Masukอีกคนอยากได้ความชัดเจน อีกคนอยากให้ดูที่การกระทำ แล้วแบบนี้ความรักของคนทั้งคู่จะลงเอยกันยังไงละทีนี้ “ทำไมต้องทำแบบนี้” “ก็เธอเอาแต่หลบพี่ พี่เลยต้องทำอย่างนี้ไง” พลางเดินเข้าหาเธอด้วยท่าทีที่คุกคาม “ไม่ได้หลบสักหน่อย” “เหรอ ใช่เหรอ ทำไมเวลาที่พี่โทรไป ไม่รับสาย ไม่อ่านไลน์ ไม่ตอบ เมสเซนเจอร์ ถ้าแบบนี้ไม่เรียกหลบ จะให้เรียกว่าอะไร” “ไม่อยากคุยจะรับทำไมล่ะ” “แค่พี่ไม่พูดความรู้สึกให้เธอรู้ ทำให้เธอโกรธพี่ขนาดนี้เลยเหรอวะ” ชายหนุ่มถามเสียงเศร้า “ที่พี่ทำดีกับเธอทุกอย่าง ทั้งไปรับไปส่ง พาไปหาอะไรกิน อยากใช้เวลาร่วมกับเธอ ทำให้เธอดูไม่ออกเลยหรือไง” “เอาจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวหรอกนะพี่เบส” ร่างบางพูดเสียงนิ่ง “หมายความว่ายังไง” บุรินทร์ถามอย่างไม่เข้าใจนัก “ผู้หญิงที่ทักพี่วันนั้น เขามาบอกกับมนว่าให้เลิกยุ่งกับพี่ เพราะเขาชอบพี่ยังไงล่ะ” “เลยทำให้มนไม่ยอมคุยกับพี่น่ะเหรอ” “เปล่า ก็พี่ไม่ทำให้ชัดเจน มนเลยถอยออกมา”
Lihat lebih banyakมณีมณฑน์ จิตรจำเริญรุ่ง นักศึกษาสาวปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต เดินเข้าโรงอาหารของคณะบริหาร หลังพี่ปีสามปล่อยแยกแถวให้ไปพักเที่ยง เพื่อที่ช่วงบ่ายจะได้ทำกิจกรรมของทางคณะต่อ และให้ทำความรู้จักสนิทสนมกันในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้อง
มณีมณฑน์เป็นคนจังหวัดระยอง ที่บ้านทำสวนผลไม้ เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกินผลไม้สด ๆ จากต้นได้เข้ามาลิ้มลองกัน
ครอบครัวของเธอมีด้วยกันสี่คนพ่อแม่ลูก ซึ่งหญิงสาวมีพี่ชายหนึ่งคนที่ตอนนี้ช่วยพ่อดูแลงานในสวน สถานะนั้นยังไม่มีใคร หรือจะพูดง่าย ๆ คือโสด อยากหาแฟนให้พี่มาก แต่พี่ปฏิเสธท่าเดียว
พอใกล้จะจบมัธยมศึกษาปีที่หก ทางมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งเปิดให้ยื่นพร์อตโฟลิโอ หากเธอก็เลือกที่จะยื่นมหาวิทยาลัย R เพราะทุกอย่างตอบโจทย์เธอได้ ตอนบอกพ่อกับแม่ว่าเธอได้ที่เรียนแล้ว ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำ งานนี้เธอมีเพื่อนสนิทอย่างเอมอรและฐาปกรณ์ตามมาเรียนด้วย
“กินอะไรดีแก” เอม หรือ เอมอร ถามเพื่อนสนิทที่ยืนมองหน้ากันไม่พูดไม่จาอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่งที่มีนักศึกษาต่อแถวยาวแทบทุกร้าน
“กินอะไรก็กินเถอะ หิวจนไส้จะขาดแล้ว” ฐาปกรณ์ หรือ ฐา สาวสองที่มักให้เพื่อน ๆ เรียกตนว่าเอ็มมี่บอก
“กินข้าวผัด หรือข้าวกะเพรามั้ยละ น่าจะอยู่ท้องนะ คนก็ไม่เยอะด้วย”
“เอาแบบที่มนว่าเถอะว่ะ ก่อนคนจะเยอะกว่านี้”
“เอ็มมี่ไปซื้อข้าวนะ มนซื้อน้ำ เดี๋ยวเราไปจองโต๊ะเอง” เอมอรแจงหน้าที่ แล้วตัวเองเดินหาโต๊ะที่ว่าง ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับนักศึกษาที่พักเที่ยงพร้อมกันทั้งคณะ
