Masukฝังตัวอ่อนไว้ในรังไข่ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากไม่สำเร็จจะต้องใช้วิธีธรรมชาติด้วยเชื้อจากทายาทที่หลงเหลืออยู่เพียงคนสุดท้าย
Lihat lebih banyakบิสเต็กก้า ฟิออเรนตินา มัสมั่นขาแกะ กิวทัง ซุปหางวัว และ โทโรโระ รวมทั้ง ปิโนต์นัวร์ กลิ่นหอมฟุ้งไปด้วยผลไม้สีแดงสดถูกจัดวางบนโต๊ะอาหารหรูหราเบื้องหน้าของ คาลวิน ทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของ ซาร์เดญญ่า เซสส์น็อก หัวหน้า มาเฟียองค์กร เทวทูตสีเงิน ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งเฉกเช่นทุกเช้าตลอด 8 ปีที่ผ่านมา
ภายใต้บรรยากาศเดิม ๆ ของคฤหาสน์หรูหราหลังหนึ่งในเมืองไทยที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน ทว่ากลับเป็นที่ให้เขาได้ซุกหัวนอนมาเกือบ 10 ปีแล้ว หลังจากที่คาลวินหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่า และ หมายเอาชีวิตจากอาชญากรลึกลับข้ามชาติที่ไล่ฆ่าคนในครอบครัวเขา ทีละคน ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 8 ขวบเท่านั้น
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คาลวินพำนักอาศัยมาแล้วกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ดูเหมือนว่าเมืองไทยจะเป็นสถานที่เดียว ซึ่งเขาอยู่อาศัยมาได้ยาวนานที่สุด โดยที่ยังไม่ตายเหมือนอย่างที่กลุ่มคนพวกนั้นอยากให้เป็น
"ปกติมึงไม่สาย" สายตาคมเข้มเหลือบดูเวลาก่อนตวัดมอง โดยไม่ได้ส่อแววตำหนิมือขวาคนสนิทที่เพิ่งจะก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้าฝั่งตรงข้ามของเขาแต่อย่างใด
"ขอโทษครับ" นั่นเป็นคำกล่าวของ ลูเซิร์น มือขวาคนสนิทที่อยู่เคียงข้างคาลวินมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมาเมืองไทย ตอนนั้นคาลวินในวัย 18 ปี ส่วนหมอนี่มีอายุเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปีเห็นจะได้ มันไม่เคยสายเลยแม้แต่วินาทีเดียว จะมีก็แค่ครั้งนี้ครั้งแรกที่มันมาถึงห้องอาหารช้ากว่าปกติเกือบ 10 กว่านาที
"เป็นอะไรของมึง" มาเฟียหนุ่มสายตาดีมองเห็นมือขวาคนสนิทที่เผลอยกมือขึ้นนวดไปที่ท้ายทอยอย่างผิดสังเกตจนอดที่จะถามขึ้นไม่ได้
"รู้สึกเหมือนโดนใครเอาอะไรมาทุบหัว" ลูเซิร์นไม่ปกปิดความผิดปกตินั้น และ ไม่เคยปิดบังทุกเรื่องกับคาลวินที่เขาเคารพมากยิ่งกว่าเจ้านาย จึงตอบออกไปตามความเป็นจริง หากแต่คาลวินกลับหลุดขำหลังจากที่นั่งนิ่งมาสักพักใหญ่
