิ่นฐานตนเอง ต่ำช้าเกินไปแล้วนะ!”
แม่นมชราตำหนิสาวใช้ผู้อ่อนวัยกว่า ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ หญิงสาวผู้นี้เติบโตมาในจวนแม่ทัพ นางมั่นใจยิ่งนักว่าได้อบรมมาเป็นอย่างดี ไยช่วงหลังมานี้จึงได้เปลี่ยนไปนักเล่า หากไปแสดงกิริยาแบบนี้ ต่อหน้าชาวเมืองใหญ่ เห็นทีจวนแม่ทัพคงต้องขายหน้าเป็นแน่
“ไยต้องลงมือกับข้าด้วย ข้าแค่พูดไปตามที่คิด” หญิงสาวยกมือกุมใบหน้า พร้อมกับเถียงกลับอย่างถือดี
“กำแหงไปแล้วนะไป่หลี! เจ้าคิดว่าข้าเป็นสหายหรืออย่างไร มิรู้อาวุโสแล้วรึ!”
แม่นมจูมีหรือจะปล่อยให้สาวน้อย มาทำตัวมิรู้ความต่อหน้า นางอบรมสาวใช้ในจวนมามิรู้กี่รุ่น หากนางอ่อนให้เพียงหนึ่ง ก็จะมีคนต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอีก ดังนั้นไป่หลีต้องได้เรียนรู้ ว่าสิ่งใดควรมิควร
“ข้า!”
“ไป่หลี ไยเจ้าจึงก้าวร้าวกับแม่นมเยี่ยงนี้ ปกติเจ้ามิใช่คนแบบนี้นี่!”
เยว่ฟ่านถิง ที่นิ่งเงียบมาครู่หนึ่ง ได้เอ่ยปากถามสาวใช้ข้างกาย ด้วยแววตาสงสัย เพราะโดยปกติแล้วสาวใช้ของนาง ใช่คนกระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่
“บ่าวแค่...บ่าวแค่ไม่อยากให้คุณหนู ต้องกังวลใจไปเจ้าค่ะ”
ไป่หลีรีบแก้ตัว ทว่าสายตาที่เสหลบของนาง มิอาจหลุดรอดไปจากสายตาของแม่นมชราได้ ไป่หลีมีความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แม่นมชราเริ่มที่จะระแวดระวัง ต่อสาวใช้ของผู้เป็นนาย เพราะนี่คืออาการของคนที่เอาใจออกห่างนาย
“แต่เจ้าล่วงเกินแม่นม ก็ควร...ว๊าย!”
ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบประโยค รถม้าโคลงไปมาคล้ายเสียหลัก แม่นมชรารีบโอบร่างนายสาวเอาไว้ ในชั่วจังหวะหนึ่ง ที่มุมปากของไป่หลี บิดขึ้นเล็กน้อยอย่างสมใจ
“กรี๊ด!!! คุณหนูระวังนะเจ้าคะ” ไป่หลีแสร้งหวีดร้องขึ้น พร้อมทั้งพุ่งเข้าหาผู้เป็นนาย ซึ่งมองเผินๆ เหมือนว่าหญิงสาวจะห่วงผู้เป็นนาย ทว่าแรงที่คว้าบีบแขนของเยว่ฟ่านถิง มันหนักหน่วงเกินกว่าจะถนอม แต่ด้วยความตื่นตกใจ เยว่ฟ่านถิงจึงไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้
เชร้ง! เสียงอาวุธกระทบกัน ดังขึ้นรอบๆ รถม้าที่ตอนนี้ได้หยุดนิ่งแล้ว แม่นมจูรีบคว้ามีดสั้นมาไว้ในมือ ฉึก! ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ขยับไปที่ใด
ดวงตาที่เบิกกว้างของหญิงชรา ได้ก้มลงมองที่กลางอกของตนเอง มีดสั้นอีกเล่มจากมือของไป่หลี แทงเข้ากลางอกนางจนมิดด้าม หญิงชราไม่สนใจอาการเจ็บร้าวของตนเอง นางใช้แรงทั้งหมด ผลักร่างของไป่หลีออกห่าง ก่อนจะขยับเอาร่างบังกายผู้เป็นนายเอาไว้
เยว่ฟ่านถิง ที่ยังดวงตาเบิกค้าง ด้วยความตกใจ จากการกระทำของไป่หลี หญิงสาวโอบร่างอวบของแม่นม จากด้านหลังเอาไว้แน่น มือสั่นระริกพยายามหาผ้ากดที่บาดแผล หลังจากไป่หลีดึงมีดติดมือไป ในตอนที่แม่นมจูผลักอีกฝ่ายออกห่างนาง
“เจ้าทำแบบนี้เพื่อสิ่งใดกัน!” เยว่ฟ่านถิง ถามสาวใช้ด้วยเสียงอันสั่นเทา นางกำลังถูกหักหลังหรือนี่...