ระหว่างรอเวลารุ่นพี่เรียกเข้ากิจกรรมช่วงบ่าย สามสาวชวนกันไปหาซื้อขนมขบเคี้ยวมากินฆ่าเวลา คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นนักศึกษาผู้ชายหล่อ ๆ ขาว ตี๋ หุ่นล่ำบึก ที่เดินผ่านไปผ่านมา ทั้งรุ่นพี่รุ่นเดียวกันได้ถูกสายตาอ่านกินจากฐาปกรณ์หมด
“เออ แก ฉันได้ยินมาว่ารุ่นพี่ปีสามคณะเราเด็ด ๆ ทั้งนั้นเลยนะเว้ย” เอมอรกระซิบให้ได้ยินกันแค่สามคน
“ฉันว่าพี่ออยที่เป็นพี่ว๊ากก็หล่อนะเว้ย สูง ขาว คิ้วเข้ม ตาคม จมูกก็โด่ง ปากกระจับน่าจูบเป็นบ้า แบบนี้แหละสเปกพ่อของลูก” ฐาปกรณ์กุมมือทำหน้าเพ้อฝัน แต่ก่อนจะคิดไกลกว่านั้น ก็ถูกเอมอรตีไหล่กว้างเพื่อดับฝันทันทีเช่นกัน
เพียะ!!
“นี่! ไอ้ฐา ตื่นไปแล้ว”
“อ้าย ชะนีน้อย กล้ามากนะแกที่มาดับฝันฉันเนี่ย”
สองสาวได้แต่หัวเราะคิกคักถูกอกถูกใจที่เห็นท่าทางสะบัดสะบิ้งของผู้ชายหัวใจสาว
พวกเธอสามคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อจบมอหกก็เลือกที่จะสมัครเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจด้วยกัน เป็นโชคดีเหลือเกินที่ได้เรียนห้องเดียวกัน เลยไม่ต้องปรับตัวใหม่กับเพื่อนใหม่มากนัก แต่ยังทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ บ้าง หากไม่ได้สนิทใจเท่าสองคนนี้
“ไม่ได้นะนังเอ็มมี่ พี่คนนั้นของฉัน ฉันจอง”
“แหม ไม่ได้เลยนะชะนีน้อย ขัดขาฉันตลอดเวลาเลย” ฐาปกรณ์จีบปากจีบคอว่า
“อะนะ ฉันสวย ฉันจะกินใครก็ได้” เอมอรว่าพลางสะบัดผมที่ยาวสลวยของตนไปด้านหลัง ทั้งมณีมณฑน์ทั้งฐาปกรณ์ได้แต่กลอกตามองบนในความมั่นใจของเพื่อน
นั่งคุยกันอยู่นานก็ได้เวลาเข้ากิจกรรมรับน้อง สามสาวรีบวิ่งไปเข้าแถวทำกิจกรรม กว่าจะปล่อยได้มืดพอดี เมื่อออกมาหน้ามอ ถึงแยกย้ายกันกลับ โดยที่เธอกับเอมอรอยู่ห้องพักหน้ามอ ด้วยบ้านของเธออยู่ระยอง ทำให้เดินทางไปกลับลำบาก ครอบครัวเห็นพ้องต้องกันว่าอยู่หอพักคงสะดวกกว่า อีกอย่างมหาวิทยาลัย R ไม่ได้เคร่งครัดที่ว่านักศึกษาปีหนึ่งต้องอยู่หอในทุกคน ส่วนฐาปกรณ์...พ่อแม่ทำงานอยู่ที่นี่และมีบ้านเป็นของตัวเองเลยกลับไปนอนบ้าน เหตุที่ต้องไปเรียนกับพวกเธอที่ระยองนั้น เพราะไปอยู่กับยาย บ้านก็อยู่ติดกัน เรียนก็เรียนด้วยกัน อยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่มอหนึ่ง เลยทำให้พวกเธอสามคนสนิทสนมกันไปโดยปริยาย
