LOGIN“หรือว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น”
“แต่เมื่อสองวันก่อนข้าได้ยินมาที่ชายแดนมีสตรีนางหนึ่งเป็นผู้ครอบครองหยกอันอวี่ นางสวมชุดเฉกเช่นบุรุษ สวมแหวนหยกเอาไว้ที่นิ้วชี้อย่างเปิดเผย ลือกันว่านั่นก็คือหยกอันอวี่”
จบประโยคนั้นมุมหนึ่งของโรงเตี๊ยมที่มีบุรุษหนุ่มนั่งหันหลังอยู่ก็เกิดความเคลื่อนไหว เขาสวมชุดสีเขียวเข้มไร้กระบี่คู่กาย เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบมัดสูงไร้เกี้ยวครอบ เมื่อหันหน้ากลับไปมองผู้ที่กำลังสนทนาเรื่องผู้ครอบครองหยกอันอวี่ คิ้วเรียวราวอิสตรีก็มุ่นลงอย่างใช้ความคิด
มองอย่างไร ‘เขา’ ก็ดูไม่เหมือนบุรุษ แต่เป็นอิสตรีที่สวมชุดของบุรุษเท่านั้น
นิ้วเรียวเคาะบนโต๊ะแผ่วเบา นิ้วชี้ไร้ซึ่งแหวนเช่นกันกับบนเรือนกายที่ไร้เครื่องประดับ ถึงอย่างนั้นเสื้อผ้าที่สวมกลับเป็นแพรพรรณเนื้อดีราคาแพง แม้แต่รองเท้าก็ยังเป็นรองเท้าหุ้มข้อตัดเย็บจากหนังกวางอย่างดี
“ทางเหนือหนาวเหน็บแร้นแค้นทั้งยังมีสงคราม เจ้าว่านางโง่งมหรือเลอะเลือนถึงได้มาปรากฏตัวยังชายแดน” คนกล่าวส่ายหน้าเห็นเป็นเรื่องน่าขัน
“เจ้าพูดก็ถูก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีข่าวลือเกี่ยวกับผู้ครอบครองหยกอันอวี่เลยนะ”
“นั่นสิ นับตั้งแต่นางถูกคู่หมายหักหลังก็ได้ยินมาว่านางละทิ้งแดนเซียน แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางมายังแดนมนุษย์หรือหลบเร้นขึ้นแดนสวรรค์ อยู่ๆ มีข่าวลือเกี่ยวกับนางไม่แน่ว่าอาจมีคนพบเห็นจริงๆ ก็ได้”
“แล้ว...เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นนางจริงๆ จะบอกว่าเพราะแหวนหยก? หยกอันอวี่ที่กล่าวขานกันหน้าตาเป็นอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ อาจไม่ใช่แหวนแต่เป็นป้ายหยก เป็นกำไล เป็นหยกแกะสลัก? ใครจะไปรู้”
ทุกคนเงียบเสียงลงทันทีเพราะไม่เคยมีบันทึกใดกล่าวถึงจริงๆ ว่าหยกอันอวี่มีหน้าตาอย่างไร... กล่าวถึงกระบี่หวงหลงก็ชัดเจนว่าย่อมเป็นกระบี่ กล่าวถึงพัดวารียิ่งไม่ต้องเดาว่าเป็นอะไร ทว่าหยกอันอวี่กลับไม่มีผู้ใดบันทึกว่าเป็นหยกแบบใด
เงาร่างปราดเปรียวในชุดสีเขียวลุกขึ้น นางเดินผ่านโต๊ะที่ยังคงสนทนาเกี่ยวกับหยกอันอวี่ เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองเพื่อกลับเข้าห้องพัก ตอนนั้นเองบทสนทนาก็ทำให้นางชะงักอีกรอบ
“ข้าแอบได้ยินมา เป็นแหวนจริงๆ นะ ในเมืองหลวงลือกันว่าองค์ชายเก้าทรงให้คนออกตามหาสตรีผู้ครอบครองแหวนหยกสีชมพูลับๆ ผู้ใดมีเบาะแส จะได้รับรางวัลถึงหนึ่งพันตำลึง!”
“จริงหรือ!?”
