تسجيل الدخول“ยัยพลอย!!!” พิมพ์ดาวง้างมือทำท่าจะฟาดลงบนใบหน้าสวยเพื่อสั่งสอน
“มา!” แต่มีหรือที่คนอย่างพลอยปภัสจะยอมให้โดนรังแกอยู่ฝ่ายเดียว เธอง้างมือตั้งท่ารับด้วยเช่นเดียวกัน “มาวัดกันไหมล่ะว่าใครจะตบแรงกว่า ตบมา ตบกลับ แต่ถ้าเกิดให้ฉันตบเนี่ยเลือดไม่กลบปากก็คงไม่หยุดหรอกนะ” “!!!” พิมพ์ดาวสะบัดมือออกด้วยความโมโห ก่อนจะถอยตัวกลับด้านหลังเล็กน้อยเพราะรู้จักนิสัยใจคอลูกสาวของผัวคนนี้ดีว่าสันดานมันเป็นยังไง “อย่ามาสอดเรื่องของฉันให้มาก เอาเวลาไปอบรมสั่งสอนลูกสาวตัวเองดีกว่าเพราะฉันกลัวว่าลูกไม้มันอาจจะหล่นใกล้ต้น ส่งทอดสันดานแย่งผัวชาวบ้านผ่านดีเอ็นเอเดี๋ยวจะแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้เหมือนแม่มัน” ทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะเดินสับแบบนางงามเวทีมิสแกรนด์ขึ้นไปชั้นบนของบ้านซึ่งเป็นโซนห้องนอนส่วนตัว “อีพลอย!!” หล่อนกำหมัดแน่นแต่จะให้กรีดร้องหรือแสดงกิริยาอาการมากก็ไม่ได้ “คอยดูเถอะ! ฉันจะทำให้แกก้มลงกราบแทบเท้าฉันเอง” ปึ้ง!!!!! กระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูถูกเขวี้ยงทิ้งลงบนเตียงนอนนุ่มอย่างแรงด้วยความโมโห ก่อนร่างบางจะกระแทกสะโพกลงนั่งฝ่ามือบีบขยำผ้านวมผืนหนาสีขาวจนยับยู่ยี่แล้วออกแรงเหวี่ยงมันลงพื้น “ฮื้ออ!!!!!!” เรือนร่างบอบบางหายใจหอบถี่สั่นโยกสั่นคลอน ฟันบนฟันล่างขบกันดังกรอดจนเส้นเอ็นผุดขึ้นตามใบหน้า ความโมโห ความโกรธกำลังแล่นเข้าครอบงำเธออีกรอบ ฝ่ามือเล็กเอื้อมไปหยิบกรอบรูปที่บันทึกภาพถ่ายคู่กับมารดาสมัยที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ขึ้นมามองด้วยแววตาแดงก่ำ “แม่ทิ้งพลอยไปทำไม?” “ทำไมแม่ไม่สู้! แม่ปล่อยให้มันมีความสุขกันได้ยังไง!” นี่คือคำถามที่มันยังค้างคาอยู่ในใจของพลอยปภัสไม่เคยหาย เธอไม่เข้าใจแม่เลยสักนิด ไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงยอมให้ป๊าเอาผู้หญิงอีกคนเข้ามาลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้าน “…” “แม่ใจร้าย แม่ตายไปก็มีความสุขไม่ต้องมาทนทุกข์อยู่เหมือนพลอย” ทั้งเจ็บ ทั้งแค้น ทั้งจุกอยู่ในอก ย้อนกลับไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน… ตอนนั้นเธออายุได้เจ็ดขวบ เพิ่งเรียนชั้นประถมศึกษาได้ปีแรก ชีวิตครอบครัวโคตรมีความสุข ป๊าเป็นถึงเจ้าสัวณรงค์ที่มีกิจการและทรัพย์สินเงินทองมากมายใช้ไม่หมดสิ้น ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนพ่อแม่ลูก ช่วงวันหยุดศุกร์เสาร์อาทิตย์ก็ไปเที่ยว ไปเอ็นจอย ไปแฮปปี้กัน ชีวิตคุณหนูพลอยปภัสลูกสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสัวณรงค์และคุณนายเพ็ญจันทร์โคตรน่าอิจฉา แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องบ้า ๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวอันแสนสุขของเธอ เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่สามารถกลับมารู้สึกเหมือนเดิมได้อีกต่อไป นั่นก็คือวันที่ป๊าพาเมียใหม่เข้ามาในบ้าน… “อ้าว พิมพ์มาเยี่ยมหลานเหรอจ๊ะ” คุณนายเพ็ญจันทร์กำลังนั่งถักโครเชต์อยู่ในสวนหลังบ้าน ซึ่งมีบรรยากาศค่อนข้างร่มรื่น หล่อนกับลูกสาวมักจะมาใช้เวลาปูเสื่อนั่งปิกนิกกันตรงนี้เป็นประจำ “เปล่าค่ะพี่เพ็ญ” วันนั้นสีหน้าของคุณน้าพิมพ์ดาวไม่สู้ดีสักเท่าไหร่คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างติดค้างในใจ “คุณณรงค์ วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอคะ” แปลก เพราะโดยปกติแล้วช่วงวันจันทร์และพุธป๊าจะเข้าไปตรวจโกดังสินค้า “ผมมีอะไรจะบอกน่ะคุณเพ็ญ” “มีอะไรเหรอคะ” คุณนายเพ็ญจันทร์วางโครเชต์ที่ยังถักไม่เสร็จใส่ตะกร้าดังเดิม แล้วหันไปตั้งใจฟังสิ่งที่สามีต้องการจะทราบ “นวลจ้ะ มีอะไรทำก็ไปทำเถอะ” “ค่ะคุณนาย” หล่อนก้มหน้าแล้วรีบออกมา “เอ่อ…อะ…เอ่อ คือ” เจ้าสัวณรงค์ไม่เคยรู้สึกกระอักกระอ่วนและลำบากใจเท่าวันนี้มาก่อน เขาเอื้อมมือไปจับฝ่ามือของพิมพ์ดาวเอาไว้รวบรวมความกล้าแล้วตัดสินใจเอ่ยออกมา “ผมจะพาพิมพ์ดาวเข้ามาอยู่ในบ้าน” เซนต์ของคนเป็นเมีย เซนต์ของผู้หญิงไม่เคยพลาด หล่อนเริ่มใจคอไม่ดีตั้งแต่ที่เขาเดินกลับมาพร้อมกับพิมพ์ดาวแล้วยื่นมือจับประสานกันซึ่งมันไม่สามารถคิดแค่ว่าพวกเขาสองคนอยู่ในสถานะน้องเมียพี่เขยได้ “คะ?” แต่ยังสร้างแกล้งทำ หลับหูหลับตาไม่รู้เรื่องอะไร การได้รู้จักปากเขา จากปากสามีที่อยู่กินกันมาร่วมสิบกว่าปีคงจะดีกว่า “ผมทำพิมพ์ดาวท้อง พิมพ์ดาวกำลังท้องลูกอีกคนของผม” วินาทีนั้นเด็กสาวตัวน้อยที่หลบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ได้ยินทุกคำพูดชัดถ้อยชัดคำ เธอโต โตพอที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว "คะ...คุณณรงค์ อย่าล้อเล่นสินะ" แววตาเพ็ญจันทร์สั่นระริก ลอบกลืนน้ำลายก้อนเหนียวหนืดลงคอเฮือกใหญ่ พยายามคิดแง่บวก แต่ภาพตรงหน้ามันก็ให้คำตอบชัดเจนแล้วว่าคือความจริง "ผมพูดความจริง ผมขอโทษ" เจ้าสัวณรงค์พยายามที่จะเข้ามาจับเนื้อต้องตัวภรรยาแรก ทว่าหล่อนกลับหลบหลีกตัวนี้แสดงท่าทีรังเกียจรังงอนรสสัมผัสจากเขา เพี๊ยะ!! ฝ่ามือบอบบางฟาดลงบนใบหน้าสามีอย่างแรง นี่เป็นครั้งแรกที่พลอยปภัสเห็นแม่กระทำเช่นนี้กับป๊า เพราะที่ผ่านมาแม่ไม่ค่อยจะมีปากมีเสียง สงบเสงี่ยม ยกให้ป๊าเป็นใหญ่เสมอ "คุณทำแบบนี้กับเพ็ญได้ยังไง!!" น้ำเสียงเกรี้ยวกราดแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดยากจะอธิบาย ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำปลดปล่อยสายธารไหลโกรกอาบสองพวงแก้ม "นี่มันน้องสาวเพ็ญนะ! คุณทำแบบนั้นได้ยังไงคุณณรงค์!!" หัวอกคนเป็นเมียแทบสลาย ภายในใจเธอแตกร้าวด้วยฝีมือเขาจนไม่เหลือชิ้นดี มองหน้าสามีสลับกับหน้าน้องสาวในไส้ที่คลานตามกันออกมาแต่ตอนนี้กลับใช้ผัวร่วมกันกับหล่อน "ผมขอโทษ" ไม่มีคำใดจะแก้ตัว แก้ต่าง หรืออธิบาย "ผู้หญิงมีตั้งมากมายแล้วทำไมต้องเป็นน้องสาวเพ็ญ! ฮึก..." มารดาเธอทรุดฮวบลงบนเก้าอี้ ยกฝ่ามือเสยผมแบบลวก ๆ แล้วกุมหน้างอตัวพร้อมร้องไห้ออกมาจนร่างกายสั่นโยกสั่นคลอน "ทำไม ทำไมถึงทำแบบนี้กับฉัน ทำไม" "พี่เพ็ญ ฉันขอโทษ..." พิมพ์ดาวเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ พี่สาว แล้วเลื่อนขึ้นไปจับท่อนแขนเรียวบาง "แต่ฉันอยากให้พี่เข้าใจฉันบ้าง ความรักมันห้ามกันไม่ได้ ฉันกับคุณณรงค์เราสองคนรักกัน พี่จะให้ฉันทำยังไง แถมตอนนี้ฉันก็กำลังตั้งท้องหลานของพี่ พี่เมตตาฉันหน่อยได้ไหม" ตอนนั้นความเป็นเด็กพลอยปภัสไม่เคยเข้าใจ แต่พอโตขึ้นจึงได้รู้ว่าคำพูดพวกนั้นมันน่าสมเพชมากแค่ไหน ตรรกะป่วย ๆ ของเมียน้อยที่เรียบเรียงมันขึ้นมาให้สวยหรูดูดี ท้ายสุดแล้วก็แค่ใช้อ้างหาเหตุผลเพื่อแย่งผัวชาวบ้านเท่านั้น "แกก็เหมือนกัน! แกรู้ทั้งรู้ว่าคุณณรงค์เป็นสามีพี่ แต่ทำไมแกถึงกล้านอนกับเขาแล้วปล่อยให่ตัวเองท้อง แกไม่ละอายแก่ใจบ้างเลยเหรอพิมพ์ดาว แกกำลังเอาผัวพี่สาวตัวเอง!" เพ็ญจันทร์สติแตก "พอเถอะคุณเพ็ญ อย่าโทษพิมพ์เลย ผมผิดเองที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้" เจ้าสัวณรงค์รีบไปพยุงตัวเมียสาวกลับมาสู่อ้อมอก "ผมจะให้พิมพ์อยู่ชั้นเดียวกับเรา" พูดจบก็ทิ้งเพ็ญจันทร์ให้นั่งสมเพชตัวเองอยู่บนเก้าอี้ ปราศจากคำอธิบายใด ๆ ที่อยากจะได้ยินจากปากสามี เพราะเขาแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายมากกว่าคนที่อยู่กินกันมาเกือบสิบปี ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เห็นแม่ร้องไห้ บนใบหน้าแปดเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา แต่ก็ต้องแสร้งยิ้มเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ ป๊าไม่เคยมาสนใจใยดีแม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในท้องแม่ยังมีลูกของป๊าอีกคน ลูกที่เกิดจากเมียหลวง เมียตามทะเบียนสมรส เมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เมียน้อยหน้าด้านที่กล้าใช้ผัวร่วมกันกับพี่สาวในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่
เท้าเรียวสวยภายใต้ส้นเข็มแหลมปรี๊ดก้าวขาเข้ามาในภัตตาคารสุดหรูหราตามนัดหมายของไตรฉัตรก่อนเวลาสิบนาที วันนี้เธอแต่งตัวสวยเป็นพิเศษตามที่เขาร้องขอ อวดโฉมเรือนร่างเรียวบางตามแบบฉบับดารานักแสดง แต่อวบอูมในส่วนที่ควรเป็น เปิดสะโพกผายรั้นรับกับเอวคอดกิ่วด้วยชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงสด ความยาวเลยหัวเข่าแต่ผ่
"หมายความว่ายังไง? เจ๊บอกจะแล้วใช่ไหมยัยพลอยว่าไม่อยากให้มีเรื่องพันนี้" เจ๊นัตตี้กดปิดไอแพดแล้วหันไปมองหน้าเด็กในสังกัดที่ยังคงสบายใจเฉิบไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนเหมือนกับหล่อน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงแท้ ๆ "ก็ไม่มีอะไรนี่เจ๊ พวกชาวเน็ตก็แค่พูดกันสนุกปากก็เท่ากันเอง" พลอยปภัสปฏิเส
"โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ" ถ้อยคำดูมีมารยาทแต่น้ำเสียงนี่มันกระแทกคำพูดใส่ชัด ๆ "คุณพลอย" ไตรฉัตรว่าแล้วทำไมทำไมเสียงที่วีนเหวี่ยงใส่ทีมงานเมื่อครู่ถึงได้ฟังดูคุ้นหูนัก ที่แท้ก็คือพลอยปภัสผู้หญิงเพียงคนเดียวที่กล้าปฏิเสธหนุ่มหล่อตัวพ่ออย่างเขานี่เอง"คุณไตรฉัตร" สีหน้าพลอยปภัสตอนนี้บ่งบอกชัดเจนว่าค่อนข้างแ
"เอ้า!" กูเอ้าในใจดังมาก ณ จุด จุดนี้ในใจกูมีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมดว่า กูทำอะไรผิด พูดไม่ดีหรือไม่เข้าหูเธอตรงประโยคไหน กูก็ยังงง ยกฝ่ามือขึ้นเกาหัวแกรก มองคนตูดใหญ่เดินทิ้งสะโพกออกไปจนสุดสายตา ก่อนจะตัดสินใจช่างแม่งแล้วกดลิฟท์ขึ้นชั้นบน ไว้ปิดจ็อบสำเร็จ กูจะขยำให้ตูดแดงเลยดู! บริเวณนี้คือคอ