ร่างบอบบางที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงพลิกตัวไปอีกด้าน เมื่อแสงแดดแยงตา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เมื่อสายตาปรับแสงได้ก็เห็นแฟนหนุ่มนอนมองหน้าเธออยู่ก่อนแล้ว“ตื่นแล้วเหรอ อาฟเตอร์นูน คิสครับเมีย” ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มยังก้มหน้าหล่อเหลามาจุมพิตริมฝีปากบาง จะเลยเถิดไปไกลอยู่แล้ว หากหญิงสาวไม่ห้ามไว้“อืม พอแล้ว ตื่นนานแล้วเหรอ”“สักพักแล้ว”“ทำไมไม่ปลุกมนล่ะ” พูดพลางบิดตัวไล่อาการเมื่อยขบที่ต้องนอนท่าเดิมนาน ๆ“อยากนอนมองหน้าเธอนาน ๆ นานแล้วที่ไม่ได้มองอย่างนี้ รู้มั้ยว่าคิดถึงมากน่ะ”“อืม รู้” หญิงสาวตอบ ก่อนถามต่อ “พี่ใส่ให้มนเหรอ”มณีมณฑน์หมายถึงชุดนอนกระโปรงผ้าซาตินลายลูกไม้สีชมพูพีชที่ปิดเพียงต้นขาเรียวที่ตัวเองสวมใส่อยู่ หลังจากเสร็จกิจรอบสุดท้ายในตอนรุ่งสาง เธอก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย“ครับ”“ขอบคุณนะ” แล้วชะโงกหน้าไปหอมแก้มสากเบา ๆ ที่เขาเอาใจใส่เธอในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆบุรินทร์พยักหน้ารับน้อย ๆ “ไปอาบน้ำเถอะ จะได้ไปกินข้าวกัน”ออกจากห้องมา มณีมณฑน์ก็เห็นร่างสูงกำลังตักข้าวใส่จานรอแล้ว ร่างบอบบางเลยเดินไปที่โต๊ะอาหาร บุรินทร์เงยหน้ามาเห็นพอดีสาวเท้ามาขยับเก้าอี้ให้แฟนสาว หญิงสาวม
“เบสส่งเธอแล้ว คราวนี้เป็นตาของเบสบ้างนะ” แม้ตอนนี้จะปิดไฟข้างเตียงแล้ว หากแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาก็ทำให้เธอเห็นได้ว่าเขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ส่งให้ ก่อนที่เจ้าตัวจะจับตัวเธอพลิกขึ้นนั่ง แล้วตัวเองก็ไปนั่งกึ่งนอนหลังพิงหัวเตียง พลางจับมือบางให้สัมผัสกับท่อนเนื้อแล้วให้รูดขึ้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป“ใช้ปากสัมผัสมันหน่อยสิ มันอยากเข้าไปอยู่ให้ปากของเมียจ๋าน่ะ” พลางจับศีรษะทุยกดลงให้ริมฝีปากบางสัมผัสกับเอ็นแกร่ง หญิงสาวก็จัดการกลืนเข้าปากจนสุดคอหอย ซึ่งตอนนี้มันใหญ่คับปากเธอไปหมด แล้วบอกกับตัวเองว่าคืนนี้แหละที่เขาต้องจำจดเธอไว้“อืม อ่า ซี๊ดดดด”หญิงสาวทั้งอมทั้งดูด ขยับศีรษะขึ้นลง แล้วใช้ปลายลิ้นตวัดเลียส่วนหัวจนได้ยินเสียงทุ้มครางออกมาเบา ๆ ไหนจะสะโพกสอบที่เด้งขึ้นจนปลายแท่งร้อนกระแทกคอหอย เป็นผลให้มือบางตีหน้าขาแกร่งอย่างหมั่นไส้ที่เขาทำเอาเธอน้ำตาเล็ด“อืม อา” หากเขาก็ไม่ฟังเมื่อตอนนี้อารมรณ์ตัวเองมาเต็ม เธอเลยแกล้งขยับปากออกเลยทำให้ได้ยินเสียงโวยวายจากชายหนุ่ม“เอาออกทำไม กำลังเสียวเลย” พร้อมกับจะยัดท่อนเนื้อเข้าปากเธอเหมือนเดิม หากเธอก็ขยับหน้าหนี “มน”“ครางหน่อยสิ อยากได
“มน...” เสียงเรียกชื่อที่ไม่คุ้นหู ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองอย่างสงสัยใคร่รู้“เรียกฉันเหรอคะ”“ใช่ พี่ภาเรียกเองแหละ”“มีอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ” มณีมณฑน์ถามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า คนที่ทำให้เธอเสียใจ คนที่ทำให้เธอร้องไห้ และคนที่ทำให้เธอไม่อยากจะเชื่อใจบุรินทร์อีก“พี่ขอคุยด้วยสักครู่สิ” เช่นนั้นแล้ว