“จริงสิ! ญาติของข้าเป็นคนเมืองหลวงเขาเคยเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนข้ายังคิดว่าเหลวไหล แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่มีข่าวลือเรื่องสตรีที่มีแหวนหยกในเวลานี้พอดี ข้าว่าองค์ชายเก้าต้องทรงกำลังตามหาผู้ครอบครองหยกอันอวี่อยู่ก็เป็นได้”
จบประโยคนั้นรถม้าก็วิ่งมาจอดหน้าโรงเตี๊ยม กลุ่มคนราวๆ สิบคนเดินเข้ามาถามหาห้องพักเพื่อค้างแรม หญิงสาวชุดเขียวมองลงมาจากชั้นสอง จ้องมองไปยังบุรุษผิวขาวเนียนราวอิสตรีที่ถูกกลุ่มคนชุดดำยืนรายล้อม
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายทว่าดูซีดขาวราวคนป่วย คิ้วเข้มรับสันจมูกโด่งดูน่ามองขึ้นแม้ในยามที่เขามุ่นคิ้วลง กระทั่งริมฝีปากที่เม้มแน่นทว่ามุมปากกลับยกขึ้นราวไม่ตั้งใจ ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลงหลายส่วน
ชุดคลุมสีดำปกคลุมตั้งแต่คอจนถึงปลายเท้า ที่เผยให้เห็นเล็กน้อยคือคอเสื้อตัวในปักลายดิ้นทอง มองปราดเดียวก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา แม้เรือนผมถูกรวบมัดง่ายๆ ไร้กวานครอบ แต่นางมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ชาวยุทธ์ธรรมดาที่บังเอิญผ่านทางมาอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังแอบพิจารณาเขาเงียบๆ อยู่ๆ ชายหนุ่มผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคมกริบจดจ้องนางทั้งยังยิ้มบางส่งมาให้
นางสะดุ้งคล้ายถูกจับได้ว่าลอบมองผู้อื่น ดังนั้นจึงเพียงค้อมศีรษะให้เขาจากนั้นหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องพัก
ในห้องพักเรียบง่ายทว่าเพียงพอต่อความต้องการในการค้างแรม นางนั่งลงบนเตียงเงียบๆ อยู่ๆ ก็นึกถึงความหลังและการเดินทางอันยาวนานของตน
“แม่ทัพ?” เสวียนเหยาขมวดคิ้วมองคนที่สมควรอยู่ที่นอกด่าน ด้วยข่าวสงครามบอกว่าข้าศึกติดพันจนต้องส่งทัพเสริมออกไปช่วยต้านศัตรู คนผู้นี้ก็คือ ฉีเหยียน...แม่ทัพใหญ่แคว้นซย่าเทียน“แม่นางผู้นี้คงจะเป็น...หยกอันอวี่?” เขาประสานสองมือคารวะนาง“ข้าไม่ใช่” นางพูดเสียงเรียบ “แม้จะเคยแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” นางส่งฉีเฟิงเยี่ยนให้คนของฉีเหยียนพาเข้าไปในกระโจม “ไม่ว่าพวกท่านกำลังวางแผนใดอยู่ เปลี่ยนแผนเสีย มีคนของพวกท่านคอยเป็นสายให้ฝ่ายตรงข้าม มือสังหารที่ไล่ล่ามาเห็นชัดว่ามั่นใจว่าฉีเฟิงเยี่ยนจะใช้เส้นทางตะวันออก” กล่าวจบก็เดินตามฉีเฟิงเยี่ยนไปในกระโจมหมอถูกตามเข้ามาในกระโจมทันที บาดแผลของฉีเฟิงเยี่ยนไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาเพียงเสียเลือดเยอะไปใบหน้าที่ซีดขาวจึงดูย่ำแย่กว่าเดิม ตอนที่ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นนั่งแต่หมอห้ามไม่อยู่ เสวียนเหยาก็ส่งเสียงเข้ามา “ปล่อยเขา หากเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วพวกท่านช่วยไปก็เปล่าประโยชน์”คิ้วเรียวมุ่นลงดวงตาจ้องเขม็งไปยังฉีเฟิงเยี่ยน หมอสามคนถอนหายใจออกมาเบาๆ ขอตัวออกไปทันทีด้วยความโล่งอก ฉีเฟิงเยี่ยนยังไม่ได้สวมเสื้อกายท่อนบนมีเพียงผ้าพันแผลซึ่งยังคงมีเลือดซึมออกม
เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ข้าวนเวียนบนภพภูมินี้มานาน นานจนคิดว่าสามารถปล่อยวางหลายๆ เรื่องลงได้แล้ว ข้าหวังว่าเจ้าที่อยู่กับมนุษย์มาหลายปีจะเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเช่นกัน แต่เจ้าแม้แต่ชีวิตก็ไม่คิดจะรักษาเพียงเพื่อช่วยพวกเขา แล้วคิดหรือว่าพวกเขาจะรับรู้ คนก็สิ้นใจไปนานแล้ว...ฉีเฟิงเยี่ยน คนอยู่ต่างหากที่ต้องการการปลดปล่อย ไม่ใช่คนที่ไม่รับรู้เรื่องทางโลก”เห็นเขาก้มลงมองกล่องภาพวาดนางก็ได้แต่หวังว่าคำพูดของนางจะทำให้เขาคิดได้บ้าง ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าจริงๆ แล้ว ที่เขายึดติดไม่ใช่เพียงบิดา มารดา และแคว้นซย่าเทียนเท่านั้น แต่เขากลับยังยึดติดกับนางด้วย!!!รถม้าที่กำลังจะพาชายหนุ่มออกจากเมืองหลวงแล่นออกจากกำแพงเมือง ในรถม้าเสวียนเหยาขมวดคิ้วมองไปในความมืด ส่งสายตาบอกไป๋เสวี่ยให้ออกไปคุ้มกันด้านนอกกับองครักษ์อีกนับยี่สิบ“มีคนตามเรามา” นางปิดม่านรถม้าลง เห็นฉีเฟิงเยี่ยนยังคงกอดภาพวาดที่มารดาของเขาทิ้งเอาไว้ให้ คราแรกนางคิดว่าเขาคงเห็นเป็นของสำคัญ เพียงเพราะภาพวาดนี้มารดาของเขาเป็นคนวาด ทว่านางคิดผิด...การไล่ล่าสังหารครานี้ไม่ผิดจากที่พวกเขาคาด มือสังหารกว่าสามสิบคนพุ่งเป้ามายังรถม้า ทั
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีค่าใดจะสำคัญเท่าชีวิต” นางตำหนิแต่ก็ช่วยลูบหลังลูบไหล่เมื่อเห็นเขายังสำลักควันไฟ เห็นเขาไม่ยอมวางกล่องไม้นั่นเมื่อนางยื่นมือออกไปรับ นางขมวดคิ้วแต่ก็ปล่อยผ่านค่ำคืนมืดมิดเปลวไฟกลืนกินซานเหอย่วนอย่างรวดเร็ว แม้ตัวบ้านเก่าแก่ทว่าเวลานี้อากาศชื้นยากยิ่งจะเกิดประกายไฟ ดังนั้นเหตุการณ์เพลิงไหม้ย่อมต้องมีคนวางเพลิงอย่างไม่ต้องสงสัยนอกจากนั้นผู้คุ้มกันบางส่วนรวมไปถึงสาวใช้ยังหลับสนิทราวกับถูกวางยา เรื่องนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้จงใจวางเพลิงสังหารเสวียนเหยา ไม่ก็...อยากล่อฉีเฟิงเยี่ยนให้ออกมา“เจ้าโง่งมหรือ” เสวียนเหยากอดอกมองฉีเฟิงเยี่ยนที่หน้าเตียง ท่านหมอกำลังใส่ยาที่มือและแขนของอีกฝ่าย ด้วยตอนวิ่งเข้าไปเอาของสำคัญออกมาเขาโดนไฟลวก “ต้องการซ่อนตัวเพื่อไม่ให้ศัตรูล่วงรู้แต่ทะเล่อทะล่าออกมายังที่แจ้งเพียงเพราะเพลิงไหม้ เช่นนั้นจะวางแผนซับซ้อนซ่อนตัวไปทำไมกัน”ฉีเฟิงเยี่ยนถอดหายใจออกมา ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองนาง ท่านหมอเองก็ทำการรักษาเงียบๆ ไม่เอ่ยปาก กระทั่งด้านหลังมีเสียงฝีเท้าวุ่นวายเดินเข้ามา“เฟิงเยี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง” หลงเส้าเทียนและชายานั่นเอง เพราะต้
เสวียนเหยากำลังจะเดินพ้นประตูวังหลวง รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งมาจอด ผู้มาก็คือฉีฮูหยินและฉีซวงซวงบุตรสาว ทั้งสองลงจากรถม้าและชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นนาง“นึกไม่ถึงว่าจะพบเจ้าที่นี่” ฉีฮูหยินกล่าวทั้งยังเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว ฉีซวงซวงมองนางตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าจากนั้นแค่นยิ้ม“สตรีบ้านป่าไม่รู้กาลเทศะ แต่งกายราวกับผู้ไม่ได้รับการอบรมเข้าวังหลวง โชคดีจริงๆ ที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าเคยอาศัยจวนตระกูลฉีช่วงหนึ่ง หาไม่ตระกูลฉีคงขายหน้าแย่”เสวียนเหยาหันไปมองอีกฝ่ายโดยไม่ได้กล่าวอะไร และนั่นทำให้ฉีซวงซวงอึดอัดทนไม่ไหว “เจ้ามองอะไร”“มองไก่ป่าที่คิดว่าตัวเองคือหงส์” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “แพรพรรณฉูดฉาด เครื่องประดับสักแต่ประโคมความหรูหรา ไร้รสนิยมสิ้นดี แม้แต่สีสันจัดจ้านไม่เข้ากันสักนิดยังกล้าสวมใส่ ไม่เรียกไก่ป่าหรือยังมีสิ่งอื่นให้เรียก”“เจ้า!”รถม้าอีกคันวิ่งเข้ามาจอดเช่นกันเป็นรถม้าหรูหรามีป้ายตำหนักหนิงหวงแขวนเอาไว้ ทว่าผู้ที่ก้าวลงมากลับเป็นสตรีในชุดสีเขียวอ่อนน่ามอง เครื่องหยกน้อยชิ้นทว่าดูหรูหรา กิริยาที่ก้าวลงมาจากรถม้าอ่อนช้อยทว่าคล่องแคล่วน่ามอง“
“จริงคือเท็จ เท็จคือจริง ข้าต้องการให้ผู้คนเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง”“เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือ”“ใช่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว”การแก่งแย่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว องค์ชายกำลังห้ำหั่นเพื่อบัลลังก์มังกร เห็นท่าทางเหนื่อยล้าของฮ่องเต้ นางเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ แม้เป็นบิดาก็ไม่อาจควบคุมความกระหายในอำนาจของโอรส อำนาจก็เหมือนของน้ำหวานที่ทั้งดึงดูดและยั่วเย้า ขอเพียงมีโอกาสผู้ใดเล่าจะไม่อยากลิ้มลอง“มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องในห้องนี้อีก”“องค์ชายเก้า”นางเงียบไปนานมากคล้ายกำลังครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด “ข้าขอเตือน ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างที่ท่านหวังหรือไม่ สิ่งที่เขาติดค้างท่านก็จะจบลงที่การแก่งแย่งครั้งนี้”“แต่เฟิงเยี่ยนกับองค์ชายเก้าเป็นสหายที่ดีต่อกันเสมอมา การจะพาเฟิงเยี่ยนไปจากที่นี่...”นางแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่ท่านเพียงคนเดียวที่เขาติดค้าง ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนของท่านจะจบลงตรงที่องค์ชายเก้าขึ้นครองบัลลังก์ เช่นนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงโดยดีหรือไม่ ข้าจะพาเขาไปจากซย่าเทียน”นางพูดจบก็เดินออกมาจากห้องนั้น ทว่าระหว่างออกมาจากตำหนักหลงคุน องค์ชายเก้าหลงเส้าเทียนก็ยืนรอนางอยู่แล้ว บุรุษหล่อเหลา
ใบหน้าแก่ชรายิ้มให้นางบางๆ ท่าทางอ่อนแอของอีกฝ่ายทำให้นางนึกถึงคำพูดของฉีเฟิงเยี่ยน บัลลังก์กำลังจะเปลี่ยนมือแล้วในอีกไม่ช้า“แม่นางเสวียนในที่สุด”อีกฝ่ายยกมือขึ้นกวักมือเรียกนางให้เข้าไปใกล้ เสวียนเหยาเดินเข้าไปอีกห้าก้าวหยุดตรงหน้าเก้าอี้มังกร สีหน้าราบเรียบไม่ได้คุกเข่า ไม่ได้แสดงการคำนับ ตรงกันข้ามกลับยืดหลังตรงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง“ข้าไม่ประหลาดใจสักนิดที่ท่านแสดงท่าทีเช่นนี้กับ...ฮ่องเต้ซย่าเทียน”เสวียนเหยาแค่นหัวเราะ “แล้วท่านยังคาดหวังสิ่งใดกับผู้ที่ถูกทรยศหักหลัง” มันเริ่มต้นมาจากอดีตฮ่องเต้แคว้นซย่าเทียน ปีนั้นฮ่องเต้ปรารถนาในสามของวิเศษ แผ่นดินวุ่นวายแตกแยก ของวิเศษและผู้ครอบครองหลบเร้น นางพลัดหลงกับกระบี่หวงหลงและพัดวารี ทำให้สองคนนั้นสนิทสนมจนก่อเกิดเป็นความใกล้ชิด...“ข้าไม่อาจปฏิเสธว่าบรรพบุรุษของข้าทำผิดต่อสามผู้ครอบครองของวิเศษ ทว่าก็ไม่อาจแบกรับความผิดที่ตัวข้ากำลังพยายามแก้ไข”เสวียนเหยามองอีกฝ่ายนิ่ง“ข้ารอ...รอว่าเมื่อไหร่เขาจะหาท่านพบ ในที่สุดก็มีโอกาสได้พบท่านก่อนตาย ในที่สุดก็ได้พบผู้ครอบครองของวิเศษครบทั้งสามคน ได้มีโอกาสคุกเข่ายอมรับผิด...” เขาลงจากเก้าอี้มัง