ทางด้านห้องพักปีกตะวันตก หญิงสาวในชุดกึ่งเปลือย กำลังลูบไล้ไปตามร่างกาย ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม บ่งบอกได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ มิใช่คนไร้ฝีมือแต่อย่างใดเยว่ฟ่านถง ปล่อยให้ร่างเย้ายวน ยั่วเย้าเขาต่อไป นางงดงามไม่น้อยเลย แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่อาจปล่อยนางไปได้ หมับ! ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ ก่อนที่นางจะกระตุกสายผูกกางเกงของเขา ด้วยมิอยากแก้ผ้าลงมือกับสตรีอีกทั้งในปากของนาง มีสิ่งซ่อนอยู่ ถูกพิษส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่ไม่ใช่จุดแข็งของเขา ที่ยากนักจะเปิดให้ใครมาถอนพิษให้ ถึงเขาจะไม่ค่อยคิดอะไรให้ซับซ้อน แต่ยางอายเขาก็พอมีหลงเหลืออยู่บ้าง“คุณชาย ไยห้ามข้าเล่าเจ้าคะ”หญิงสาวช้อนสายตาขึ้นมอง ก่อนจะก้มลงจูบหน้าท้องแน่นของชายหนุ่ม ต่อให้นางไม่หวั่นไหวกับบุรุษใดง่ายๆ แต่สายตาราวหมาป่าของเขา มันกลับทำให้นางรู้สึกร้อนวูบไปทั้งกาย“เจ้าจะปรนเปรอข้า โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเลยหรือ อีกอย่างข้าเพิ่งรู้ว่าจวนของพี่เขย มีสตรีเพื่อร่วมอภิรมย์ สำหรับแขกด้วย”“ขอแค่คุณชายพอใจ ข้าน้อยย่อมไม่ขัดข้อง ที่จะมอบความหฤหรรษ์ให้เจ้าค่ะ”ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆ เมื่อนางเอ่ยจบก็ลากลิ้นเล็ก ผ่านลงไปยังแก่นกายของเขา ที่
“อย่าถือโทษข้าเลยนะ คุณชายน้อยเยว่ เจ้ามิได้รับอนุญาตให้เติบโต และต่อให้เจ้ารอดไปได้ ครอบครัวเจ้าก็ไม่มีทางรอดอยู่ดี”น้ำเสียงคล้ายเห็นใจ ทว่าในมือกลับกระชับอาวุธแน่น คมมีดสั้นวาววับ เหนืออกเล็กของเยว่ฟ่านจื่อ หญิงสาวคิดจะให้เด็กน้อยสิ้นใจในคมมีดเดียว เพื่อลดทอนความเจ็บปวดของเขา นับว่าเป็นเมตตาที่นางมอบให้“ข้าคือทายาทสายตรง ที่วันหน้าต้องดูแลคนในบ้าน จะรีบให้ข้าตายไปไหนเล่า พี่สาว...”ปึก! เร็วกว่าที่คาดคิด หมัดเล็กๆ ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยพลังปราณ กระแทกเข้ากลางอกของหญิงสาว จนทำให้ร่างนั้นกระเด็นถอยห่างออกไปจากเตียง“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใด เป็นไปไม่ได้ และไม่มีสิ่งใด เป็นไปได้...เสมอไปเช่นกัน”คำพูดของเด็กหรือนี่! ไยมันไม่เหมือนตลอดหลายวัน ที่นางเฝ้าจับตามองสองอาหลานจากสกุลเยว่เลย มิใช่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรอกหรือ ไยจึงดูแข็งแกร่งเยี่ยงนี้ได้เล่า“ไม่มีคนเคยสอนมารยาทเจ้าเลยรึพี่สาว ว่าคนกำลังหลับพักผ่อนอยู่ อย่าได้เข้ามารบกวน โดยเฉพาะตอนนี้ท่านอาเขยของข้า กำลังเจ็บป่วยหนัก ต้องการพักผ่อนให้มาก สาวใช้เยี่ยงเจ้าเหตุใด จึงเข้ามารบกวนได้”“ปากดีนักนะ! เช่นนั้นข้าจะ
เวลาเดียวกัน ณ จวนชินอ๋อง สองอาหลานได้ย้ายมานอนร่วมห้อง อยู่กับท่านอ๋องสิบเอ็ด เพื่อจะได้ดูคนป่วยให้เต็มที่ และสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า ก็เหมือนจะเป็นอย่างที่คิด มดแมงยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ทั้งอยากสืบให้แน่ใจว่าป่วยจริงไหม! ทั้งอยากหาหนทางกำจัดคนป่วย เพื่อใส่ความสกุลเยว่ แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ทำให้คู่อาหลาน รู้สึกตื่นเต้นอันใดเลย ทั้งสองคล้ายกับไม่รู้ ถึงสถานการณ์อันหนักหน่วง ที่คู่แต่งงานใหม่ต้องแบกรับด้วยเวลานี้สองอาหลาน ได้พากันนั่งเล่นหมากรุก อยู่ใกล้กับเตียงของคนป่วย โดยไม่มีสาวใช้หรือองครักษ์ มาคอยดูแลหรือรับใช้ใดๆ เพราะท่านหมอแจ้งเพียงท่านอ๋อง ต้องพักผ่อนให้มากและไม่อยากให้มีกลิ่นน้ำหอมของสตรี หรือผู้คนมาวนเวียนให้มาก หาไม่แล้วอาการอาจจะทรุดกว่าเดิมหลายเท่า แต่ด้วยสองอาหลานสกุลเยว่ คือญาติผ่านทางพระชายา จึงไร้ผู้โต้แย้งหากทั้งคู่ จะคอยดูแลท่านอ๋องด้วยตนเอง “ท่านอาเล็ก ไหวแน่นะขอรับ” เด็กชายเอ่ยถามผู้เป็นอา เมื่อเขารับรู้ได้ถึงผู้มาเยือน “เจ้าเด็กคนนี้ ดูถูกอาของเจ้าได้อย่างไร ต่อให้ศัตรูเป็นหญิงงามในแผ่นดิน มาเปลืองผ้าต่อหน้า ข้าก็มิวะ...ห
ภายในห้องนอนที่ไม่ได้ใหญ่โต เช่นในจวนอ๋อง ร่างงามนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง โดยมีแม่นมจางและสาวใช้ นอนอยู่บนฟูอีกด้านของห้อง สามนายบ่าวไม่รู้เลยว่า เวลานี้กำลังมีใครหลายคน โอบล้อมพวกตนอยู่ภายนอกเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ประตูห้องถูกเปิดออก ด้วยน้ำมือของชายชุดดำหลายคน เพื่อมาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น และเมื่อทั้งห้าก้าวมาถึงเตียงนอนทั้งหมดต่างพากันรู้สึกเสียดาย