"ไอ้ห่า คอมึงอ่อน !" คาลวินแค่นหัวเราะอย่างรู้ดีอยู่แล้ว เพราะเมื่อคืนเขาจัดงานปาร์ตี้ใหญ่ให้ลูกน้องดื่มกินกันได้อย่างอิสระเสรี เนื่องด้วยเป็นวันเกิดครบรอบ 38 ปีของเขา แต่ดูเหมือนว่าลูเซิร์นมันจะดื่มไปได้ไม่เท่าไหร่ก็คอพับ ทั้งที่ไม่ใช่คนคออ่อน มันเก่งไปหมดทุกเรื่อง มีฝีมือในทุกด้านจนได้มาเป็นมือขวาคนสำคัญของเขา ยกเว้นอย่างเดียว คือเรื่องผู้หญิง เพราะเมื่อคืนมันก็ไม่ได้พาใครขึ้นไปเสพย์สุขถึงบนเตียง ผิดกับลูกน้องคนอื่น ๆ ที่พาสาว ๆ สวย ๆ ไปเสวยสุขกันอย่างถึงใจ
"ขอโทษครับ ผมคงพักผ่อนน้อยไปหน่อย" ลูเซิร์นก้มหน้าโค้งตัวอย่างรู้สึกผิด และ อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดตัวเองถึงคอพับคออ่อนง่ายดายนัก ผิดไปจากทุกครั้ง ทั้งที่ดื่มไปไม่เท่าไหร่ราวกับถูกวางยา หากแต่คาลวินกลับไม่ได้ใส่ใจในความผิดปกตินั้นเท่าไหร่นัก เพราะรู้ว่าช่วงนี้ลูเซิร์นมันอดหลับอดนอน เนื่องจากมีงานมากมายที่เขามอบมายให้ทำจนล้นมือแทบทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันนี้
"กูรู้ว่าช่วงนี้มึงโหมงานหนักมากไป เดี๋ยวกูจะลดงานมึงลงให้แล้วกัน" คาลวินพูดทิ้งท้าย ก่อนหันไปหาบอดี้การ์ดคนสนิทอีกคนที่เขาไว้วางใจมากที่สุดรองจากลูเซิร์น
"งานที่กูให้มึงทำถึงไหนละ ฟอร์ลัน ?"
"ได้เรื่องแล้วครับ คุณคาลวิน"
"มึงว่ามาเลย กูรอฟัง" ฟอร์ลันยื่นคอมพิวเตอร์แบบพกพาให้กับคาลวิน ขณะที่กล่าวรายงานถึงสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำ
"เป็นนักศึกษาเรียนดีปีสุดท้าย แต่ค่อนข้างขาดแคลนทุนทรัพย์ อาศัยอยู่กับยายที่ป่วยมีโรคประจำตัวแค่สองคน เวลาว่างจะหารายได้พิเศษ โดยการเป็นไรเดอร์ขับรถส่งอาหาร เป็นเด็กกตัญญู และ ที่สำคัญเธอเป็นผู้หญิงไทยที่สวยมากครับ"
"ชื่ออะไร ?" คาลวินมองดูรูปถ่ายที่โชว์หราอยู่บนจอคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องนั้นของฟอร์ลันแล้วเพ่งมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวธรรมดาแต่ดูสวยสะดุดตาอย่างใช้ความคิดในระยะเวลาสั้น ๆ
"ชื่อของเธอคือ เทียนสี่ ครับ"
"ตกลง ! กูเลือกคนนี้" คาลวินบอกก่อนจะส่งคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องนั้นคืนให้กับบอดี้การ์ดของตัวเองแล้วเบนสายตาไปยังมือขวาคนสนิท
"ลูเซิร์น มึงทำยังไงก็ได้ให้เทียนสี่ตกลงมาเป็นคนของกูให้ได้"
"ทราบแล้วครับ"
"แต่มีข้อแม้..." ดวงตาคมกริบของคาลวินเพ่งมองไปยังมือขวาคนสนิท ขณะที่กำลังแจกแจงรายละเอียดการทำงานให้กับเขา "มึงห้ามบังคับ ขู่เข็ญ หรือฝืนใจเทียนสี่เป็นอันขาด กูต้องการให้เธอสมัครใจและเต็มใจสร้างทายาทให้กูเท่านั้น"
"ทราบแล้วครับ"
"รีบไปจัดการซะ" สิ้นเสียงของคาลวิน ลูเซิร์นก็โค้งตัวเพื่อรับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากห้องอาหารพร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้กับ เซย์ยะ และ อันมิ่ง ที่ยืนรออยู่ด้านนอกให้ตามมาด้วยกัน
"ทำไมคุณคาลวิน ถึงต้องปกปิดข้อมูลบางอย่างกับลูเซิร์นล่ะครับ" เป็นฟอร์ลันที่เอ่ยถามผู้เป็นนายหลังจากที่ลูเซิร์นและลูกน้องคนอื่น ๆ ออกไปจากบริเวณนั้นกันจนหมดแล้ว
"มันไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกอย่าง เพราะภารกิจที่ทำ จะบอกตัวมันเอง"
"วิธีนี้ ดีที่สุดแล้วเหรอครับ"
"มึงเชื่อเถอะ ไม่มีวิธีไหนดีเท่านี้อีกแล้ว" คาลวินกล่าวกับฟอร์ลัน ก่อนจะส่งสัญญาณบอกเพื่อสิ้นสุดการสนทนา ห้ามใครรบกวน
สามวันต่อมา "อรุณสวัสดิ์ครับ คุณเทียน" เทียนสี่ก้าวเข้ามาภายในห้องอาหารเหมือนเช่นทุกวันที่ฟอร์ลันคอยให้การต้อนรับเหมือนกับทุกครั้ง นับตั้งแต่ที่คาลวินยังอยู่ จนตอนนี้เขาก็ยังคงทำหน้าที่นี้ไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้ก็คงจะเป็นอีกวันที่ลูเซิร์นไม่อยู่ที่นี่ "เขาอยู่ที่โกดังสินค้าเหรอ" "ครับ ยังอยู่ที่โกดังสินค้า" เป็นคำตอบนี้ทุกครั้ง จนเธอแทบจะเอาคำตอบนี้มาตั้งคำถามแทนได้แล้ว เพราะหลายวันมานี้เทียนสี่ไม่ได้เจอหน้าลูเซิร์นเลย ตั้งแต่คืนนั้นเขาก็หายหน้าหายตาไป ถามใครก็บอกว่าเขาออกไปช่วยเซย์ยะกับอันมิ่งดูงานที่โกดัง แต่ดู ๆ แล้วเหมือนเขาพยายามหลบหน้าเธออยู่มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สาเหตุอะไรเธอก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ ไม่รู้จริง ๆ "ฉันว่าช่วงบ่ายจะออกไปหาเจ๊หวาน ช่วยขับรถให้หน่อยได้ไหม" "ได้ครับ" แปลก ! ปกติคนพวกนี้ไม่เคยให้เธอออกไปไหน อ้างว่าอันตรายบ้าง อะไรบ้าง แต่ทำไมตอนนี้ขอไปไหนก็ให้ไปง่าย ๆ ทั้งที่ตั้งแต่คาลวินจากไปเธอก็แทบไม่ได้ไปไหนมาไหนเลย ต้องอยู่แต่ภายในคฤหาสน์ หรือแค่จะขอไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาลคนพวกนี้ก็จะต้องพากันแห่ขอตามไปด้วย หรือไม่ก็ต้องโทรไปขออนุญาตลูเซิ