มณีมณฑน์ก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อน “ที่พี่มาวันนี้ พี่จะมาบอกว่าพี่กำลังจะแต่งงานกับแฟนของพี่น่ะ สำหรับพี่กับเบสเราไม่ได้มีความรู้สึกแบบคนรักให้กันแล้วนะ เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อีกอย่างเมื่อวานพี่กับเบสก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่น้องคิดหรอกนะ ถ้าน้องสังเกตน้องจะเห็นว่าแฟนพี่ก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย”มณีมณฑน์มองไปยังแฟนของพี่ภาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ตอนนั้นยอมรับเลยว่าเธอไม่ได้มองอะไรทั้งนั้น เพราะเชื่อตาเห็น จนลืมสังเกตสิ่งรอบข้าง“จริง ๆ มนก็ไม่ได้โกรธอะไรพี่หรอกนะ แต่มนอยากดัดนิสัยคนอะเลยต้องทำแบบนั้น ยังไงมนต้องขอโทษพี่ภากับแฟนด้วยนะที่ทำอะไรแบบนั้นลงไป” หญิงสาวจับมือของภาวิดามากุมไว้แล้วพูดบอกความจริง“ห๊ะ!! ดัดนิสัยอย่างนั้นเหรอ”“ค่ะ”“โห น้องมนสุดยอดมากเลย ว่าไหมตัว” ภาวิดาพูดแล้วก็ยกมือโป้ง
“ได้สิลูก นอนห้องเดิมนะ” ห้องเดิมที่คุณคณิตาหมายถึงก็คือห้องของบุรินทร์นั่นแหละ แต่เจ้าตัวคงจะยังไม่รู้ เพราะเอาแต่จ้องหน้าจอทีวีดูไฮไลต์บอลอย่างตั้งอกตั้งใจพูดคุยกันอีกเล็กน้อย แม่ก็ชวนกินข้าวเย็นที่ท่านทำรอลูกชาย ส่วนพ่อนั้นเพิ่งจะเดินทางกลับไปทำงานรับเหมาอีกจังหวัดหนึ่งเมื่อเช้านี่เอง เธอเลยไม่มีโอกาสได้เจอท่านเมื่อดูทีวีและคุยกับแม่จนดึกถึงชวนกันไปนอน โดยที่เธอจะไปนอนกับบุรินทร์ที่เข้าห้องไปก่อนหน้าแล้ว เปิดประตูเข้ามาในห้องข้าวของทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิม ส่วนเจ้าตัวคงจะอาบน้ำอยู่เพราะเธอได้ยินเสียงน้ำไหล นั่งรอไม่นานเขาก็เปิดประตูห้องน้ำออกมามองเธอด้วยสีหน้าตกใจ“นอนนี่เหรอ”หญิงสาวพยักหน้าตอบ“งั้น...เธอนอนไปเถอะ เดี๋ยวพี่ไปนอนโซฟาหน้าทีวี” พูดแล้วก็รีบเดินไปใส่เสื้อผ้า และเดินไปเปิดประตูห้อง“คนอุตส่าห์มานอนด้วย ยังจะทิ้งให้นอนคนเดียวอีก ใจร้ายไป ปะ” อ่อยขนาดนี้แล้วถ้ายังออกไปก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วนะ“เธอจะนอนกับพี่จริง ๆ เหรอ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่เชื่อหู“จริง…” หญิงสาวยืนยันหนักแน่น ชายหนุ่มยิ้มดีใจ แล้วกอดเธอซะแน่น แทบหายใจไม่ออก “เย้ ๆ จริงนะ จริง ๆ นะ พี่รอเวลานี้มานา
“งื้อ อะไรของพี่เนี่ย” ร่างบอบบางหันหน้ามาเผชิญหน้ากับคนตัวสูง ที่กำลังคลอเคลียไม่ห่าง พร้อมกระซิบคำหวานหูเสียงพร่า“รักเธอนะ”“รักเหมือนกัน ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่พี่ทำให้มนนะ”“ครับ แล้วนี่ไม่มีของขวัญให้หน่อยเหรอ”มณีมณฑน์ยิ้มในหน้า ก่อนตอบ “ให้ไปแล้วไง”“แค่นั้นเองไม่พอหรอก”“แล้วแบบไหนถึงจะพอ”
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐ





