LOGINเสียงนกหวีดเรียกรวมพลทำให้ทุกคนรีบเปิดประตูวิ่งกุลีกุจอออกจากห้องกันอย่างเร่งรีบ ไหนพวกรุ่นพี่บอกว่าจะเรียกตอนเก้าโมงครึ่งไง ทั้งยังบอกอีกว่าให้พวกเรานอนหลับพักผ่อนกันให้เต็มที่เพราะวันนี้ต้องเข้าฐานที่ขึ้นชื่อโหดมาก เสียงเล่าอือเล่าอ้างบอกว่าเด็กปีหนึ่งร้องไห้ระงมร้องอยากกลับบ้านกันทุกปี พวกเราทุกคนต่างหวั่นใจกันใหญ่ นี่ขนาดเตรียมใจเอาไว้แล้วนะแต่พอถึงหน้างานไม่รู้จะว่าจะไหวหรือเปล่า
“ผมให้เวลาพวกคุณสามนาที จัดแถวนับจำนวนครับ” เสียงทุ้มแฝงด้วยความหนักแน่นน่าเกรงขามของพี่เฮดปีสองนั้นทำให้เราทุกคนต้องปิดปากเงียบและรีบจัดแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ผู้ชายร่างสูงโปร่งสวมใส่เสื้อยืดสีดำ ชายเสื้อเข้ากับกางเกงยีนสีเข้ม เขาชื่อว่า พี่เจ็ท หรือที่พวกเพื่อนๆ ผู้ชาย เรียกเขาว่า เฮียเจ็ท ผู้ชายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อ ความฉลาด สอบได้เกรด 4.00 ทุกเทอม แถมที่บ้านของเขายังร่ำรวยมาก ครอบครัวติดอันดับมหาเศรษฐีในเมืองไทยเลยล่ะ แต่พี่เขากลับทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ใส่แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดปลายเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือพี่เจ็ทเป็นรุ่นพี่ในไม่กี่คนที่ดูแลพวกเราดีมาก แม้กระทั่งเรื่องแนะนำแผนการเรียนต่าง อีกทั้งยังช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องทุนการศึกษาให้กับน้อง ๆ ด้วย รุ่นน้องผู้ชายทุกคนต่างยกให้พี่เจ็ทเป็นไอดอลของพวกเขาเลยล่ะ ก่อนจบค่ายจะมีการโหวตขวัญใจชาวค่ายด้วย พี่เจ็ทคงได้คะแนนโหวตล้นหลามอย่างแน่นอน ส่วนรองลงมาก็น่าจะเป็น...
ฉันไล่สายตามองไปยังคนข้างกายของพี่เจ็ท ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างมีเสน่ห์น่าดึงดูด จนทำให้ผู้หญิงหลายคนอยากเข้าไปทำความรู้จักกับเสน่ห์น่าค้นหา เขาชื่อ พี่ปก รุ่นพี่คนนี้มาพร้อมกับเสียงร่ำลือว่าควงสาวมาเกือบทุกคณะ เรื่องความเจ้าชู้เป็นที่โจษจันของคนทั่วทั้งมหาวิทยาลัย แต่ในฐานะรุ่นพี่ของเรา ฉันคิดว่าพี่ปกเป็นรุ่นพี่ที่ใจดีคนหนึ่งเลยล่ะ แม้ว่าบุคลิกภายนอกอาจจะดูเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย เข้าถึงยาก แต่เวลาน้อง ๆ ลำบาก พี่เขาก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ เหมือนอย่างครั้งที่รุ่นพี่ปีสี่ลงมาว้ากพวกเราตอนสองทุ่มจนทุกคนไม่ได้กลับบ้าน ตอนนั้นก็มีพี่ปกกับเพื่อนของเขาช่วยกันรับหน้าให้ เช้าวันต่อมาฉันก็ได้ยินข่าวว่าพวกพี่ๆ โดนรุ่นพี่ปีสี่สั่งซ่อมกันจนถึงตีสองแน่ะ
“เบลล์” เสียงใสลอยมาจากด้านหลังเพื่อเรียกฉันให้หันกลับไปมอง เธอชื่อ แก้ว เพื่อนรูมเมทของฉันเอง
“มีอะไรเหรอ”
“พวงมาลัยอะ ของเบลล์ปะที่วางบนโต๊ะ” พอแก้วถามเรื่องเจ้าพวงมาลัยนั่นฉันก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบเอาออกมาทิ้งข้างนอก ย้อนกลับไปเมื่อคืนตอนที่วิ่งกลับมาที่ห้อง ฉันก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะส่วนรวมแล้วทิ้งตัวเข้านอนเลย กระทั่งตื่นเช้าก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวออกมานี่แหละ
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“อ๋อ เมื่อกี้แก้วรีบมากอะเลยเผลอทำมันตกใส่ถังขยะ ขอโทษนะ” แก้วทำสีหน้ารู้สึกผิดประกอบ อันที่จริงเราสองคนไม่ค่อยสนิทกันหรอก เพิ่งมารู้จักกันก็ตอนที่เข้าค่ายนี่แหละ ฉันเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ ที่เหมือนจะสนิทด้วยก็คงมีแต่ เก้า เพราะเราอยู่ชมรมวิ่งด้วยกัน
“ไม่เป็นไร เบลล์ก็ตั้งใจจะทิ้งอยู่แล้วแหละ” พูดถึงพวงมาลัยนั่นก็พลันให้นึกถึงเจ้าของ ตอนที่พวกรุ่นพี่เข้ามายืนเรียงแถวล้อมพวกเราเอาไว้ ฉันก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องเจอคนบ้าแน่ ๆ แต่เท่าที่กวาดสายตามอง เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มพวกรุ่นพี่นะ อันที่จริงตั้งแต่เข้ากิจกรรมรับน้องจนมาเข้าค่ายตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ฉันก็เพิ่งได้เจอเขาเป็นหนแรก
ตอนนี้ฉันคิดว่าเขาอาจจะไม่ใช่รุ่นพี่ของเรา ถ้าอย่างนั้นเจ้าของพวงมาลัยเขาเป็นใครกันแน่นะ ยิ่งคิดยิ่งสงสัย แต่ฉันก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ สุดท้ายจึงเลือกจะสลัดมันทิ้งไป
“เฮ้ย” ฉันร้องเสียงหลง หัวใจหล่นไปถึงตาตุ่ม เพราะคนก่อนหน้าฉันนั้นร่วงลงคูน้ำเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ ที่ผ่านด่านสำเร็จจึงวิ่งกรูกันเข้าไปช่วยดึงขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากคูน้ำบริเวณนี้เป็นโคลนดูดด้วย
“ระวังครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนเบาๆ ฝ่ามือแกร่งจับต้นแขนของฉันเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะเสียหลักล้มเพราะก้าวพลาดเกือบพลัดตกจากสะพานไม้ไผ่ตามเพื่อนไป ใจหายใจคว่ำหมด
พอหันไปมองก็พบว่าเป็น พี่ปก ที่เข้ามาช่วยฉันเอาไว้
“อย่าใจลอยสิครับ ถ้าพลัดตกลงไปแล้วพี่ช่วยไม่ทัน เราจะแย่เอาได้นะ” น้ำเสียงทุ้มมาพร้อมกับรอยยิ้มบางที่สามารถทำให้คนมองนั้นรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเพียงชั่วพริบตา
“ขอบคุณค่ะ” ไม่คิดเลยว่า พี่ปกจะเข้ามาช่วยฉันน่ะ เพราะคนก่อนหน้านี้ก็พลัดตกลงไป หากแต่รุ่นพี่ที่ยืนคุมฐานนั้นได้แต่มอง ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเลย พวกเราเลยต้องช่วยกันดึงขึ้นมาเอง
“ไม่เป็นไรครับ สมุดล่ะ” พี่ปกยื่นมือมาตรงหน้า พอฉันทำหน้างุนงง เขาก็ยกยิ้มแล้วส่งสายตามองยังสมุดที่ฉันถืออยู่ในมือ “ต้องแสตมป์ถึงจะผ่านด่าน”
ทั้ง ๆ ที่ฉันทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่ทำไมเขาอยากจะปั๊มแสตมป์ให้กันล่ะ แล้วแบบนี้เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่ทำไม่สำเร็จแล้วต้องไปเก็บแสตมป์ฐานอื่นจะไม่เกิดข้อครหากันเหรอ
กฎมีอยู่ว่า เราต้องเก็บแสตมป์ 8 ดวง ภายใน 10 ฐานให้สำเร็จ หากคนที่ได้แสตมป์ต่ำกว่าที่กำหนด คนคนนั้นจะต้องโดนลงโทษ ตอนนี้ฉันผ่านมาจนถึงฐานที่เก้าแล้วและมีแสตมป์ทั้งหมดเจ็ดดวงด้วยกัน อันที่จริงถ้าฐานนี้ฉันผ่านไปได้ ฉันไม่จำเป็นต้องไปโหนสลิงในฐานที่สิบด้วยซ้ำ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันไม่ผ่านอะนะ ตอนนี้ต้องไปเก็บแสตมป์ฐานสุดท้ายให้ได้เพื่อหนีการลงโทษ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ เบลล์ตามเก็บฐานอื่นก็ได้” ฉันไม่ได้ทะนงตัวหรือเล่นตัวอะไรทำนองนั้นหรอกนะ แค่คิดว่าสิ่งที่ฉันได้รับมันไม่ยุติธรรมกับคนอื่น “พูดตรงๆ นะคะ เบลล์ไม่อยากโดนเพื่อนคนอื่นเขม่นใส่อะ เบลล์ไม่ชอบความวุ่นวาย”
เจ้าของรอยยิ้มแสนเสน่ห์นั้นมองมาที่ฉันด้วยแววตายากคาดเดา ทำไมพี่เขาถึงได้ทำดีกับฉันล่ะ อย่าบอกนะว่า...
“พี่เข้าใจครับ แต่ว่า...” พี่ปกหยุดคำเอาไว้แล้วยกยิ้มอ่อนให้กัน ฉันกล้าพูดได้เลยว่า ที่พวกเขาพูดกันว่า พี่ปกนั้นอันตรายน่ะ ไม่เกินจริงเลยสักนิด ใครจะทนไหวกับผู้ชายที่ใช้สายตามองเราเหมือนเป็นคนพิเศษอยู่ตลอดเวลาแบบนี้กันล่ะ ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยตายเรียบอะ แต่ตอนนี้ฉันต้องตั้งสติตัวเองก่อน เมื่อตะกี้พี่เขาจะพูดอะไรต่อกันนะ
“แต่ว่าอะไรเหรอคะ”
“ดูเหมือนเราจะเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้แล้วล่ะ ยังไงก็ต้องเจอ” จากนั้นพี่ปกก็เอื้อมหยิบสมุดในมือของฉันไปแล้วจัดการปั๊มแสตมป์ให้ ทั้ง ๆ ที่ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว
“พี่ปก เบลล์ไม่อยากได้”
“ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการ แต่อีกฝ่ายเขาอยากให้ เราจะปฏิเสธได้ลงคอเหรอ”
“เบลล์ของถามพี่ปกตรงๆ นะคะ พี่ปกชอบเบลล์เหรอ” ฉันไม่ได้อยากจะหลงตัวเองหรอกนะ แต่มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยนี่นาที่เขาจะดึงดันขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายปฏิเสธไปแล้วน่ะ
ชั่ววินาทีนั้นเองที่ผู้ชายตรงหน้านั้นโน้มใบหน้าลงมาเพื่อให้เราสบตากัน จนฉันต้องผละถอยห่างเพราะอาการประหม่าที่เกิดขึ้นฉับพลัน
“อย่าปฏิเสธเลยนะ พี่เองก็ไม่ชอบความวุ่นวายเหมือนกัน” สิ้นประโยคนั้นเขาก็ยืดลำตัวกลับไปตามเดิม “พี่ไม่ได้ทำเพราะจะจีบเราหรอกแค่มีคนไหว้วานมาอีกทีน่ะ ถึงแม้เราจะน่ารักแค่ไหน แต่พี่ก็ไม่อยากมีปัญหาตามมาทีหลัง”
“พี่ปล่อยมือเบลล์นะ ถ้าไม่ปล่อยเบลล์จะตะโกนจริงๆ ด้วย” ฉันทำเสียงดุแกมขู่หวังว่าเขาจะรู้ตัวว่ายังมีคนอื่นอยู่ที่นี่ ทำไมเขาถึงได้กล้าทำเรื่องอุกอาจแบบนี้กันนะ ในตอนนั้นเองที่ฉันใช้แรงทั้งหมดเพื่อให้มือตัวเองหลุดจากอีกฝ่ายชั่ววินาทีนั้นเองที่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ดวงตาพลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใครจะคิดว่าเขาจะปล่อยมืออย่างไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งรับล่ะ ฉันที่ออกแรงดึงสุดชีวิตก็เสียหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้ วินาทีนั้นที่รู้ว่าตัวเองต้องล้มหงายหลังแน่ ๆ ฉันจึงรีบคว้ามือคนตรงหน้าเอาไว้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บอกให้เขาปล่อยมือกันแทบตายทันทีที่จับมืออีกฝั่งไว้ได้ เขาก็เป็นฝ่ายกระตุกและดึงฉันให้กลับมานั่งตามเดิม ประจวบเหมาะกับที่ไฟในหอประชุมถูกเปิดขึ้นพอดี เป็นสัญญาณว่าพิธีได้จบลงแล้วแต่กับคนตรงหน้า ฉันว่าเราคงมีเรื่องคุยกันอีกยาวเลยล่ะ เจ้าของรอยยิ้มที่มองจากร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นคนกะล่อน อีกทั้งสายตาเจ้าเล่ห์ที่ไม่น่าไว้วางใจนั่นอีก ถึงแม้ภายนอกเขาจะแต่งตัวดูดีตั้งแต่หัวจดเท้าก็ตามทีฉันคิดว่า ฉันจำเขาได้นะ เขาคือคนบ้าที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดีน่ะ“มองเฮียตาแป๋วแบบนี้ จำกันได้ใช่ไหมคะ” เสียง
“กูออกไปข้างนอกก่อนนะ เดี๋ยวต้องไปช่วยไอ้เจ็ทเตรียมสถานที่อีก” ไอ้ปกหันมามองผมหน้านิ่งแถมยังใช้น้ำเสียงเข้มแกมข่มขู่กัน “อย่าก่อเรื่องอีกเข้าใจไหม ไม่งั้นกูจะให้ไอ้เจ็ทมาสวดมึงเจ็ดวันเจ็ดคืน”เจ็ดวันเจ็ดคืน พวกมึงนึกว่าจัดงานวัดกันหรือยังไง คล้อยหลังไอ้ปกเดินเปิดประตูออกไปผมก็เริ่มบ่นสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “แน่จริงเรียกมาสวดเลยดิวะ กูกลัวที่ไหน”“เมื่อกี้มึงว่าอะไรนะ” ผมทำตาโตตกใจ รีบเม้มปากตัวเองอย่างไวตามสัญชาตญาณการหลบหลีกอันยอดเยี่ยมของตัวเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เมื่อตะกี้ผมเห็นไอ้ปกมันเดินเปิดประตูออกไปแล้วนะ ทำไมมันยังเดินกลับมาอีก “กลัวไร”“อ๋อ กูบอกว่าพวกมึงไม่ต้องกลัว วันนี้กูจะเป็นคนดีของน้องเบลล์”"ถามน้องเขาก่อนไหมว่าอยากเป็นของมึงหรือเปล่า"จบบทบรรยายหลังจากทำกิจกรรมช่วงกลางวันเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนส่วนตัว อาบน้ำ เตรียมตัวเข้าพิธีผูกข้อมือรับน้องที่จะจัดขึ้นในช่วงค่ำคืนนี้ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเย็น ฉันแต่งตัวอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาข้างนอกเร็วกว่าเวลานัดเรียกรวมพล เนื่องจากเพื่อนๆ ของแก้วเข้ามาอยู่ในห้องเพื่อแต่งหน้า แต่งตัว พูดคุยกันเสีย