แกร๊ก ! "เกิดอะไรขึ้นครับ" อันมิ่งถามขึ้นทันทีที่ประตูถูกเปิดออกจากห้องอาหาร แต่ไร้ซึ่งคำตอบ เพราะเพียงแค่เห็นร่างของเทียนสี่ที่หมดสติอยู่บนท่อนแขนแกร่งของลูเซิร์นก็พอจะคาดเดาได้ "ตามคิมลีวายมาที่ห้องฉันหน่อย" "ได้ครับ" อันมิ่งโค้งใบหน้าแล้วรับคำสั่งนั้นทันที ขณะที่ลูเซิร์นอุ้มร่างบอบบางที่นอนหมดสติไร้เรี่ยวแรงมาที่ห้องนอนของเขาแล้ววางร่างนุ่มลงบนเตียงนอนที่ได้เซย์ยะจัดเตรียมไว้ให้ใหม่ "ถึงกับหมดสติเลยเหรอครับ ?" เซย์ยะไม่พูดถามเปล่า แต่ก้าวเข้ามาดูเธอด้วย "เฮียก็รุนแรงเกินไป คุณเทียนเธออายุยังไม่เท่าไหร่ เพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ ภายนอกถึงจะดูแข็งแกร่ง แต่ภายในร่างกายก็ยังบอบบางอยู่เลย เบามือกับเธอหน่อยน่าจะดีนะครับ" "รู้มากขนาดนี้ เรียนหมอแทนคิมลีวายไปเลยดีไหม" "เอ่อ ...ขอโทษทีครับ ผมแค่พูดไปตามที่เห็น" "เห็นอะไร ?" "รอยที่คอ ไหล่ แขน แล้วก็หน้าอกนั่นไงครับ" พูดถึงตรงนี้ ลูเซิร์นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังเรือนร่างของเธอเอาไว้แล้วมองเซย์ยะด้วยสายตาที่ดุดัน "ใครใช้ให้มอง !" "โธ่เฮีย...ผมเห็นตั้งแต่อุ้มกันลงมาแล้วไหม" "รู้ดี !" "ครับ ผมห่วงว่าร่องรอยภายนอกยังชัดขนาดนี้
"ฉันจะกินข้าว" "หึ" ประโยคที่พูดเพื่อเบนความสนใจ ทำเขาหลุดขำออกมา เพราะเทียนสี่เริ่มรู้สึกถึงชะตากรรมของตัวเองแล้วว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทำเธอเริ่มสติหลุด... รู้สึกประหม่าจนใบหน้าถอดสี "ไหนเมื่อกี้คุณบอกไม่หิว ก็เลยจะชวนทำอย่างอื่น" มือหนาลูบไล้ไปที่ต้นขาเรียวสวยของคนบนตักแกร่งแล้วหมุนตัวเธอให้หันหน้าเข้ามาหากันด้วยการคร่อมหน้าตักแกร่งของเขาเอาไว้ ก่อนจะสอดมือหนาเข้ามาใต้ชุดคลุมสีขาวแล้วสัมผัสกลีบอวบอูมที่ยังคงบานอ้าออกจากกันไม่หุบ "เริ่มแฉะนิด ๆ" นิ้วร้ายกดลึกเข้าไปในรูรักที่เริ่มหลั่งน้ำใส ๆ ออกมาเพิ่มจนนิ้วแกร่งผลุบหายเข้าในร่องรักของเธอในคราวเดียวถึงสองนิ้วอย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก สวบ ! "อ๊า !" เทียนสี่เชิดหน้าขึ้นครางหวิว ทำเขาตื่นตัวกดจูบไปที่ลำคอระหงอย่างหนัก ๆ แล้วหยุดไว้เมื่อเสียงหวานเริ่มครางไม่หยุด "ห้องนี้เก็บเสียงไม่ได้ เบาหน่อย ถ้าไม่อยากให้พวกข้างนอกได้ยิน" "อื้อออ..." เพียงแค่นั้น เสียงหวาน ๆ ของเธอก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอระหง ทำเขากระตุกยิ้มตรงมุมปาก "แต่ถึงยังไง พวกนั้นก็รู้อยู่ดี ว่าเราสองคนอยู่ในชุดแบบนี้ คงไม่ได้ลงมาแค่กินข้าว" "อื้ออ...อ ขย
