로그인หญิงเปรียบเสมือนดอกไม้งาม ที่อาจจะมิได้งดงามเพียงอย่างเดียว แต่อาจเต็มไปด้วยเล่ห์กล แลเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ลุ่มหลง
더 보기พุทธศักราช ๒๔๒๐
โมกข์ วัชรศักดิ์ หรือหลวงพิทักษ์ธำรงเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องคลอดด้วยจิตใจว้าวุ่น หมอตำแยกำลังทำคลอดให้ภรรยาของเขาอยู่ด้านในเป็นนานก็ไม่มีวี่แววว่าลูกน้อยในครรภ์จะคลอดออกมาเสียที
“เมื่อใดลูกพี่จักคลอดเสียที” โมกข์เอ่ยกับน้องชายอย่างว้าวุ่นใจ
เพียรกับอินเป็นน้องชายและน้องสะใภ้ที่เดินทางมาจากหัวหิน ทั้งสองมาเยี่ยมเยียนเหมือนเช่นเคย ในครานี้ประจวบเหมาะกับที่เพ็ญคลอดลูกพอดิบพอดี
เพียรเป็นน้องชายแท้ ๆ ของโมกข์ อีกฝ่ายไม่ชอบรับราชการงานเมือง ชอบการค้าขายมากกว่า และยังชอบท่องเที่ยว จึงเดินทางค้าขายไปทั่ว จนไปเจอกับอินเข้า อินเป็นลูกสาวเศรษฐีทางใต้ ของประจบคีรีขันธ์ หน้าตาสวยคมเช่นสาวใต้ ผิวสีน้ำผึ้ง รสมือการทำอาหารจัดจ้านและเป็นคนขยัน ค้าขายเก่งไม่แพ้ผู้ชาย
เพียรถูกใจอินยิ่งนัก เมื่อทั้งสองรักใคร่ชอบพอกัน โมกข์จึงเป็นธุระสู่ขอและจัดการเรื่องงานแต่งให้น้องชาย ด้วยว่าอินเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว มารดานั้นป่วยหนัก จึงมีเงื่อนไขว่าหากอยากออกเรือนกับอินต้องย้ายมาอยู่บ้านฝ่ายหญิง เพราะทรัพย์สมบัติและที่ทางมากมาย หากลูกสาวไม่อยู่เสียคนก็คงไม่มีใครดูแล
เพียรเห็นว่าทางนี้มีพี่ชายอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงอันใด ออกเรือนแล้วจึงย้ายมาอยู่กับเมียรักทางใต้เพื่อดูแลเรือกสวนไร่นาและทำการค้าขายให้เป็นเรื่องเป็นราว ลงหลักปักฐานที่บ้านของเมียเสียเลย
เสียงเด็กร้องไห้จ้าทำให้โมกข์มีท่าทีดีใจไม่น้อย ก่อนจะตะโกนบอกน้องชายเสียงดังลั่นบ้าน
“ลูกพี่คลอดแล้ว ลูกพี่คลอดแล้ว พ่อเพียรลูกพี่คลอดแล้ว”
“ขอรับพี่โมกข์ น้องเองก็ดีใจกับพี่โมกข์ด้วยขอรับ มาเยี่ยมครานี้จักได้เห็นหน้าหลานเสียที”
“ยังมีอีกคน” หมอตำแยตะโกนบอกบ่าวรับใช้ที่คอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่างเพื่อทำคลอดทารกอีกคน ประโยคนั้นทำให้โมกข์ดีใจยิ่งนัก
“พี่จักได้ลูกแฝดเชียวหนาพ่อเพียร ดีเสียจริงท้องครั้งเดียวพี่ได้ลูกถึงสองคน”
“น้องดีใจด้วยท่านพี่” เพียรหันไปมองเมียรักด้วยรอยยิ้ม อินเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน หล่อนออกเรือนกับเพียรแต่ยังไม่มีลูก ใจก็อยากมีลูกเหมือนกัน
ทายาทที่คลอดออกมาเป็นแฝดหญิงสองคน คนโตโมกข์ให้ชื่อว่าดอกรัก คนเล็กให้ชื่อว่าดอกแก้ว
ทั้งสองเป็นเด็กน่ารัก แต่มีนิสัยค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดอกรักนั้นเรียบร้อยอ่อนหวาน เป็นเด็กน่ารักอยู่ในโอวาทของบิดามารดา ชอบงานเย็บปักถักร้อย ส่วนดอกแก้วนั้นแก่นแก้วไม่เกรงกลัวใคร ทั้งยังเฉลียวฉลาดทันคน
ดอกแก้วชอบปีนป่ายต้นไม้ ไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อย แต่สองพี่น้องก็รักกันมาก ดอกแก้วรักพี่สาวมาก ใครมารังแกพี่สาวต้องข้ามศพตนไปก่อน
“แม่ดอกแก้ว ลูกนี่เหลือเกินเสียจริง งานเย็บปักถักร้อย งานบ้านงานครัวไม่ทำ กลับไปเตะต่อยปีนป่ายต้นไม้ เด็กผู้ชายคนอื่นยังไม่ซุกซนเท่าลูกเลยหนา แม่จักทำเช่นไรกับลูกดี ถึงจักได้ไม่ดื้อไม่ซน เรียบร้อยอ่อนหวานดังเช่นพี่สาวของลูกบ้าง” ดอกแก้วนั่งยิ้มแป้นไม่เถียงมารดาเลยสักคำ ก่อนจะค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปออดอ้อนตามประสา
“คุณแม่เจ้าขา ลูกไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อยนี่เจ้าคะ ปวดหลังจะแย่ คุณแม่ก็อย่าดุลูกเลยนะเจ้าคะ”
“ยังจะมาเอ่ยอ้างอีก น่าจะโดนหวายสักทีสองที”
“คุณพ่อเจ้าขา” ดอกแก้วหันไปขอความช่วยเหลือจากบิดา
“แม่เพ็ญก็อย่าไปดุลูกนักเลย ลูกยังเล็กนัก”
“คุณพี่ก็เข้าข้างลูกจนเสียคน น้องจักทำเช่นไรก็ให้ท้าย แม่ดอกแก้วเลยกลายเป็นม้าดีดกะโหลกเช่นนี้ โตขึ้นจะมิมีผู้ใดมาขอเป็นเมียนะเจ้าคะ แม่ดอกแก้วจักได้เป็นสาวแก่ทึนทึกขึ้นคาน”
“มิมีผู้ใดมาขอเป็นเมีย ลูกก็จักอยู่เป็นโสดจนวันตายเจ้าค่ะ”
“ตายแล้วแม่ดอกแก้ว พูดกระไรเช่นนี้ ไปเอาความคิดเช่นนี้มาจากผู้ใด” เพ็ญยกมือขึ้นทาบอก
“เอาน่าแม่เพ็ญ ค่อย ๆ สอนกันไปลูกยังเล็กนัก”
“คุณพ่อเจ้าขา ลูกอยากอ่านหนังสือของคุณพ่ออีกเจ้าค่ะ” ดอกแก้วบอกบิดาอย่างตื่นเต้น ในห้องหนังสือของบิดานั้นเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย หล่อนได้อ่านแล้วได้ความรู้มากมาย จึงอยากจะอ่านให้ครบทุกเล่มเพื่อจักได้มีความรู้มากยิ่งขึ้นไปอีก
“เอาสิ ตามพ่อมา พ่อมีหนังสือสนุกๆ ให้ลูกอ่านหลายเล่มเชียวหนา” ดอกแก้วเดินตามบิดาไปอย่างตื่นเต้น นั่นทำให้เพ็ญถึงกับส่ายหน้าไปมา หากดอกแก้วเกิดมาเป็นชายเสียให้รู้แล้วรู้รอดคงจะดี เพราะนิสัยเช่นนี้ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายเลยสักนิด
เพียรกับอินนั้นยังไม่มีทายาทสืบสกุล มาเยี่ยมเยียนพี่ชายกับพี่สะใภ้ทีไรก็เอ่ยปากขอดอกแก้วไปเลี้ยงเป็นลูกเสียทุกคราไป ดอกแก้วเองก็รักเพียรและอินค่อนข้างมาก เพราะคุยกันถูกคอ อินมักเอาขนมและของฝากแปลกๆ มาฝากเสมอ ด้วยว่าเพียรกับอินนั้นค้าขายไปทั่ว จึงเดินทางบ่อยครั้ง และมักได้ของแปลกตามาครอบครองอยู่เสมอ จึงไม่ลืมหลานสาวที่เอ็นดูและรักใคร่เหมือนลูกสาวอย่างดอกแก้ว
“อันนี้ต้องแล้วแต่เจ้าตัว พี่เองก็เห็นใจน้องทั้งสอง อยู่กินกันมาสิบกว่าปีแล้วยังไม่มีทายาทสืบสกุล พี่เองก็ยังไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาวสองคนเท่านั้น”
การแต่งงานของเกื้อกับดอกแก้วที่จะเกิดขึ้น ทำให้หลายคนที่รอคอยมานานหลายปีตื่นเต้นเป็นอันมาก ทุกคนช่วยกันจัดเตรียมงาน เพื่อให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวได้ร่วมหอกันเสียทีพิธีหมั้นหมายถูกจัดขึ้นก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นก็เป็นพิธีแต่งงาน ขบวนขันหมากแห่มาถึงหน้าเรือน สร้างความยินดีและครึกครื้นให้กับแขกเหรื่อและญาติผู้ใหญ่เป็นอันมากหลังจากเจ้าบ่าวผ่านประตูเงินประตูทองเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเข้าไปรับเจ้าสาวในห้อง เพื่อออกมาทำพิธีญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนั้นนิมนต์พระสงฆ์มาจำนวนเก้ารูปมาทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานแต่ง เจ้าบ่าวกำลังจะสวมแหวนให้เจ้าสาว เสียงเอะอะโวยวายของแขกคนหนึ่งก็ดังขึ้นในห้องทำพิธี“ท่านจะออกเรือนกับหล่อนจริงๆ น่ะรึ”“ใช่ ท่านมีกระไรรึ” เกื้อจำได้ว่านี่คือพี่เขยของดอกแก้ว เหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มาอาละวาดเช่นนี้“ก็ผู้หญิงที่ท่านจักออกเรือนด้วยคือเมียของข้าอย่างไรเล่า” ประโยคนั้นทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั้งงาน ผู้ใหญ่หลายคนถึงกับยกมือขึ้นทาบอก“หยุดพูดประเดี๋ยวนี้” เกื้อตวาดเสียงเข้มด้วยความโกรธ“เหตุใดจึงพูดไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ไปเป็นเมียของฉันอยู่ตั้งนานนม หล่อนปลอมตัวเป็นพี่สาวฝาแฝดข
หากจะตัดขาดก็พูดบอกกันดี ๆ เพราะโต ๆ กันแล้วนะลูก” วาจาของมารดาเตือนสติดอกรัก หล่อนไม่อยากออกไปเจอกับหลวงอัฐ แต่ถ้าหากหลบหน้าเขาเช่นนี้ก็จะคาราคาซัง หากจะเลิกก็ตัดขาดกันไปให้จริงจัง หากจะกลับไป ครานี้ก็ต้องทนให้ได้หากเขาจะมีเมียน้อยอีก และไม่ทำตามสัญญา ก็ต้องกล้ำกลืนเอาไว้ มิเก็บเสื้อผ้าหนีมาให้ผู้คนนินทาว่าร้ายเอาอีก“แม่ดอกรัก ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าไม่มีผู้หญิงคนใดดีเท่าน้องอีกแล้ว” หลวงอัฐที่ได้มีโอกาสนั่งสนทนากับดอกรักจับมือของหล่อนมากุมเอาไว้ แต่ดอกรักดึงมือหนีหลวงอัฐสังเกตเมียรักแล้วให้รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก ดอกรักที่เขาได้พบเจอก่อนหน้านี้คือหญิงสาวหน้าตาสดใสมีชีวิตชีวา หาได้ซูบซีดแลเหมือนคนป่วยไข้เจ็บหนักเช่นนี้“คุณหลวงมาก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ดิฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณหลวงเสียให้เข้าใจ” ประโยคห่างเหินทำให้หลวงอัฐหน้าซีดเผือด รู้สึกหวั่นใจพิกล“น้องมีอันใดก็บอกพี่มาเถิด พี่ยินดีทำให้น้องทุกอย่าง หลายวันที่เราได้อยู่ด้วยกัน น้องทำให้พี่สำนึกแล้วว่าพี่มันเลวเพียงใด เมียน้อยต่ำตมพวกนั้นไม่มีใครดีเท่าน้องซึ่งเป็นนางแก้วของพี่เลย” หลวงอัฐพร่ำเพ้อ หากเป็นสมัยก่อนดอกรักคงจะหลงเชื่อคำหวานของอีกฝ่าย
ดอกปีบเองก็นึกสงสัยไม่น้อย แต่คาดเดาไปว่าอีกฝ่ายคงไม่มีหลักฐานอันใดจึงเงียบไว้เสีย การถูกผู้ชายฉุดคร่าเป็นเรื่องน่าอาย รู้ไปถึงไหนก็อายไปถึงนั่น เพราะจะมัวหมองและหาคนเชื่อได้ยากว่าจะไม่โดนย่ำยีจริง“นังดอกรักคงไม่มีหลักฐานอันใด ว่าใครเป็นคนทำจึงเงียบเสียกระมัง” สองสาวแยกย้ายกันไปพักในห้องของตัวเอง เพราะต่างไม่เป็นที่โปรดปราดของสามีกันทั้งสองคนแล้ว ด้วยว่าสามีนั้นให้ความสนใจเมียแต่งมากกว่าใครเพื่อนในเวลานี้ลำเจียกเห็นจดหมายที่วางเอาไว้บนหัวโต๊ะ หล่อนรีบเปิดอ่าน เป็นจดหมายจากพ่อหมอพ่วงนัดหล่อนไปเจอ ซึ่งหล่อนก็อยากเจอพ่อหมอพ่วงอยู่พอดี จะถามว่าเหตุใดหลวงอัฐถึงไม่ไยดีหล่อนเหมือนเคยในเวลาเดียวกันดอกปีบก็ได้จดหมายจากพ่อหมอพ่วงเช่นเดียวกัน หล่อนนั้นเจ็บแค้นพ่อหมอพ่วงอยู่ที่ทำให้หล่อนโดนเขี่ยทิ้งเช่นนี้ ไอ้พ่อหมอไม่ดีจริงดังปากพูด เงินทองก็เอาไปนักต่อนักแล้ว จะไปจัดการให้ตายกันไปข้างหนึ่งในวันนี้ดอกแก้วชวนหลวงอัฐไปที่กระท่อมท้ายสวนที่ปิดตัวมานาน ดอกปีบพาพ่อหมอพ่วงมาอยู่ที่นั่นเพราะเวลาเรียกใช้ทำเสน่ห์จะได้สะดวก ลำเจียกก็อาศัยโอกาสนั้นมาตลบหลังให้เงินทองมากกว่าดอกปีบเพื่อหลอกใช้พ่อหมอพ่วง พ
“พวกเอ็งทำงานพลาดอย่างนั้นรึ หน้าโง่เอ๊ย แล้วแบบนี้จักทำเยี่ยงไรกันเล่า” ดอกปีบโวยวาย แต่ดอกปีบไม่รู้เลยว่าพวกที่หล่อนจ้างไปโดนจับตัวเอาไว้ได้หนึ่งคน พวกมันไม่ยอมบอกเพราะคิดว่าจะมาขอเงินแล้วหนีไป คิดว่าหากบอกให้รู้ดอกปีบจะไม่ให้เงิน และพวกมันจะหนีไปไม่ได้“ไหนบอกว่าคนของเอ็งเก่งนักเก่งหนาอย่างไรเล่า เหตุใดถึงได้ทำงานพลาดเช่นนี้กันเล่า” ลำเจียกพูดอย่างดูถูก“คนที่มาช่วยเป็นใครรึ”“เป็นผู้ชายขอรับ ดูท่าทางภูมิฐานขอรับ”“พวกเอ็งหลบไปก่อน เอาเงินนี่ไป ไปให้ไกล ๆ ด้วยล่ะ อย่าเสนอหน้ากลับมาเดินเพ่นพ่านแถวนี้อีก ถึงแม้ว่าพวกเอ็งจะมีผ้าปิดหน้า แต่รอให้เรื่องเงียบก่อนค่อยกลับมา” ดอกปีบให้เงินพวกมันไป ก่อนจะนั่งขบคิดว่าจะเล่นงานดอกรักอย่างไรดี พวกคนร้ายที่ดอกปีบจ้าง พอได้เงินไป ก็รีบเผ่นหนีในทันที โดยที่ดอกปีบไม่รู้เลยว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว“ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนของพวกเรา พวกเอ็งสองคนก็อย่าปริวิตกไปหน่อยเลย” สาลี่พูดขึ้น ตอนนี้นางก็ตกที่นั่งลำบาก เพราะโดนปลดจากตำแหน่งแม่ครัวใหญ่ อีกทั้งหลานสาวก็มาโดนเขี่ยทิ้ง เลยหมดอำนาจวาสนาไม่เหมือนก่อนอีก“จริงอย่างที่ป้าสาลี่พูด พวกเราก็แค่เงียบๆ เอาไว้เท่านั
เกื้อกลับไปแล้ว เพียรกับอินจึงรั้งหลานสาวเอาไว้ก่อน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะหนี“จะไปไหนแม่ตัวดี” อินพูดแล้วค้อนหลานสาวเสียหนึ่งที ท่าทีของอินทำให้ดอกแก้วเข้าไปบีบนวดเอาใจผู้เป็นอาอีกครา“ไม่ต้องมาบีบนวดเอาใจอาเลย ถ้าเราตกลงมาแข้งขาหักจะทำอย่างไร เราเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่”“หลานขอโทษเจ้าค่
“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจายอกย้อนชวนปวดหัว”“คุณเป็นใครหรือเจ้าคะ” เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดอกแก้วจึงเอ่ยถามออกไป แต่เดาเอาว่าชายหนุ่มหน้าตาดีผู้นี้คงจะเป็นแขกของคุณอาทั้งสองเป็นแน่“ฉันเป็น...” ยังไม่ทันที่เกื้อจะได้พูดกระไรต่อ ดอกแก้วที่เห็นว่าบ่าวรับใช้ส่วนตัวพาคนสวนเดินมาแต่ไกลก็รีบปีนป่ายลงมาจาก
“อ่านจดหมายแม่ดอกแก้วแล้วถึงกับยิ้มขนาดนั้นเชียวรึแม่ดอกรัก” เพ็ญที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม“น้องดูมีความสุขมากเจ้าค่ะคุณหญิงแม่ เขียนเล่ามาเสียลูกเห็นภาพทุกอย่างที่น้องบรรยายเลยเจ้าค่ะ”“หายห่วงแล้วใช่ไหมเล่า น้องอย่ากังวลไปเลย พ่อเพียรกับแม่อินเป็นคนดี พี่เองก็คิดเหมือนกันว่าจัก
“น้องรักแม่ดอกแก้วเหมือนลูกในไส้ ทั้งรักทั้งเอ็นดูเหลือเกินเจ้าค่ะคุณพี่ เห็นมาแต่เล็กแต่น้อย อยากมีลูกสักคนก็ไม่มี ทรัพย์สมบัติก็มากมาย ถ้าไม่มีลูกก็คงไม่มีใครดูแลสืบทอด” อินเอ่ยปากบอกพี่ชายของสามีพลางถอนใจ“น้องก็รักและเอ็นดูแม่ดอกแก้วเหมือนลูก สัญญาว่าจะดูแลหลานให้ดีเหมือนลูกในไส้ พี่โมกข์กับพี่