หลังจากใช้ตะเกียงในมือ ทีเอามาจากโต๊ะข้างประตูตอนเขามาเมื่อครู่ ส่องดูใบหน้างามของพระชายาในชินอ๋อง“ลงมือเถอะ เกิดคนจากจวนอ๋องติดตามมา จะทำให้เราเสียงานได้”“น่าเสียดายนัก ข้าไร้วาสนา ได้ลิ้มลองสตรีมากรักคนนี้”หนึ่งในชายชุดดำ ยังมิวายรู้สึกเสียดาย ในความงามของพระชายา มือหยาบยื่นไปที่ใบหน้านั้น ด้วยอยากลองสัมผัสมันดูสักครั้ง ว่าจะเนียนนุ่มเพียงใด หมับ! ทว่ายังไม่ทันที่จะได้สัมผัสใบหน้านั้น ข้อมือของเขาก็ถูกรวบจับเอาไว้เสียก่อนชายทั้งห้าผงะเล็กน้อย ก่อนจะดึงดาบออกจากฝัก ชี้ตรงไปยังหญิงสาวบนเตียง จะเป็นไปได้อย่างไร ที่นางจะตื่นขึ้นมา ทั้งยังมีไอสังหารแผ่ออกมากดดันพวกเขา ด้วยพลังปราณขั้นสูง“นางเป็นแค่คนอ่อนแอมิใช่หรือ! ไยจึง...”กร๊อ
“ถิงถิง พี่ซื้อไข่มุกสีชมพูมาหลายเม็ดเชียวนะ พี่กำลังทำปิ่นปักผมให้เจ้า รองเท้าของเจ้าพี่เย็บเสร็จแล้ว เจ้าไม่รอใส่หน่อยหรือ ไยเจ้าง่วงแล้วไม่รอพี่มาก่อน…ค่อยหลับ ทำไมเจ้าทิ้งพี่กับหลานไปเยี่ยงนี้ พี่...พี่ชายทำผิดอันใด เจ้าจึงไม่ตื่นมาคุยกันก่อน ถิงถิงน้อยของพี่ ฮึกๆ”ภาพของแม่ทัพผู้แข็งแกร่ง ทรุด
สำนักคุ้มภัยฟ่านปิง เรือนหลังใหญ่ ที่ถูกสร้างแยกห่างจากสำนักพอสมควร ถูกจัดเตรียมสำหรับงานไว้ทุกข์ โดยที่เจ้าสำนักได้ให้คนไปรับบิดามารดา มาที่นี่แทนการพาร่างน้องสาวกลับจวนเยว่ ด้วยยังไม่รู้ตัวคนร้าย ก็มิควรให้ใครรู้ถึงการสูญเสียนี้ สองสามีภรรยา ก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา ก่อนจะชะงักค
“ข้าต้องการความจริงจากปากของพวกมัน ว่าใครที่สั่งการ!”แม้ปากจะสั่งการเสียงกร้าว ทว่าดวงตาหาได้ละไปจากใบหน้าขาวซีดของน้องสาวไม่ ใจของนางในตอนนี้ ราวกับถูกปีศาจร้ายกระชากออกจากอก“เด็กดี...เจ้าต้องสู้รู้ไหม พี่จะพาเจ้ากลับบ้าน ฮึกๆ”เยว่ฟ่านปิง กลั้นสะอื้น ในขณะที่ปลอบประโลมน้องสาว นางไม่อาจทำสิ่งใดไ
“คุณหนูคนงาม เจ้าไม่น่าทำให้ตนเอง ต้องบอบช้ำถึงขนาดนี้เลยนะขอรับ แค่ยินยอมพวกเราแต่โดยดี ย่อมไม่ต้องเจ็บตัวเลยสักนิด”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย ทำให้หญิงสาวผู้ไม่เคยรู้จักโลกภายนอก ทำได้เพียงกระถดกายหนี ทั้งยังส่ายหน้าไปมา ด้วยความกลัวและรู้สึกคลื่นเหียน จนแทบจะอาเจียนออกมา เมื่อเห็นสายตา

