ร่างแกร่งก้าวลงจากเตียงคว้าผ้าขนหนูพันรอบเอวไว้อย่างหมิ่นเหม่ ก่อนจะเดินไปที่หน้าห้องน้ำ แกร๊ก ! ทว่ากลับมีเสียงของใครบางคนที่กำลังจ่อปากกระบอกปืนมาที่เบื้องหลัง ทำคนหูดีอย่างเขาชะงักฝีเท้าเอาไว้แล้วพูดขึ้นมาอย่างใจเย็น ทั้งที่ยังไม่ได้หันไปกลับมองด้วยซ้ำ "ใจคอคุณจะยิงคนที่เพิ่งจะให้ความร่วมมือในการสร้างทายาทกับคุณไปเมื่อกี้เชียว ไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยเหรอเทียน" พูดถามแล้วหันมองไปหาเทียนสี่ที่มือข้างหนึ่งกำผ้าห่ม ซึ่งพันไว้รอบตัวเธอแล้วขยับเข้ามาใกล้ ระยะห่างแค่เพียงปลายกระบอกปืนที่ถืออยู่เท่านั้น "คุณฆ่าพี่ชายฉัน แล้วจะให้ฉันไว้ใจคุณได้ยังไง ตอนนี้คุณเป็นพวกไหนก็ไม่รู้" "เรานอนด้วยกันมากี่ครั้งแล้ว คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าผมพวกไหน" "แต่คุณยิงพี่ชายฉันนะ" "ก็ยอมรับว่ายิงจริง ๆ" "แล้วเขาตายรึเปล่า หรือว่าคุณเอาเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน ?" "หึ ! วันนี้ที่สุสาน ก็เห็นชื่อที่หน้าหลุมศพแล้วไม่ใช่รึไง ว่าเป็นชื่อของใคร ไม่ใช่ชื่อพี่ชายคุณเหรอ" กึก ! ลูเซิร์นขยับเข้ามาใกล้จนปลายกระบอกปืนกดลงที่หน้าอกแกร่งด้านซ้ายของเขา พลางยื่นมือหนาจับมือเธอเอาไว้ให้นิ่งขึ้นกว่าเดิมเหมือนกลัว
"เบื้องต้นคุณยายถูกรถชนกระแทกเข้าที่ขา กระดูกต้นขาหัก และ ร้าวเป็นบางส่วน ต้องใช้การผ่าตัดเพื่อใส่อุปกรณ์ช่วยดามเข้าไป" เป็นคำกล่าวรายงานของคุณหมอเจ้าของไข้ที่รับรักษาคุณยายกลิ่นเกษรของเธอที่วินิจฉัยออกมา "ค่าใช้จ่ายล่ะคะ สูงแค่ไหน ?" เทียนสี่สีหน้าไม่ดีแสดงออกถึงความกังวลใจที่มี
"กลับเข้าบ้าน กลับเข้าไปล้างหน้าล้างตา ทำแผล แล้วก็นอนพักซะนะครับ" พูดพลางไล้หัวแม่มือเพื่อซับเอาความเจ็บปวดออกจากบาดแผลบริเวณมุมปากสวยให้กับเธอแล้วพูดต่อ "ขอให้รู้ว่าตราบใดที่ผมยังอยู่ จะไม่มีใครทำอันตรายคุณได้อีกเด็ดขาด"เทียนสี่เม้มปากแน่น เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ "ขอบคุณนะคะ"
"อึก !" เทียนสี่ถูกท่อนแขนใหญ่ของคนที่ล็อกร่างของเธอไว้ทางด้านหลัง กดเข้าที่ลำคอระหงจนแทบจะหายใจไม่ออก อีกทั้งตอนนี้ไอ้คนที่ดูว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งก็บีบเข้าที่ปลายคางมนของเธอไว้อย่างรุนแรงแบบที่ไร้ความปราณี"สารเลว !"เผียะ !ผัวะ ! เทียนสี่ถูกหลังมือฟาดเข้าที่ใบหน้าสวย ในตอนที่มันยกปากกระบอกปืนขึ้น
"ยายคะ ยาย" ผัวะ ! เสียงประตูถูกเปิดออก ทำให้เทียนสี่หายสงสัย ในการหายตัวไปของคุณยาย ทว่ากลับรู้สึกงุนงงเมื่อเห็นกลุ่มคนที่บุกรุกเข้ามาในบ้านของเธอแทน "พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉัน ?" คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปมอย่างสงสัย แต่ทว่ากลับคิดไม่ออกว่าคนพวกนี้เป็นใครต้องการอะไร จนพวกมันเฉลยออกมา "มึ
Ulasan-ulasan