[บทบรรยาย: ไวท์ วรัท]“คนอะไรวะ หล่อฉิบหาย” ผมพึมพำออกมาพลางมองตัวเองผ่านกระจกทรงสูงตรงหน้า นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมไม่ได้แต่งชุดนักศึกษาจัดเต็มแบบนี้ น่าจะนานจนผมลืมวิธีผูกเนคไทไปแล้วล่ะ ผมเลยต้องแอบชำเลืองวิธีผูกจากไอ้ปกที่กำลังแต่งตัวข้างๆ ผม“ทำช้าๆ ดิวะ” ผมบ่นออกไปเพราะไอ้ปกไม่ยอมรอให้ผมทำตามมันเลยสักนิด ไอ้นี่แค่วิธีผูกเนกไทยังหวงกัน ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงผมจะไม่ต่อว่ามันเลยสักคำถ้าหากพูดถึงเรื่องสเปกผู้หญิงของพวกผมสองคน ออกจะแตกต่างกันพอสมควร เพราะเหตุผลนี้ผมเลยวางใจให้มันไปตามดูว่าที่เด็กของผมให้หน่อย ตอนแรกผมจำเรื่องราวคืนที่ผ่านมาไม่ได้หรอกนะ แต่จู่ ๆ ตอนที่ผมกำลังหลับตาน่ะ สมองผมดันจำได้ขึ้นมาว่ามีผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งผลักผมจนล้มไปกองกับสนามหญ้า ผมถึงได้รู้สาเหตุของอาการปวดตามเนื้อตามตัวของตัวเองขึ้นมาจากนั้นผมก็จดจำทุกอย่างได้ ผมเกือบลืมเรื่องสำคัญที่สุดไปแล้ว“เป็นไง มึงว่าน้องหนูของกูน่ารักปะ” ผมเอ่ยถามไอ้คนหน้านิ่งที่กำลังจับชายเสื้อนักศึกษายัดใส่กางเกงสแลคสีดำ วันนี้ไอ้ปกมันหล่อจังวะ“อืม น่ารักดี” มันตอบกลับพลางหันมามองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มมุมปากมันยกขึ้นมาอย่างไม่
เสียงนกหวีดเรียกรวมพลทำให้ทุกคนรีบเปิดประตูวิ่งกุลีกุจอออกจากห้องกันอย่างเร่งรีบ ไหนพวกรุ่นพี่บอกว่าจะเรียกตอนเก้าโมงครึ่งไง ทั้งยังบอกอีกว่าให้พวกเรานอนหลับพักผ่อนกันให้เต็มที่เพราะวันนี้ต้องเข้าฐานที่ขึ้นชื่อโหดมาก เสียงเล่าอือเล่าอ้างบอกว่าเด็กปีหนึ่งร้องไห้ระงมร้องอยากกลับบ้านกันทุกปี พวกเราทุกคนต่างหวั่นใจกันใหญ่ นี่ขนาดเตรียมใจเอาไว้แล้วนะแต่พอถึงหน้างานไม่รู้จะว่าจะไหวหรือเปล่า“ผมให้เวลาพวกคุณสามนาที จัดแถวนับจำนวนครับ” เสียงทุ้มแฝงด้วยความหนักแน่นน่าเกรงขามของพี่เฮดปีสองนั้นทำให้เราทุกคนต้องปิดปากเงียบและรีบจัดแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำผู้ชายร่างสูงโปร่งสวมใส่เสื้อยืดสีดำ ชายเสื้อเข้ากับกางเกงยีนสีเข้ม เขาชื่อว่า พี่เจ็ท หรือที่พวกเพื่อนๆ ผู้ชาย เรียกเขาว่า เฮียเจ็ท ผู้ชายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อ ความฉลาด สอบได้เกรด 4.00 ทุกเทอม แถมที่บ้านของเขายังร่ำรวยมาก ครอบครัวติดอันดับมหาเศรษฐีในเมืองไทยเลยล่ะ แต่พี่เขากลับทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ใส่แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดปลายเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือพี
“เฮ้ยพี่ อะไรเนี่ย” ฉันผลักหน้าอกเขาเบาๆ อย่างตกใจ “เบลล์ไม่ใช่ศาลพระภูมินะ”ทว่ายังไม่ทันได้ถอดคืนเจ้าของ จู่ ๆ คนตัวโตก็ล้มลงไปกับพื้นสนามหญ้าเสียอย่างนั้น หนำซ้ำยังร้องโอดโอยเหมือนคนกำลังจะตายยังไงอย่างนั้นแหละ นี่ฉันแค่ผลักเขาๆ เบาเองนะฉันหันไปมองโดยรอบๆ เผื่อจะมีคนได้ยินเสียงของเขาแล้ววิ่งเข้ามาช่วย ในตอนนั้นเองที่สายตาพลันเห็นกลุ่มรุ่นพี่กำลังเดินมาทางนี้ รีบเผ่นดีกว่า ขืนอยู่ให้พวกรุ่นพี่เห็นคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ คิดได้ดังนั้นฉันก็ใช้โอกาสที่คนตรงหน้านั้นพยายามลุกขึ้นมารีบวิ่งข้ามตัวเขาไปเพื่อกลับที่พัก ฉันไม่ได้อยากจะเสียมารยาทหรอกนะ แต่เขาดันนอนขวางทางเดินของฉันนี่นา ช่วยไม่ได้จริงๆสาธุ ขอให้พรุ่งนี้พี่เขาตื่นขึ้นมาแล้วความจำเสื่อมทีเถอะ ขอให้เราสองคนอย่าเจอกันอีกเลย[บทบรรยาย: ไวท์ วรัท]“ตายห่ายัง” ลืมตาตื่นขึ้นมายังไม่ทันได้กระพริบตา ไอ้ปกเพื่อนรักก็เอ่ยทักทายกันอย่างน่าถีบ ขาสองข้างเตะผ้าห่มที่คลุมตัวออก พลางยืดลำตัวลุกขึ้นสำรวจมองโดยรอบห้องปวดหัวฉิบหาย“กูรู้สึกไม่สบายว่ะ รู้สึกปวดเนื้อปวดตัว” ถึงแม้ผมจะไม่ใช่หมอ แต่ผมก็คิดว่าตัวเองรู้ระบบร่างกายตัวเองดี อาการปวดหัวเห
สองปีก่อน“เมื่อตะกี้พี่พูดว่าอะไรนะคะ” ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่าเลยต้องถามคนตรงหน้าย้ำอีกครั้งหนึ่ง ฉันเดินของฉันอยู่ดีๆ แล้วเขาก็เดินเข้ามาทักทายกันด้วยประโยคแรกว่า“หนูลองมาเป็นเด็กเฮียไหม”ใช่! ประโยคเหมือนเดิมเป๊ะเลย แถมแววตาที่เป็นประกายวิบวับเหมือนหมาป่ากำลังจ้องงับลูกแกะนั่นอีก มองจากยอดเขาก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนดีแน่ ๆและไม่มีคนดีที่ไหนเขาบอกว่าตัวเองดีด้วย“หนูไม่ต้องกลัวเฮียนะ เฮียเป็นคนดี” เนี่ย ใครเชื่อก็บ้าแล้วล่ะ“เบลล์ไม่เคยเจอคนดีที่บอกตัวเองดีเลยสักคน” ฉันสวนกลับพลันกวาดสายตามองเพื่อหาทางหลบหลีกจากเขา แต่ตอนนี้มันดึกมาแล้วอะ ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วด้วยฉันน่าจะรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยมาเก็บของที่ลืมเอาไว้ แต่ดันคิดผิดที่ตัดสินใจออกมาจากห้องกลางดึกแบบนี้ ตอนที่ฉันเดินผ่านสนามหญ้านั่นเอง ฉันก็เห็นรุ่นพี่กลุ่มของคณะกำลังนั่งล้อมวงกินเหล้า เล่นดนตรีกันอยู่อย่างสนุกสนาน ตอนแรกคิดว่าจะเดินผ่านไปเงียบๆ พยายามไม่ให้พวกรุ่นพี่เขาสังเกตเห็น แต่ใครจะรู้ว่าหนึ่งในนั้นจะตามหลังฉันมาแบบนี้ล่ะดูจากแก้มสองข้างที่ขึ้นสีแดงลามไปจนถึงใบหูพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮออล์ฉุนกึกน่ะ พี่คน







